คุยกับ‘Noa Horiguchi’ นวัตกรรม ‘Ray’s Blog’เรียนรู้ทักษะตรวจสอบข่าวลวงผ่านเกม

Cofact Live Talk โดยภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ในหัวข้อ “AI Classroom Adventure in Japan” ชวนพุดคุยกับ Noa Horiguchi ซีอีโอของ Classroom Adventure จากประเทศญี่ปุ่น ว่าด้วย “Ray’s Blog” นวัตกรรมเกมสร้างการรู้เท่าทันสื่อและทักษะการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์ เนื่องในโอกาสที่คุณโนอาเดินทางมาร่วมงานวันตรวจสอบข้อเท็จจริงสากล (International Fact-Checking Day) ที่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา 

คุณโนอา อธิบายว่า ปัญหาข้อมูลบิดเบือนในปัจจุบันไม่ใช่เพียงเรื่องของความเท็จเชิงเทคนิค แต่เป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่การศึกษาแบบเดิมไม่สามารถรับมือได้เพียงลำพังแนวทางการรู้เท่าทันสื่อแบบดั้งเดิมมักเผชิญกับทางตันเมื่อเน้นเพียงการสอนให้สงสัยหรือหยุดคิด โปรแกรม “Ray’s Blog” จึงเข้ามาปฏิรูปกระบวนการนี้ด้วยการสร้างพลังในการจัดการข้อมูลผ่านประสบการณ์จริง

ในยุคที่ปริมาณข้อมูลขยายตัวในอัตราเร่งจนนักตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-checkers) ไม่สามารถไล่ตามได้ทัน การเปลี่ยนบทบาทของปัจเจกให้กลายเป็น ‘เซนเซอร์ตรวจสอบ(Individual as a Sensor)’ คือยุทธศาสตร์ที่ทรงพลังที่สุด การมอบทักษะการตรวจสอบเชิงรุกช่วยเปลี่ยนผู้บริโภคที่อ่อนไหวให้กลายเป็นผู้พิทักษ์ความถูกต้องของข้อมูลด้วยตนเอง 

นวัตกรรม “Ray’s Blog” มีจุดเด่นสำคัญ 1.เรียนรู้ประสบการณ์ผ่านเกม (Experiential Education & Gamification) การใช้กลยุทธ์เกมและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมแบบอนิเมะ ไม่ใช่เพียงเพื่อความสนุก แต่เพื่อลดกำแพงการเรียนรู้และจำลองสถานการณ์การเผชิญหน้ากับข้อมูลลวงในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย

2.มากกว่าทักษะการคิดวิเคราะห์คือการตรวจสอบยืนยัน (Beyond Critical Thinking to Verification Skills) ก้าวข้ามจากความสงสัย(Doubt) ไปสู่ทักษะการตรวจสอบยืนยัน(Verification Skills) ผู้เรียนจะได้รับเครื่องมือและกระบวนการ (Methodology) เพื่อหาคำตอบด้วยตนเอง แทนที่จะเป็นเพียงผู้รับข้อมูลที่รอให้คนอื่นมาบอกว่าอะไรจริงหรือเท็จ

และ

 3.กระบวนการเหนือผลลัพธ์ (Process overResult) การให้ความสำคัญกับกระบวนการตรวจสอบมากกว่าผลลัพธ์สุดท้ายเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืน เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง ความจริงมักถูกปรับเปลี่ยนได้ตามบริบทและเวลา

ในบริบทของสังคมญี่ปุ่น คุณโนอาเล่าถึงลักษณะเฉพาะ เช่น เดิมกำแพงภาษาญี่ปุ่นคือเกราะป้องกันจากอาชญากรรมไซเบอร์ภายนอก แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ทำลายกำแพงดังกล่าวลง ชาวญี่ปุ่นจึงเผชิญกับวิกฤติเรื่องการขาดภูมิคุ้มกันต่อการหลอกลวง (Scam) เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยถูกฝึกให้รับมือกับข้อมูลลวงในภาษาของตนเองมาก่อน

นอกจากนั้น วัฒนธรรมการใช้ X (Twitter) โดยไม่ระบุตัวตนจริงและการแสดงออกเรื่องการเมืองเป็นสิ่งต้องห้าม (Taboo) ในพื้นที่สาธารณะ ทำให้การถกเถียงเชิงนโยบายถูกจำกัดอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งยากต่อการตรวจสอบจากภายนอก สภาพสังคมที่แบ่งแยกเป็นกลุ่มย่อยขนาดเล็กนับล้านกลุ่ม (Micro-bubbles) แทนที่จะเป็นกลุ่มการเมืองขนาดใหญ่ ทำให้การติดตามแนวโน้มและการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Tracking & Targeting) เป็นไปได้ยาก 

และแม้ชาวญี่ปุ่นยังคงเชื่อถือในสำนักข่าวหลักๆ ค่อนข้างสูง แต่ความไว้วางใจนี้อาจเป็นดาบสองคมหากสื่อหลักถูกแทรกซึมด้วยข้อมูลบิดเบือนที่ดูแนบเนียน ขณะที่พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ Gen Z และ Gen Alpha กำลังละทิ้งการค้นหาผ่าน Google Search แบบเดิมที่ต้องวิเคราะห์จากหลายแหล่งข้อมูล ไปสู่การยอมรับคำตอบสำเร็จรูปจาก AI ซึ่งความเสี่ยงคือ “AI มักจะประมวลผลโดยขาดบริบท” และหากข้อมูลต้นทางถูกบิดเบือน AI ก็จะกลายเป็นเครื่องมือขยายผลความเท็จที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

เทคโนโลยี AI ทำให้เกิด ‘ความเท่าเทียมในการสร้างความเท็จ (Democratization of Misinformation)’ การสร้างเว็บไซต์ปลอม ภาพ Deepfake หรือวิดีโอที่แนบเนียนสามารถทำได้ด้วย Prompt เดียว สิ่งนี้จะนำไปสู่การทลายกำแพงความน่าเชื่อถือของเนื้อหาคุณภาพสูงในอนาคตสังคมยุคใหม่จำเป็นต้องมีทักษะ Critical Prompting หรือการป้อนคำสั่งอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้งาน AI จะไม่เป็นการเติมข้อมูลลวงเข้าระบบโดยไม่ตั้งใจและเป็นการเรียกร้องให้มี ‘ความรับผิดชอบของอัลกอริทึม (Algorithmic Accountability)’ จากผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม” 

คุณโนอาฝากข้อคิดถึงการใช้ชีวิตในยุค AI ว่า  1.ใช้เทคโนโลยีช่วยเสริมพลัง (Empowerment) :ใช้ความคล่องแคล่วทางเทคโนโลยีเป็นอาวุธในการนำหน้าผู้ไม่หวังดี (Staying Ahead) และทำลายความกลัวด้วยความเข้าใจ 2.สร้างเส้นทางตอบโจทย์เฉพาะ (Niche Paths) : ใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านสร้างเส้นทางใหม่ๆ ในการสื่อสารความจริงที่โครงสร้างสังคมเดิมเข้าไม่ถึง

และ 3.ปัญญาเหนือเครื่องมือ (Wisdom over Tools) : การตระหนักว่าข้อมูลมีความหมายตามบริบท (Context-dependent) ดังเช่นกรณีศึกษาเรื่องชาเขียวมัทฉะ: แม้มัทฉะมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องดื่มในปริมาณเท่ากัน ข้อมูลที่ดีสำหรับคนหนึ่งอาจไม่เหมาะสมกับอีกคนหนึ่ง การตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของบริบทเฉพาะบุคคล (Contextual Appropriateness) ด้วย

การยืนหยัดบนข้อเท็จจริงในยุค AI ไม่ใช่การปฏิเสธเครื่องมือ แต่คือการใช้ปัญญา(Wisdom) กำกับเทคโนโลยี” 

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-