ทำความเข้าใจ‘เพจสายปั่น’ เส้นแบ่งระหว่าง‘เสียดสีกระตุกสังคม’กับข้อควรระวัง‘ข่าวปลอม’
By : Zhang Taehun
นอกจากปัจจัย 4 ซึ่งเป็นพื้นฐานในการดำรงชีพแล้ว “ข้อมูลข่าวสาร” ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มนุษย์เราบริโภคในแต่ละวัน จากยุคสมัยของสื่อดั้งเดิมอย่างสิ่งพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ มาสู่ปัจจุบันที่เป็นยุคดิจิทัลซึ่งผู้คนรับข้อมูลข่าวสารทางอินเตอร์เน็ตทั้งในรูปแบบเว็บไซต์และแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ซึ่งการที่สื่อใหม่มีต้นทุนการผลิตเนื้อหาที่ต่ำกว่าสื่อดั้งเดิม จึงเปิดพื้นที่ให้เกิดสำนักข่าวใหม่ๆ มากขึ้น ตั้งแต่สำนักข่าวที่มุ่งนำเสนอเนื้อหาบางประเด็นแบบเจาะลึก ไปจนถึง“สำนักข่าวเสียดสี (Satirical News Agency)” ที่แม้จะมีรูปแบบเหมือนสำนักข่าวปกติทั่วไป แต่เนื้อหาเป็นการนำเสนอข่าวที่ไม่ใช่เรื่องจริงด้วยเจตนาสร้างความตลกขบขัน หรือนำเสนอเนื้อหาล้อเลียนเรื่องราวที่อ้างอิงมาจากข่าวจริง
ตัวอย่างในประเทศไทยที่หลายคนน่าจะเคยผ่านตา เช่น “ข่าวปด” ซึ่งตั้งชื่อล้อเลียน นสพ.ข่าวสด ในอดีตเคยมีเพจเฟซบุ๊กและเคยปรากฏเป็นข่าวถูกฟ้องในปี 2562 และมีรายงานว่าเพจหายไปจากสารบบของเฟซบุ๊ก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเพจดังกล่าวได้กลับมาเปิดใหม่ในชื่อ “กองบัญชาการข่าวปด Rises” โดยหากดูในส่วนของช่องทางแพลตฟอร์มอื่นๆ เช่น บัญชี X “ข่าวปด-Khaopod” และช่องยูทูบ “ข่าวปด TV” จะยังพอเห็นร่องรอยของเพจข่าวปดเดิมได้อยู่ หรือเพจ “Thailed – ไทยเล็ดออนไลน์” ที่ทั้งชื่อและโลโก้เพจล้อเลียนเพจทางการของนสพ.ไทยรัฐ เป็นต้น

(ซ้าย) โพสต์จากเพจ “กองบัญชาการข่าวปด Rises” วันที่ 15 ก.พ. 2569 กล่าวถึง “เดอะดีพ” ตัวละครซูเปอร์ฮีโร่จากซีรีส์ “The Boys” ประกาศช่วยปลดแอก “หมูเด้ง” ฮิปโปแคระในสวนสัตว์เขาเขียว ประเทศไทย ล้อเลียนข่าว ‘ทราย สก็อต’ อินฟลูเอนเซอร์สายอนุรักษ์ธรรมชาติ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สภาพความเป็นอยู่ของหมูเด้ง
(ขวา) โพสต์จากเพจ “Thailed – ไทยเล็ดออนไลน์”วันที่ 19 ก.พ. 2569 เป็นภาพเค้กรูปประเทศไทยถูกตัดแบ่งพร้อมข้อความ “ลงตัวแล้ว เทศกาลแบ่งเค้กประเทศไทย” โดยอ้างอิงจากช่วงเวลาเดียวกันที่มีข่าวพรรคการเมืองหลายพรรคตบเท้าเข้าพบกับพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นว่าที่แกนนำรัฐบาล เพื่อร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลและจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างๆ
– ข่าวเสียดสีล้อเลียน (Satirical or Parody News) คืออะไร? : เว็บไซต์วารสารวิชาการอย่าง Sage อ้างอิงคำอธิบายของ คริสโตเฟอร์ เอช. สเตอร์ลิง (Christopher H. Sterling) นักประวัติศาสตร์สื่อมวลชนชาวอเมริกัน ในหัวข้อ Satire of News ว่า การเสียดสี (Satire) เป็นรูปแบบวรรณกรรมที่ใช้ความขบขันในการวิพากษ์วิจารณ์บุคคลหรือกิจกรรมต่างๆ และข้อบกพร่อง จุดอ่อน หรือความผิดพลาดที่รับรู้ได้
ในวรรณกรรมเสียดสี ความขบขันถูกนำมาใช้เพื่อเน้นย้ำความคิดเห็นหรือประเด็นเกี่ยวกับเรื่องหรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง บ่อยครั้งที่นักเขียนเสียดสีใช้ไหวพริบในการวิพากษ์วิจารณ์หรือโจมตีสิ่งที่ไม่เห็นด้วย การล้อเลียน (Parody) การล้อหลอก (Spoof) การประชดประชัน (Sarcasm) การกล่าวเกินจริง (Exaggeration) และการเปรียบเทียบ(Analogy) เป็นเครื่องมือทางวรรณกรรมที่สำคัญของวรรณกรรมแนวเสียดสี ซึ่งช่วยสร้างอารมณ์ขันให้กับวรรณกรรมประเภทนี้
“ในวงการสื่อสารมวลชน การเสียดสีมักล้อเลียนข่าว หรือใช้การล้อเลียนในรูปแบบข่าวทั่วไป แม้ว่าข่าวเสียดสีจะมีลักษณะตลกขบขัน โดยใช้มุกตลกหน้าตายเพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘ข่าวปลอม (Fake News’ แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบุคคล เหตุการณ์ และกระแสต่างๆ ในชีวิตจริง โดยมักมีเจตนาที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ ด้วยเหตุนี้ ข่าวเสียดสีจึงมักมีอคติ (Bias)
เป้าหมายนี้ยังเน้นให้เห็นถึงความแตกต่างที่สำคัญระหว่างข่าวเสียดสี (Satire) และข่าวล้อเลียน(Parody) ในขณะที่ข่าวล้อเลียนใช้ความตลกเพื่อความตลกโดยแท้ ข่าวเสียดสีใช้ความตลกเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่า คือการวิพากษ์วิจารณ์สังคม และ/หรือส่งเสริมการเปลี่ยนแปลง การเมืองและเหตุการณ์ปัจจุบันเป็นหัวข้อที่พบได้ทั่วไปในข่าวเสียดสี แม้ว่าประเภทของข่าวเสียดสีจะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่นั้นก็ตาม”
– ข่าวเสียดสีล้อเลียนต่างจากข่าวปลอมอย่างไร? : แม้เนื้อหาของข่าวเสียดสีจะมีลักษณะเหมือนกับข่าวปลอม แต่ก็มีจุดที่ต่างกันอยู่ อาทิ อารอน แฮ็กกีย์-แม็คเคย์ (Aaron Hagey-Mackay) นักเขียนและบรรณาธิการของ The Beaverton สำนักข่าวแนวเสียดสีล้อเลียนในแคนาดา อธิบายไว้ในบทความ Satire vs. Fake News บนเว็บไซต์ University of Toronto Magazine ว่า อยู่ที่ “แรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลัง (Underlying Motive)”
กล่าวคือ ในขณะที่ข่าวเสียดสีใช้เรื่องแต่งหรืออารมณ์ขันเพื่อชี้ให้เห็นถึงความจริงทางสังคมหรือการเมืองที่ใหญ่กว่า ซึ่งกระบวนการนี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อผู้รับสารเข้าใจว่านั่นเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น แต่ข่าวปลอมทำงานด้วยกระบวนการรายงานข่าวที่ดูเหมือนน่าเชื่อถือเพื่อโน้มน้าวให้ผู้รับสารเชื่อในข้อมูลเท็จ ซึ่งโดยทั่วไปจะมุ่งประสงค์ต่อผลด้านการเมืองหรือการเงิน และข่าวปลอมจะทำงานได้ผลก็ต่อเมื่อผู้รับสารไม่รู้ว่านั่นคือเรื่องหลอกลวง
อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าเนื้อหาเสียดสีล้อเลียนก็เหมือนกับดาบสองคม จากความเชื่อเดิมของตนเองที่ว่านักผลิตเนื้อหาแนวนี้มักใช้ความตลกขบขันเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจ จนกระทั่งพบว่าบทความจาก Beaverton เรื่องผู้บริหารดิสนีย์ยินดีประกาศการเข้าซื้อกิจการเว็บไซต์ภาพยนตร์สำหรับผู้ใหญ่อย่าง Pornhub ถูกแชร์ไปโดยสมาชิกกลุ่ม QAnon ซึ่งเป็นกลุ่มเผยแพร่เนื้อหาทฤษฎีสมคบคิดของฝ่ายขวา (right – wing) ในลํกษณะนำไปอ้างว่าชนชั้นนำที่วิปริตกำลังปกครองโลก จึงเป็นบทเรียนว่าเนื้อหาเสียดสีก็เหมือนกับข่าวปลอม เพราะสามารถถูกนำไปใช้โฆษณาชวนเชื่อได้ทั้งด้านดีและร้าย
– จะเกิดอะไรขึ้นหากไม่สามารถแยกแยะระหว่างเนื้อหาเสียดสีล้อเลียนกับข่าวปลอมได้ : บทความ “How to Identify Satire and Fake News” ที่เผยแพร่บนฐานข้อมูล LEAP Online ของ University of Greater Manchester (ก่อนหน้านี้คือ University ofBolton) ในอังกฤษ ชี้ว่า “เนื้อหาเสียดสีล้อเลียนกับข่าวปลอมนั้นเหมือนกันตรงที่ความเป็นเรื่องแต่งหรือเรื่องไม่จริง (Fictional or Untrue) แต่จุดที่ทำให้เนื้อหา 2 ประเภทนี้แตกต่างกันคือเจตนาและผลกระทบ (Intention and Impact)” ซึ่งหากไม่สามารถแยกแยะได้ จะส่งผลกระทบดังนี้
1.หลงเชื่อเรื่องหลอกลวง (Believing lies) หากปราศจากมุมมองเชิงวิเคราะห์ที่ถูกต้อง ผู้รับสารก็มีแนวโน้มที่จะเชื่อข้อมูลเท็จได้ 2.เป็นผู้ร่วมแพร่กระจายข้อมูลผิดๆ (Spreading misinformation)การแชร์เรื่องราวที่ไม่เป็นความจริงซ้ำๆ ย่อมเท่ากับเป็นการแพร่กระจายข้อมูลเท็จ 3.มีส่วนร่วมในการทำลายชื่อเสียงของผู้ถูกพาดพิง (Tarnishing Reputations) จากการเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดเกี่ยวกับบุคคลหรือองค์กร
4.สร้างความแตกแยกในสังคม (Sowing discord) เมื่อข่าวปลอมถูกแพร่กระจายย่อมสร้างบรรยากาศของความไม่ไว้วางใจกันและทำให้ยากขึ้นเรื่อยๆ ที่จะแยกแยะข้อมูลจริงกับเรื่องหลอกลวง และ 5.ปลุกปั่นจนนำไปสู่ความเกลียดชังและการใช้ความรุนแรง (Inspiring hate and violence) ข่าวปลอมสามารถกระตุ้นให้ผู้คนออกมาใช้ความรุนแรง ก่อการทำลายล้าง หรือกระทำการใดๆ ที่เป็นพฤติกรรมอันตรายได้
– แล้วจะแยกแยะเนื้อหาเสียดสีล้อเลียนกับเนื้อหาที่ตั้งใจสร้างข่าวปลอมได้อย่างไร? : ในบทความ “How to Identify Satire and Fake News” ให้หลัก “7 คำถาม” ไว้ดังนี้ 1.โทนของเนื้อหาเป็นอย่างไร?(What is the tone?) ทัศนคติหรือความรู้สึกโดยรวมของชิ้นงาน เป็นสิ่งสำคัญในการพิจารณาว่าเรื่องราวนั้นเป็นเรื่องจริง เนื้อหาเสียดสี หรือข่าวปลอม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไปที่จะระบุได้อย่างชัดเจน เรื่องเสียดสีมีน้ำเสียงหลากหลาย ตั้งแต่ไม่เคารพ ไม่จริงใจ หรือประชดประชัน ไปจนถึงไม่เหมาะสมทางการเมืองหรือเกือบจะเข้าข่ายดูหมิ่น
“อย่างไรก็ตาม เรื่องเสียดสีมักใช้โทนที่แห้งแล้งหรือเป็นกลาง เพื่อเป็นกลยุทธ์ในการลดทอนความไร้สาระหรือความไม่สมเหตุสมผล ในขณะที่งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าข่าวปลอมกระทำในทางกลับกัน นั่นคือมักมีโทนไปในทางที่สื่ออารมณ์โกรธเคือง เย่อหยิ่ง หรือไม่พอใจ”
2.มุ่งเป้าไปที่ความไม่จริงใจหรือไม่? (Does it point out hypocrisy?) ผู้รับสารมักจะสามารถระบุได้ว่าสิ่งใดเป็นเสียดสี โดยพิจารณาจากประเด็นทางสังคม วัฒนธรรม หรือการเมือง การเสียดสีมุ่งเป้าไปที่บุคคลและสถาบันที่มีอำนาจ และเป้าหมายหลักคือการเปิดเผยความไม่จริงใจและความอยุติธรรม (hypocrisy and injustice) แม้เนื้อหาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะระบุว่าสิ่งใดเป็นเสียดสี แต่ถึงกระนั้นการเสียดสีก็เผยให้เห็นถึงระบบที่ผู้มีอำนาจเอาเปรียบผู้ที่อ่อนแอกว่าและใช้อิทธิพลอย่างไม่เป็นธรรมอย่างไร
3.เนื้อหาดุเกินจริงหรือดูบ้าบิ่นเกินไปหรือไม่? (Is it exaggerated or audacious?) การกล่าวเกินจริงหมายถึงการนำบุคคลหรือสถานการณ์จริงไปสู่จุดสุดขั้วเพื่อเน้นความไร้สาระหรือความน่าขัน ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น การล้อเลียนด้วยภาพ (Caricature) เป็นการสื่อความเกินจริงด้วยลักษณะทางกายภาพของบุคคลหรือสิ่งของ , การล้อเลียนด้วยเรื่องราว (Burlesque) เป็นการสื่อความเกินจริงในรูปแบบวรรณกรรมหรือบทละครด้วยจุดประสงค์เย้ยหยันล้อเลียน , การกล่าวเกินจริงหรือน้อยกว่าความเป็นจริง (Overstating or Understating)เป็นการเพิ่มหรือลดคุณค่าหรือความสำคัญของบางสิ่งบางอย่างผ่านการบรรยาย เป็นต้น
4.บริบทบ่งชี้อะไรบ้าง? (What are the contextual clues?) บริบทเป็นกุญแจสำคัญในการระบุเนื้อหาเสียดสี โดยอาจพิจารณาและตั้งคำถามเหล่านี้ เช่น เว็บไซต์หรือนักเขียนที่กำลังอ่านผลงานอยู่เป็นที่รู้จักในฐานะผู้เผยแพร่เนื้อหาเชิงเสียดสีล้อเลียนหรือไม่? , เนื้อหามีอคติหรือมีวาระทางการเมืองหรือไม่? , บัญชีชื่อผู้เขียนหรือผู้เผยแพร่ได้รับการรับรอง (Verified) หรือไม่? , มีการอ้างอิงแหล่งที่มาหรือไม่? , ลักษณะของเว็บไซต์มีความเป็นมืออาชีพหรือไม่? เป็นต้น
“เว็บไซต์ข่าวเสียดสีหลายแห่งจะมีข้อความแจ้งเตือนว่า ‘เนื้อหาเป็นเพียงเรื่องเสียดสีเท่านั้น’ หากยังไม่แน่ใจให้ค้นคว้าแหล่งที่มาทางออนไลน์ ตรวจสอบข้อมูลหรือข้อกล่าวอ้างในบทความเพื่อยืนยันความถูกต้องก่อนดำเนินการใดๆ และพิจารณาดาวน์โหลดส่วนขยายเบราว์เซอร์ที่ออกแบบมาเพื่อแจ้งเตือนแหล่งข่าวปลอม”

5.มีเจตนาสร้างความตลกขบขันใช่หรือไม่? (Is it attempting humour?) เนื้อหาเสียดสีอาศัยความขบขันเพื่อสื่อสารประเด็น และความขบขันก็มีหลายรูปแบบซึ่งทับซ้อนกับองค์ประกอบอื่นๆ เช่น การประชดประชัน การสังเกตที่เฉียบแหลมหรือเสียดสี การกล่าวเกินจริง ความไร้สาระ และการพูดน้อยเกินไป อนึ่ง สำหรับการพูดน้อยเกินไปนั้นเป็นกลวิธีเล่าเรื่องแบบไม่ได้ทำให้ตลกอย่างโจ่งแจ้ง แต่ความขบขันจะมาจากการลดทอนความสำคัญของสถานการณ์
6.มีอะไรที่คาดไม่ถึงหรือไม่? (Does it do something unexpected?) การเล่าเรื่องด้วยการเสียดสีมีกลวิธีที่อาจสร้างความประหลาดใจกับผู้รับสาร เช่น ความไม่สอดคล้องกัน (Incongruity) นำสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลหรือคาดไม่ถึงเข้ามาในบริบทปกติ , การกลับลำดับ (Reversal) หมายถึงการสลับลำดับตามธรรมชาติของสรรพสิ่ง ตัวอย่างเช่น ภาพของวัวที่แต่งตัวเป็นชาวนาในขณะที่ชาวนากำลังกินหญ้าอยู่ในทุ่ง ,
การสื่อด้วยสิ่งที่ไม่เข้ากับยุคสมัย (Anachronism) เกิดขึ้นเมื่อผู้แต่งย้ายบุคคลหรือสิ่งของไปอยู่ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ดังตัวอย่างจากภาพยนตร์เกี่ยวกับการเดินทางข้ามเวลาที่มักจะมีตัวละครที่สวมเสื้อผ้าหรืออ้างอิงถึงสิ่งต่างๆ ที่ล้าสมัยเพื่อสร้างความตลกขบขัน , การใช้คำผิดความหมาย (Malapropism) คือการใช้คำหรือการออกเสียงคำผิดเพื่อเพิ่มอารมณ์ขันให้กับสถานการณ์ , การจับคู่สองสิ่งที่แตกต่างหรือขัดแย้งกัน(Juxtaposition) คือการนำสิ่งสองสิ่งที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันมาวางไว้ด้วยกันในลักษณะที่เผยให้เห็นความจริงที่ลึกซึ้งกว่าเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น
7.มีการเล่าเรื่องแบบ ‘ย้อนแย้ง’ หรือไม่? (Does it use irony?) คำว่าย้อนแย้งนั้นยากที่จะให้นิยาม แต่โดยทั่วไปแล้วมักหมายถึงสิ่งที่พูดหรือทำกลับกลายเป็นตรงกันข้ามกับสิ่งที่ตั้งใจไว้ ตัวอย่างการเล่าเรื่องแบบย้อนแย้ง เช่น การพูด (Verbal) ว่าตนเองชอบการถูกเรียกไปทำงานในวันหยุด (ซึ่งความหมายจริงๆ เป็นตรงกันข้าม) , การเสียดสีแบบบทละคร (Dramatic) เล่าเรื่องด้วยการจำลองสถานการณ์ที่ตัวละครไม่รู้แต่ผู้ชมรู้ อย่างการทำให้เห็นชัดเจนว่าตัวละครตัวหนึ่งกำลังวางแผนหักหลังอีกตัวละครหนึ่ง ,
การเสียดสีเชิงสถานการณ์ (Situational) สิ่งที่เกิดขึ้นขัดกับสิ่งที่ถูกคาดหวังว่าควรจะเป็น ทำนองเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่สถานีดับเพลิง (เพราะสถานีดับเพลิงถูกคาดหวังให้เป็นพื้นที่เตรียมพร้อมในการออกไประงับเหตุเพลิงไหม้ในสถานที่อื่นๆ) , การเสียดสีแบบแกล้งโง่ (Socratic) เล่าเรื่องด้วยการให้ตัวละครหนึ่งแกล้งทำเป็นไม่รู้เพื่อเพื่อเปิดเผยข้อบกพร่องในความคิดของผู้อื่น คล้ายกับการที่ตำรวจสอบปากคำผู้ต้องหาด้วยการแกล้งถามคำถามที่รู้คำตอบอยู่แล้ว
“การแชร์ข่าวปลอมหรือบทความแนวเสียดสีล้อเลียนราวกับว่าเป็นเรื่องจริง อาจทำให้เราดูโง่และทำให้คนอื่นหมดความเคารพนับถือในตัวเรา และหากเป็นกรณีของข่าวปลอมก็ยังสามารถแพร่กระจายคำโกหกและการโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งนำไปสู่ผลที่ร้ายแรงกว่าได้ พึงจำไว้ว่าการเสียดสีเป็นวิธีการหนึ่งในการพูดความจริงต่อผู้มีอำนาจ ในขณะที่ข่าวปลอมมีจุดประสงค์ที่เลวร้ายกว่า คือการหลอกลวงผู้คนให้เชื่อคำโกหกเพื่อผลักดันวาระของตนเอง เมื่อใดที่ผู้รับสารเรียนรู้ที่จะแยกแยะความแตกต่าง เมื่อนั้นก็จะลดอำนาจของคำโกหกในการส่งผลกระทบเชิงลบต่อโลกได้” บทคสามของ University of Greater Manchester ฝากข้อคิดทิ้งท้าย!!!
-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-
อ้างอิง
https://www.banmuang.co.th/news/region/173918 (ทนายดังประธาน บ.พระเกศฟิล์ม เข้าแจ้งความเอาผิด “เพจข่าวปด” : 18 ธ.ค. 2562)
https://web.facebook.com/khaopodrises/?_rdc=1&_rdr# (กองบัญชาการข่าวปด Rises)
https://www.youtube.com/@khaopodtv/videos (ข่าวปด TV)
https://x.com/khaopoddddd (ข่าวปด-Khaopod)
https://pantip.com/topic/41954502 (เพจข่าวปดเดิม หายไปไหน? : Pantip.com 7 เม.ย. 2566)
https://web.facebook.com/Thailedonline (Thailed – ไทยเล็ดออนไลน์)
https://www.thairath.co.th/news/society/2914602 (สรุปให้ ดราม่า “ทราย สก๊อต” โพสต์เศร้าถึงที่อยู่หมูเด้ง ทีมพี่เลี้ยง-สวนสัตว์ รีบชี้แจง : ไทยรัฐ 16 ก.พ. 2569)
https://www.prachachat.net/politics/news-1966513 (ข้ามชอตคดีเลือกตั้ง ‘อนุทิน 2’ แบ่งโควตารัฐมนตรี : ประชาชาติธุรกิจ 18 ก.พ. 2569)
https://sk.sagepub.com/ency/edvol/journalism/chpt/satire-news (Satire of News : Sage)
https://magazine.utoronto.ca/people/alumni-donors/satire-vs-fake-news-aaron-hagey-mackay/ (Satire vs. Fake News : University of Toronto Magazine , 1 เม.ย. 2563)
https://leaponline.greatermanchester.ac.uk/Documents/LEAP-Printables/Critical-Thinking/How-to-Identify-Satire-and-Fake-News.pdf (How to Identify Satire and Fake News : University of Greater Manchester)
