‘เกาหลีใต้’เจอวิกฤติ‘เด็กเกิดน้อย’เพราะกระแส ‘K-Pop’จริงหรือ?

By : บัญชา จันทร์สมบูรณ์

เด็กเกิดน้อย เป็นความกังวลใหญ่ในสังคมไทยที่พูดถึงกันตลอดหลายปีที่ผ่านมา ล่าสุดข้อมูลสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร โดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พบว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา จำนวนเด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยอยู่ที่ 416,574 คน ลดลงจากปี 2567 ซึ่งมีเด็กเกิดใหม่อยู่ที่ 462,240 คน ขณะที่การคาดการณ์ของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า หากอัตราเจริญพันธุ์รวมลดลงต่อเนื่อง คาดว่าอีก 10 ปีข้างหน้า ประชากรไทยจะลดลงเหลือเพียง 61.9 ล้านคน และคาดว่าปี 2578 ประชากรวัยแรงงานจะหายไปกว่า 3.4 ล้านคน ยิ่งตอกย้ำความรุนแรงของสถานการณ์นี้ 

แต่ประเด็นที่ผู้เขียนและทีมงานโคแฟคได้หยิบยกมาตรวจสอบในบทความนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2569 มีผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์ข้อเขียนที่อ้างว่า วัฒนธรรม K-Pop ทำให้อัตราการเกิดในเกาหลีใต้ลดลงและเป็นต้นตอของปรากฏการณ์เด็กเกิดน้อยทั่วโลก พร้อมกับอธิบายว่า วัฒนธรรมแบบ K-Pop ในสื่อบันเทิงเกาหลีใต้ ทำให้ผู้ชายมีภาพลักษณ์ความเป็นชาย (Masculinity) ลดลงคำถามคือสมมติฐานดังกล่าวถูกต้องเพียงใด? 

ภาพที่ 1 : โพสต์อ้างว่าคุณภาพชีวิตของชาวเกาหลีใต้ดีขึ้นแต่อัตราการเกิดต่ำลง โดยมีสมมติฐานว่ายุคปัจจุบันผู้ชายมีภาพลักษณ์ความเป็นชายลดลงจากวัฒนธรรม K-Pop

– วัฒนธรรม K – Pop เกิดขึ้นเมื่อใด? : บทความ The Grand Odyssey of K-Pop: A Century of Rhythm, Resilience, and Revolution ในเว็บไซต์ kculture.com สื่อซึ่งนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ บอกเล่าวิวัฒนาการวงการเพลงในแดนกิมจิ ตั้งแต่ยุคที่เกาหลียังเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น , ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเกาหลีที่แบ่งแผ่นดินออกเป็นฝั่งเหนือกับฝั่งใต้ , ยุคที่เกาหลีใต้ถูกปกครองด้วยระบอบเผด็จการ , ยุคที่เกาหลีใต้เริ่มเปิดตัวกับสังคมโลกผ่านมหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่กรุงโซลเป็นเจ้าภาพ , 

กระทั่งมาถึงปี 2535 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2535 วงบอยแบนด์ “Seo Taiji and Boys” ได้เปิดตัวเพลง “Nan Arayo (I Know)” ในสื่อโทรทัศน์ ซึ่งเป็นแนวเพลงแบบ Rap – Hiphop จากนั้นการปั้นศิลปินในเกาหลีใต้ก็เริ่มทำเป็นระบบมากขึ้น เกิดคำว่า “ไอดอล (Idol)” ที่ผ่านการฝึกฝนจากค่ายเพลงก่อนปิดตัว ซึ่งสอดคล้องกับบทความ “K-pop” ในเว็บไซต์สารานุกรม Britanica ที่ระบุว่า การเปิดตัวเพลง Nan Arayo  ของบอยแบนด์ Seo Taiji and Boys ถือเป็นจุดเริ่มต้นวัฒนธรรมบันเทิงเกาหลีใต้แบบ K – Pop อย่างที่เรารู้จักกัน 

จุดกำเนิดของ K-pop สามารถย้อนกลับไปได้ถึงวันที่ 11 เม.ย. 2535 เมื่อวงชื่อ Seo Taiji and Boys แสดงเพลง Nan Arayo (I Know) ทางสถานีโทรทัศน์ Munhwa Broadcasting Corporation ของเกาหลีใต้ สไตล์ดนตรีและการเต้นที่ประสานกันอย่างลงตัวของพวกเขาเป็นการผสมผสานระหว่างดนตรี Dance Hiphop Rap และ Rock แบบอเมริกัน แต่พวกเขาเป็นสิ่งใหม่สำหรับเกาหลีใต้ เช่นเดียวกับเนื้อเพลงที่สะท้อนประเด็นทางสังคม ซึ่งท้าทายกฎหมายการเซ็นเซอร์ของประเทศ 

อย่างไรก็ตาม ในปี 2536 วงนี้ขายอัลบั้มได้ถึง 2.13 ล้านชุด และความนิยมของพวกเขานำไปสู่การปฏิรูปกฎหมายการเซ็นเซอร์ และการกำเนิดของอุตสาหกรรม K-pop บริษัทบันเทิงที่เชี่ยวชาญด้านการสร้างและฝึกฝนศิลปิน K-pop ถูกสร้างขึ้นตามความสำเร็จของ Seo Taiji and Boys โดยเริ่มจาก SM Entertainment ในปี 2538, JYP Entertainment ในปี 2540 และ YG Entertainment ในปี 2541บทความของสารานุกรม Britanica ระบุ

ภาพที่ 2 อัตราการเจริญพันธุ์ (ซึ่งเชื่อมโยงกับอัตราการเกิด) ของเกาหลีใต้ 
ที่มา : ธนาคารโลก (World Bank)

– อัตราการเกิดของประชากรเกาหลีใต้ลดลงเมื่อใด? และทำไม? : หากดูข้อมูล อัตราการเจริญพันธุ์ (Fertility Rate)” หมายถึงจำนวนบุตรที่สตรี 1 คน จะมีตลอดช่วงเวลาที่สามารถให้กำเนิดบุตรได้ (อายุระหว่าง 15 – 49 ปี) จากฐานข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank) จะพบว่า ในปี 2503 อยู่ที่ 6.0 หมายถึงผู้หญิงชาวเกาหลีใต้ 1 คนจะมีบุตรเฉลี่ย 6 คน จากนั้นจะลดลงอย่างมากและลดต่อเนื่อง แม้จะมีบางช่วงที่ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้น (เช่น 2.6 ในปี 2521 เพิ่มเป็น 2.9 ในปี 2522) แต่ไม่มีผลต่อการเพิ่มประชากรอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงของการลดลงที่สถานการณ์รุนแรงกว่า ซึ่ง ณ ปี 2566 อัตราการเจริญพันธุ์ในเกาหลีใต้อยู่ที่ 0.7 

รายงาน “Korea’s Unborn Future : Understanding Low-Fertility Trends” ซึ่งเผยแพร่บนเว็บไซต์องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2568 บรรยายสถานการณ์อัตราการเกิดที่ดลดลงอย่างมากในสังคมเกาหลีใต้ ว่า อัตราการเกิดลดลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่ทศวรรษ 1950 (ปี 2493 – 2502) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกาหลีใต้เปลี่ยนแปลงจากสังคมชนบทที่ถูกทำลายล้างจากสงคราม (สงครามเกาหลี ช่วงปี 2493 – 2496 นำไปสู่การแบ่งประเทศเป็นเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้) ไปสู่สังคมเมืองสมัยใหม่ที่มีรายได้ต่อหัวเฉลี่ยอยู่ในระดับเดียวกับกลุ่มประเทศ OECD (หรือประเทศพัฒนาแล้ว , ประเทศรายได้สูง)

โดยจากรายงานดังกล่าว ปัจจัยแรกที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์อัตราการเกิดลดลง คือ โครงการวางแผนครอบครัว ซึ่งบรรดาประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายนำมาใช้ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 (ปี 2443 – 2542) เพื่อลดอัตราการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ (ท้องไม่พร้อม) ผ่านโครงการให้ข้อมูล บริการสุขภาพแม่และเด็กขั้นพื้นฐาน และการจัดหาอุปกรณ์และบริการวางแผนครอบครัว สำหรับเกาหลีใต้ ช่วงแรกของนโยบายนี้ถูกมองว่ารัฐเข้าไปก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวของประชาชนมากเกินไปเพื่อควบคุมอัตราการเกิด 

แต่เมื่อล่วงเข้าสู่ทศวรรษ 1960 (ปี 2503 – 2512) เป็นต้นมา ความต้องการคุมกำเนิดกลายเป็นค่านิยมทางสังคมที่แพร่หลาย และจำนวนบุตรที่เหมาะสมลดลงเหลือประมาณ 2 คน นอกจากนั้นยังมีสมมติฐานด้วยว่า ผลกระทบระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการวางแผนครอบครัว คืออาจมีส่วนทำให้เกิดบรรทัดฐานในสังคมว่าคนที่อยู่ในวัยทำงานควรให้ความสำคัญกับงานมากกว่าครอบครัว

ตั้งแต่ทศวรรษ 1960 (ปี 2503 – 2512)  ถึงทศวรรษ 2000 (ปี 2543 – 2552) การลดลงของจำนวนบุตรต่อหญิงที่แต่งงานแล้วและการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของอายุที่สตรีแต่งงานครั้งแรกล้วนมีส่วนทำให้อัตราการเกิดลดลง โดยก่อนทศวรรษ 2000 การลดลงของจำนวนคู่สมรสที่มีบุตร 3 คนขึ้นไปทำให้ลดอัตราการเกิด ในขณะที่ในทศวรรษ 2000 การลดลงของจำนวนคู่สมรสที่มีบุตร 2 คนขึ้นไปเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก และตั้งแต่ทศวรรษ 2010 (ปี 2553 – 2562) เป็นต้นมา อัตราการเจริญพันธุ์ที่ลดลงมีสาเหตุหลักมาจากการที่ผู้หญิงแม้จะแต่งงานแต่ไม่มีบุตร รวมถึงสตรีที่เลือกครองตนเป็นโสดไม่แต่งงาน

ปัจจัยที่สอง ต้นทุนการสร้างครอบครัวนั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ” โดยมีการสำรวจพบว่า ประชากรเกาหลีใต้ที่เป็นโสด อายุระหว่าง 19 – 34 ปี เพศชายร้อยละ 41 และเพศหญิงร้อยละ 26 มองเรื่องข้อจำกัดทางการเงินเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดในการแต่งงานไล่ตั้งแต่ 1.ที่อยู่อาศัย ร้อยละ 51.2 หรือกว่าครึ่งของคนหนุ่ม – สาวชาวเกาหลีใต้โดยเฉพาะกลุ่มที่อาศัยในเขตเมืองใหญ่ มองว่าต้องมีบ้านเป็นของตนเองเสียก่อนจึงจะแต่งงานได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องยากเนื่องจากอัตราส่วนราคาที่อยู่อาศัยต่อรายได้ในเขตเมืองใหญ่เพิ่มขึ้น อาทิ จาก 6.7 ในปี 2555 เพิ่มเป็น 10.1 ในปี 2564

2.การศึกษาของบุตร เนื่องจากการแข่งขันอย่างดุเดือดในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ ทำให้การ เรียนพิเศษ – กวดวิชา เป็นสิ่งที่พ่อแม่ชาวเกาหลีใต้จำนวนมากจัดหาให้ลูก แต่นั่นก็ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายในครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับแนวโน้มรายได้ของคนหนุ่ม – สาวรุ่นใหม่ที่ต่ำลงแต่มีหนี้สินสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประชากรรุ่นอื่นๆ ก่อนหน้า ซึ่งเกาหลีใต้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในเรื่องการให้ความสำคัญกับการศึกษา อันมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา

รายงานของ OECD บรรยายภาพค่านิยมด้านการศึกษาของชาวเกาหลีใต้ว่า ร้อยละ 80 ของประชากรวัยรุ่นที่นั่นวางแผนที่จะใช้เวลาอย่างน้อย 4 ปี เพื่อเรียนให้จบ ป.ตรี และร้อยละ 90 ของผู้ปกครองก็มีความทะเยอทะยานเช่นเดียวกัน โดยเมื่อปี 2564 พบว่า เกือบ 3 ใน 4 ของเยาวชนที่จบชั้น ม.ปลาย ได้เข้าเรียนต่อในวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัย และเกาหลีใต้เป็นประเทศที่ประชากรอายุ 25 – 34 ปี จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยมากที่สุดในกลุ่มประเทศที่เป็นสมาชิก OECD 

ความกระตือรือร้นอย่างยิ่งยวดต่อการศึกษาได้ทำให้ ลัทธิคุณวุฒินิยม (Credentialism)’ หยั่งรากลึกในสังตมเกาหลีใต้ ซึ่งหมายถึงการมองว่าวุฒิการศึกษาเป็นมาตรวัดที่ดีที่สุดของสติปัญญาหรือความสามารถของบุคคลในการทำงาน อย่างไรก็ตาม ลัทธิคุณวุฒินิยมได้นำไปสู่ ​​ภาวะวุฒิการศึกษาเฟ้อ (Education Inflation)’ ซึ่งกำหนดให้ผู้สมัครงานต้องมีคุณวุฒิที่สูงขึ้นสำหรับตำแหน่งงานที่ก่อนหน้านั้นเคยมีข้อกำหนดด้านคุณวุฒิที่ต่ำกว่า 

แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นบางส่วนจากการลดลงของสัดส่วนนักศึกษาในวิทยาลัยที่มีหลักสูตร 2 ปี ซึ่งเป็นแหล่งให้การศึกษาในสายอาชีพ (อาชีวศึกษา) ที่สำคัญมาโดยตลอด และสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้นของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่ใช้หลักสูตร 4 ปี (อุดมศึกษา) ตัวอย่างเช่น คุณวุฒิประกาศนียบัตวิชาชีพด้านความงามจากวิทยาลัยที่ใช้เวลาเรียน 2 ปี ต้องเผชิญกับการแข่งขันจากคุณวุฒิปริญญาบัตรด้านความงามจากมหาวิทยาลัยที่ใช้เวลาเรียน 4 ปี

ภาพที่ 3 : (สถิติปี 2564) ชาวเกาหลีใต้อายุ 25 – 34 ปี จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยมากเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มประเทศสมาชิก OECDScreenshot

อย่างไรก็ตาม ภาวะวุฒิการศึกษาเฟ้อได้บั่นทอนคุณค่าของประสบการณ์การทำงานและปริญญาบัตรจากมหาวิทยาลัยเกือบทุกแห่ง จะยกเว้นอยู่บ้างก็แต่เฉพาะในกลุ่มสถาบันการศึกษาชั้นนำเท่านั้นและเนื่องจากภาวะตลาดแรงงานแบบสองขั้วและความขาดแคลนงานที่มีคุณภาพ บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยชั้นนำจึงมีโอกาสได้รับเงินเดือนสูงกว่ามากกว่ามหาวิทยาลัยทั่วไป โดยมีงานวิจัยในปี 2566 พบว่า ในตลาดแรงงานของเกาหลีใต้ บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยชั้นนำมีรายได้มากกว่าบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยระดับล่างถึงร้อยละ 24.6 และช่องว่างด้านค่าจ้างสูงสุดอยู่ที่ร้อยละ 50.5 ในช่วงอายุระหว่าง 40 – 44 ปี

ค่านิยมดังกล่าวทำผู้ปกครองชาวเกาหลีใต้จำนวนมากจึงจัดสรรรายได้ก้อนใหญ่ไปกับการให้บุตรหลานได้เรียนกวดวิชา ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาเป็นอุปสรรคสำคัญอีกประการหนึ่งในการมีบุตร อาทิ ข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการเกาหลีใต้ พบว่า ในปี 2566 นักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาของเกาหลีใต้ ร้อยละ 78.5 เรียนกวดวิชา ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวต่อเดือนสำหรับการเรียนพิเศษเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2558 จนกระทั่งในปี 2566 แตะระดับ 434,000 วอน (ราว 10,850 บาท เทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ย 0.025 วอน ต่อ 1 บาท ในปี 2566) ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 10 ของรายได้สุทธิเฉลี่ยของครัวเรือนในปีนั้น

การวิเคราะห์เชิงประจักษ์ชี้ให้เห็นว่า การแพร่หลายของการกวดวิชามีความสัมพันธ์เชิงลบกับอัตราการเจริญพันธุ์รวมของประเทศ อันที่จริง 49.2% ของผู้ปกครองชาวเกาหลีใต้คิดว่าค่าใช้จ่ายในการเรียนพิเศษเป็นภาระอย่างมาก และ 27% ชี้ว่าภาระด้านการศึกษาและการดูแลเด็กเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้อัตราการเกิดลดลง

ภาพที่ 4 : ค่าใช้จ่ายต่อหัวต่อเดือนในการเรียนกวดวิชาของนักเรียนชาวเกาหลีใต้


ปัจจัยที่สาม ที่ทำให้อัตราการเกิดในเกาหลีใต้ลดลงอย่างมากคือ ทางที่ผู้หญิงต้องเลือกระหว่างจะทำงานหรือเลี้ยงลูก โดยนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 (ปี 2523 – 2532) เป็นต้นมา การจ้างงานสตรีชาวเกาหลีใต้ที่แต่งงานแล้วมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทั้งในภาคการผลิตและภาคบริการ อาทิ หากเปรียบเทียบระหว่างปี 2528 กับปี 2533 พบว่า สตรีที่แต่งงานแล้วเข้าสู่ตลาดแรงงานเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 41 เป็นร้อยละ 46.8 ซึ่งสูงกว่าฝั่งของผู้หญิงโสดที่เข้าสู่ตลาดแรงงานในช่วงเวลาเดียวกัน จากร้อยละ 44.7 เพิ่มเพียงเล็กน้อยเป็นร้อยละ 45.6  

รายงานของ OECD กล่าวถึงระบบการจ้างงาน 2 รูปแบบ (Dualism) ในเกาหลีใต้ ที่แบ่งประเภทแรงงานเป็นประเภทลูกจ้างประจำ (Regular Worker) ซึ่งมักได้ค่าจ้างสูง มีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีและได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันสังคม กับลูกจ้างชั่วคราว (Non-regular Worker) หรือพนักงานบางเวลา (Part – Time) ที่สภาพการจ้างงานไม่มั่นคง ได้ค่าจ้างที่ต่ำกว่าและมีโอกาสน้อยกว่าที่จะเข้าสู่ระบบประกันสังคม

มีการแบ่งแยกอย่างเข้มงวดระหว่างลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราวโดยมีโอกาสในการเปลี่ยนสถานะอย่างจำกัด ผู้หญิงมักลาออกจากงานที่เป็นสัญญาจ้างประจำเนื่องจากการเป็นแม่ แต่ก็พบว่างานชั่วคราวที่มีค่าจ้างต่ำเป็นเพียงทางเลือกเดียวที่มีให้เมื่อพวกเธอต้องการกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน ส่งผลให้ผู้หญิงที่เป็นแม่คนมักอยู่ในสถานะการจ้างงานชั่วคราวแบบมากกว่าผู้ชายที่เป็นพ่อคนถึง 3 เท่า ซึ่งนำไปสู่การสร้างครอบครัวที่ล่าช้าและจำนวนบุตรที่เกิดน้อยลง

นอกจากความเหลื่อมล้ำด้านการจ้างงานแล้ว ความคาดหวังของสังคมก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ มีการสำรวจพบว่า สังคมเกาหลีใต้มีทัศนคติเชิงลบกับแม่ที่มีลูกซึ่งเด็กนั้นกำลังอยู่ในช่วงก่อนวัยเรียน (Pre – school) แล้วยังออกไปทำงานมากที่สุดในกลุ่มประเทศสมาชิก OECD นอกจากนั้นยังมองด้วยว่าหากการจ้างงานมีจำกัดผู้ชายควรได้รับการว่าจ้างก่อนผู้หญิง 

แม้ในเชิงสถิติ เกาหลีใต้เป็นประเทศที่สตรีมีโอกาสได้เรียนจนจบการศึกษาระดับสูงมากที่สุดเมื่อเทียบกับชาติอื่นๆ ที่เป็นสมาชิก OECD ด้วยกัน แต่กลับมีช่องว่างทางเพศที่เกี่ยวข้องกับชีวิตการทำงานมากที่สุด ทั้งจำนวนสตรีที่เลื่อนตำแหน่งถึงระดับผู้จัดการขึ้นไปที่ยังมีน้อย ความเหลื่อมล้ำด้านค่าจ้างที่แม้ในปี 2565 จะอยู่ที่ร้อยละ 31.2 ลดลงจากปี 2558 ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 37.2 แล้วก็ตาม 

ช่องว่างค่าจ้างระหว่างเพศส่วนใหญ่เกิดจากการเลือกปฏิบัติทางเพศ ซึ่งอาจเป็นการผสมผสานระหว่างการเลือกปฏิบัติโดยแท้จริงตามเพศ (การลำเอียงเข้าข้างแรงงานชาย) และการเลือกปฏิบัติทางสถิติ คือการที่นายจ้างลงทุนในอาชีพการงานของลูกจ้างหญิงน้อยกว่าลูกจ้างชาย โดยคาดการณ์ว่าพวกเธอจะออกจากงานเพื่อดูแลลูก ช่องว่างค่าจ้างระหว่างเพศเช่นนี้มีแนวโน้มที่จะส่งผลให้เกิดการแบ่งบทบาททางเพศในคู่สมรสในช่วงวัยเจริญพันธุ์ เนื่องจากคู่สมรสจะลดการสูญเสียรายได้ให้น้อยที่สุดหากผู้หญิงทำงานน้อยลงหรือออกจากตลาดแรงงานไป

ภาพที่ 5 : ความเหลื่อมล้ำระหว่างเพศในเกาหลีใต้ (ที่มา : OECD)
(บนซ้าย) ชาวเกาหลีใต้มีทัศนคติเห็นด้วยอย่างมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ว่าเด็กก่อนวัยเรียนจะได้รับผลกระทบหากคนเป็นแม่ยังออกไปทำงาน 
(ล่างซ้าย) ชาวเกาหลีใต้มีทัศนคติเห็นด้วยอย่างมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ว่าหากเป็นช่วงที่งานหายาก ผู้ชายควรมีโอกาสได้งานก่อนผู้หญิง 
(ขวา) เกาหลีใต้มีปัญหาช่องว่างทางเพศด้านค่าจ้างแรงงานมากที่สุดหากเทียบกับกลุ่มประเทศสมาชิก OECD ด้วยกัน

รายงานข่าว Why is Korea’s birth rate, once the lowest, now inching up? ที่เผยแพร่ใน นสพ. Korea Joongang Daily ของเกาหลีใต้ วันที่ 5 ก.ย. 2568 บอกเล่าเรื่องราวของอัตราการเจริญพันธุ์ในเกาหลีใต้ที่ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย จาก 0.72 ในปี 2561 ขึ้นมาอยู่ที่ 0.75 ในปี 2567 และคาดว่าน่าจะแตะ 0.8 ในปี 2568 ตัวแปรสำคัญมาจากนโยบายของรัฐที่สนับสนุนการจ้างงานแบบยืดหยุ่น โดยยกตัวอย่างของหญิงวัย 34 ปี อาชีพพนักงานธนาคาร ที่ขอใช้สิทธิ์ทำงานแบบยืดหยุ่นเพื่อเลี้ยงลูกเป็นเวลา 1 ปี แม้จะได้เงินเดือนน้อยลงเพราะต้องลดชั่วโมงการทำงานลง แต่ก็ได้รับการชดเชยบางส่วนจากเงินอุดหนุนของรัฐ และนั่นทำให้คุณแม่ท่านนี้เจียดเวลาไปเลี้ยงลูกได้อย่างสบายใจขึ้น 

ท่ามกลางสวัสดิการพนักงานที่เพิ่มขึ้นสำหรับผู้ปกครอง ผู้หญิงจำนวนมากขึ้นกลับไปทำงานหลังจากคลอดบุตร อัตราการจ้างงานของสตรีที่แต่งงานแล้ว อายุระหว่าง 15  54 ปี ที่มีบุตรอายุต่ำกว่า 18 ปี สูงถึง 62.4ในเดือนเม.ย. 2567 เพิ่มขึ้น 2.4จากปีก่อนหน้า และสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 2559” 

นอกจากภาครัฐแล้ว ภาคเอกชนก็เป็นอีกปัจจัยที่เกื้อหนุนเช่นกัน อาทิ มีตัวอย่างในเดือน เม.ย. 2568 ที่ผู้บริหารของบริษัท Kolmar เดินทางไปเยี่ยมบ้านพนักงานที่เพิ่งมีบุตรแฝดสาม พร้อมมอบของขวัญ เช่น เงินช่วยเหลือค่าคลอดบุตรจำนวน 40 ล้านวอน (29,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 9.5 แสนบาท ณ ช่วงเวลาดังกล่าว) และเบาะที่นั่งเด็กในรถยนต์ (Car Seat) จำนวน 3 ที่ หรือเมื่อปี 2567 กรณีบริษัทรับเหมาก่อสร้างยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้อย่างBooyoung Group ประกาศแผนให้เงินช่วยเหลือพนักงาน 100 ล้านวอน (ราว 2 ล้านบาท) ต่อการคลอดบุตรหนึ่งครั้งเพื่อช่วยเพิ่มอัตราการเกิดเป็นต้น

ฮง ซอก-ชุล (Hong Sok-chul) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล ให้ความเห็นว่า หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนหันมาใช้นโยบายที่เป็นมิตรกับครอบครัวมากขึ้น รวมถึงการเพิ่มขึ้นอย่างชั่วคราวของประชากรในช่วงวัยเจริญพันธุ์ที่สำคัญ คือระหว่างอายุ 30 – 34 ปี เป็นสาเหตุที่ทำให้อัตราการเกิดเพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การเพิ่มอัตราการเกิดนี้เป็นแนวโน้มที่ยั่งยืน จำเป็นต้องมีนโยบายที่ครอบคลุมมากขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นฐาน ซึ่งรวมถึงเรื่องของระบบการจ้างงานที่แข็งกระด้างซึ่งทำให้การรักษาสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัว(Work – Life Balance) เป็นเรื่องยาก

เพื่อให้อัตราการเกิดสูงกว่า 1.0 นั้น การมีนโยบายลดภาระทางการเงินเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เรายังต้องยกระดับคุณค่าของการแต่งงาน การมีบุตร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลี้ยงดูบุตร ตลอดจนคุณค่าของครอบครัวอย่างมีนัยสำคัญด้วย จึงจะทำให้นโยบายต่างๆ มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริงและนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของอัตราการเกิดอย่างมีนัยสำคัญ ฮง กล่าว

ขณะที่ ลี ซัง-ริม (Lee Sang-rim) หัวหน้านักวิจัยจากศูนย์วิจัยนโยบายประชากร มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล ตั้งข้อสังเกตว่า แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่เงินอุดหนุนในทันที งบประมาณเหล่านั้นควรนำไปใช้ในความพยายามที่สร้างฉันทามติทางสังคมเกี่ยวกับการแก้ไขสาเหตุที่แท้จริงของภาระทางการเงินและจิตใจที่ผู้คนรู้สึกจากการเลี้ยงดูบุตร เช่น ภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ต้องเปลี่ยนแปลงระบบการรับนักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยเพื่อลดการพึ่งพาโรงเรียนกวดวิชา หรือด้านที่อยู่อาศัย ต้องกระจายการลงทุนไปยังเมืองรองต่างๆ เพื่อลดความต้องการที่กระจุกตัวอยู่แต่ในเขตกรุงโซลและปริมณฑล รวมถึงส่งเสริมระบบการทำงานที่มีสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัว

ความเห็นของนักวิชาการทั้ง 2 ท่าน สอดคล้องกับการสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างชาวเกาหลีใต้ 2,000 คน อายุระหว่าง 25 – 49 ปี โดยคณะกรรมการประธานาธิบดีด้านสังคมผู้สูงอายุและนโยบายประชากร เมื่อปี 2567 ซึ่งพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 22.8 ไม่มีความตั้งใจที่จะแต่งงานเมื่อดูรายละเอียดเชิงลึก กลุ่มตัวอย่างเพศชายให้น้ำหนักไปที่แรงกดดันด้านการเงิน ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายในการจัดงานแต่งงานและการหาที่อยู่อาศัย ส่วนในกลุ่มตัวอย่างเพศหญิง เหตุผลหลักคือภาระต่างๆ ที่มักเกี่ยวข้องกับการแต่งงาน เช่น การมีบุตรและการเลี้ยงดูบุตร

โดยสรุปจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ปัญหาอัตราการเกิดต่ำในเกาหลีใต้ให้น้ำหนักไปที่ 1.นโยบายวางแผนครอบครัวที่แพร่หลายกลายเป็นค่านิยม2.ภาระค่าใช้จ่ายในการสร้างครอบครัวที่สูงมาก โดยเฉพาะด้านที่อยู่อาศัยและการศึกษาของบุตร และ 3.การที่สตรีได้รับการศึกษาสูงขึ้นจึงมีโอกาสเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น แต่ยังถูกคาดหวังจากสังคมให้ทำหน้าที่เลี้ยงดูบุตร บวกกับความเหลื่อมล้ำในโลกการทำงานระหว่างแรงงานชายกับแรงงานหญิง ทำให้คนหนุ่ม  สาววัยแรงงานจำนวนมากเลือกที่จะไม่มีบุตร (หรือแม้แต่ไม่แต่งงาน) มากกว่าจะเป็นเพราะวัฒนธรรมบันเทิงอย่าง K-Pop ตามที่สมมติฐานข้างต้นกล่าวอ้าง!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.bangkokbiznews.com/health/public-health/1215717 (ปี 68 เด็กเกิดใหม่ต่ำสุดรอบ 75 ปี เสียชีวิตมากกว่าเกิด ต่อเนื่องเป็นที่ 5 : กรุงเทพธุรกิจ 8 ม.ค. 2569)

https://siamrath.co.th/quality-of-life/news/122574 (ไทยเสี่ยงวิกฤตเกิดน้อยแรงงานหด เข้าสู่ Super Aged Society เร็วขึ้น ชี้ต้องลงทุน “คน” กู้อนาคตชาติ : สยามรัฐ 12 ม.ค. 2569)

https://kculture.com/the-grand-odyssey-of-k-pop/ (The Grand Odyssey of K-Pop: A Century of Rhythm, Resilience, and Revolution : KCulture 7 ม.ค. 2569)

https://www.britannica.com/art/K-pop (K-pop – Encyclopaedia Britannica)

https://data.worldbank.org/indicator/SP.DYN.TFRT.IN?locations=KR (Fertility rate, total (births per woman) – Korea, Rep. : World Bank)

https://datacatalog.anamai.moph.go.th/dataset/tfr (อัตราการเจริญพันธุ์รวมของประเทศ : ระบบบัญชีข้อมูลภาครัฐของกรมอนามัย)

https://www.oecd.org/content/dam/oecd/en/publications/reports/2025/03/korea-s-unborn-future_1b836111/005ce8f7-en.pdf (Korea’s Unborn Future : Understanding Low-Fertility Trends , OECD 5 มี.ค. 2568)

https://koreajoongangdaily.joins.com/news/2025-09-05/business/economy/Koreas-fertility-rate-shows-signs-of-improvement-but-for-how-long/2390258 (Why is Korea’s birth rate, once the lowest, now inching up? : Korea Joonang Daily 5 ก.ย. 2568)