ผู้ใช้โซเชียลมีเดียแชร์เนื้อหาบิดเบือนข้อกฎหมาย สร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้คดีทุจริตไม่มีอายุความ, จำเลยห้ามเดินทางออกนอกประเทศ, โกงกินมีโทษประหาร, บริหารประเทศเสียหายมีโทษจำคุก 15-30 ปี, เดินทางไปราชการห้ามนั่งเครื่องบิน First Class

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** เป็นการนำบทบัญญัติในกฎหมายอื่นมาทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ 2560 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: ระหว่างวันที่ 4-8 ม.ค. 2569 มีการเผยแพร่ข้อความในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ว่ามีบทบัญญัติเรื่องการป้องกันปราบปรามการทุจริตอย่างเข้มข้นและกล่าวหาผู้ที่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าต้องการปกป้องผลประโยชน์ของนักการเมือง

ข้อความที่เผยแพร่อ้างว่ารัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้คดีทุจริตไม่มีวันหมดอายุ, ห้ามผู้ที่ตกเป็นจำเลยในคดีทุจริตเดินทางออกนอกประเทศ, การโกงกินมีโทษประหารหรือจำคุกตลอดชีวิต, ร่ำรวยผิดปกติและความผิดฐานฟอกเงินมีโทษจำคุก 15-30 ปีและยึดทรัพย์, บริหารประเทศจนเกิดความเสียหายมีโทษจำคุก 15-30 ปี และห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือข้าราชการโดยสารเครื่องบินชั้น First Class  

เพจและบัญชีผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่เผยแพร่เนื้อหานี้เช่น กลุ่มเฟซบุ๊ก “แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND” (ลิงก์บันทึก) เพจเฟซบุ๊ก “The Critics” และ “ข่าวเศรษฐกิจธุรกิจ” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ไม่มีบทบัญญัติ บทกำหนดโทษหรือข้อห้ามตามข้อความที่กล่าวอ้าง แต่บทบัญญัติเหล่านี้ปรากฏอยู่ในกฎหมายอื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้อกฎหมายที่มีมาก่อนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

คดีทุจริตไม่มีอายุความ: พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 7 ระบุว่าระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีระหว่างถูกดำเนินคดีไม่ให้นับรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ และถ้าจำเลยหลบหนีระหว่างต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ ไม่ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความตามประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับ 

▪ ห้ามจำเลยเดินทางออกนอกประเทศ: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ. อาญา) มาตรา 108 ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราว ซึ่งมีมาก่อนรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ระบุว่าเมื่อจำเลยร้องขอและศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ศาลจะกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับที่อยู่เพื่อป้องกันการหลบหนี รวมถึงการห้ามเดินทางออกนอกประเทศด้วย 

สำหรับคดีทุจริต พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 39 ระบุว่าให้นำ ป.วิ. อาญาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจับกุม คุมขังและการปล่อยชั่วคราวมาใช้บังคับ

▪ โกงกินมีโทษประหารหรือจำคุกตลอดชีวิต: ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148, 149, 201 และ 202 กำหนดโทษจำคุกตลอดชีวิตและประหารชีวิตในฐานความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม

มาตรา 148 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต 

มาตรา 149 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภา จังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับ ตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบ หรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต 

มาตรา 201 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น โดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วย หน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต 

มาตรา 202 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวน กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใด ๆ ในตำแหน่ง โดยเห็นแก่ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ซึ่งตนได้เรียก รับ หรือยอมจะรับไว้ก่อนที่ตนได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต 

 

ส่วน พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตไม่มีโทษประหารชีวิต ขณะที่โทษจำคุกตลอดชีวิตมีอยู่ใน 2 มาตรา คือ มาตรา 173 และ 174 ระบุว่าเจ้าพนักงานของรัฐเรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบ มีโทษจำคุก 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต

มาตรา 173 เจ้าพนักงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การ ระหว่างประเทศ ผู้ใด เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น โดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท 

มาตรา 174 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ ขององค์การระหว่างประเทศ กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง โดยเห็นแก่ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดซึ่งตนได้เรียก รับ หรือยอมจะรับไว้ก่อนที่ตนได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งนั้น ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท 

▪ ร่ำรวยผิดปกติและความผิดฐานฟอกเงินมีโทษจำคุก 15-30 ปีและยึดทรัพย์: รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 234-236 ระบุอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และการดำเนินการเกี่ยวกับพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ แต่ไม่มีบทลงโทษ 

ส่วนโทษจำคุกจะอาศัยความผิดตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา, ความผิดฐานปกปิดทรัพย์สินหรือยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 167 มีโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน

สำหรับความผิดฐานฟอกเงิน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 60 ระบุว่าผู้ใดกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

ข้อมูลเพิ่มเติม: พัฒนาการคดีร่ำรวยผิดปกติในระบบกฎหมายไทย

▪ บริหารประเทศเสียหายมีโทษจำคุก 15-30 ปี: บทกำหนดโทษจำคุกเจ้าพนักงานของรัฐที่ปฏิบัติ ละเว้นหรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายไม่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ 2560  แต่มีอยู่ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และอยู่ใน พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 172 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี 

ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวาง โทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 172 เจ้าพนักงานของรัฐผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตําแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อํานาจในตําแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

กรณีนี้มีคดีตัวอย่าง เช่น คดีจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาวันที่ 27 ก.ย. 2560 ว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เนื่องจากยิ่งลักษณ์ไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและระงับยับยั้งจนทำให้เกิดการทุจริตขึ้น ลงโทษจำคุก 5 ปี (อ่านรายละเอียดจาก สำนักข่าวอิศรา และ บีบีซีไทย)

▪ ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือข้าราชการโดยสารเครื่องบินชั้น First Class: ข้อห้ามนี้ไม่ได้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 แต่มีข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องอยู่ใน พระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2560 มาตรา 53 ที่กำหนดว่าผู้ที่สามารถโดยสารเครื่องบินชั้นหนึ่งในการเดินทางไปราชการต่างประเทศ ได้แก่ (1) หัวหน้าคณะผู้แทนรัฐบาล (2) ประธานรัฐสภาและรองประธานรัฐสภา (3) ประธานวุฒิสภา และรองประธานวุฒิสภา (4) ประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร (5) รัฐมนตรี (6) ผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือตำแหน่งที่เทียบเท่า สมุหราชองครักษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 

และมาตรา 53/1 ระบุว่าหากเป็นการเดินทางไปราชการต่างประเทศโดยเครื่องบินที่มีระยะเวลาในการเดินทางตั้งแต่ 9 ชั่วโมงขึ้นไป ผู้ที่สามารถโดยสารชั้นหนึ่ง ได้แก่ รองปลัดกระทรวง ผู้ตรวจราชการ อธิบดีหรือเทียบเท่า ผู้ว่าราชการจังหวัด เอกอัครราชทูต ตำแหน่งวิชาการระดับทรงคุณวุฒิหรือเทียบเท่า ข้าราชการทหารยศพลเอก พลเรือเอก พลอากาศเอก พลโท พลเรือโท พลอากาศโท ข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจเอก พลตำรวจโท

📌 ข้อสังเกตโคแฟค: การเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนเพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว แต่กลับมาแพร่หลายอีกครั้งในช่วงนับถอยหลังสู่การออกเสียงประชามติในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 8 ก.พ. 2569 เพื่อสร้างความเข้าใจผิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำให้บทบัญญัติและบทลงโทษในคดีทุจริตหายไป ซึ่งอาจทำให้ประชาชนที่หลงเชื่อไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและเกิดข้อกังขาต่อเจตนาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ