เจาะลึก “ข่าวลวง” โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง 8 ก.พ. นักวิชาการรัฐศาสตร์ มธ. ชี้ “ความกลัว-ความหวัง” ถูกใช้เป็นอาวุธทำลายความเชื่อมั่นแนะวิธีรับมือข่าวปั่นในกลุ่มปิด

20 มกราคม 2569 – รายการ “โคแฟคสนทนา : รวมพลคนเช็กข่าว” ตอน “เจาะข่าวลวงช่วงเลือกตั้ง” ดำเนินรายการโดยสุชัย เจริญมุขยนันท โดยมีผู้ร่วมเสวนาคือ สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (Cofact) และ ดร.วศิน ปั้นทอง จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมวิเคราะห์สถานการณ์ข้อมูลข่าวสารในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไป ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งโซเชียลมีเดียได้กลายเป็นอาวุธสำคัญในการโฆษณาชวนเชื่อยุคใหม่

จับตา “เรื่องเล่าผสมความจริง” ตรวจสอบยากกว่าข่าวปลอม

สุภิญญา กลางณรงค์ เปิดเผยว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายหรือ “7 วันอันตราย” ก่อนการเลือกตั้ง ปริมาณข่าวลวง (Disinformation) จะมีความเข้มข้นรุนแรงขึ้นอย่างมาก โดยสิ่งที่น่ากังวลในรอบนี้ไม่ใช่ข่าวเท็จแบบหยาบๆ แต่เป็น “เรื่องเล่า” (Narrative) ที่มีการผสมผสานข้อเท็จจริงเข้ากับความคิดเห็นและความรู้สึก หรือการนำเรื่องจริงมาเล่าประกอบโครงสร้างเรื่องใหม่ ทำให้ยากต่อการชี้ชัดว่า”ใช่” หรือ “ไม่ใช่”

น.ส.สุภิญญา ระบุว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา โคแฟคพบเคสการตัดต่อบิดเบือนคำพูดมากที่สุด ทั้งการนำคำพูดจริงมาบิดเบือนให้เข้าใจผิด หรือการจับแพะชนแกะนำรูปคนมาใส่ข้อความที่ไม่ได้พูดจริง

เปิดโครงสร้างขบวนการข่าวลวง: ใครทำ? ทำทำไม? และทำอย่างไร?

ดร.วศิน ปั้นทอง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้นำเสนองานวิจัยที่เจาะลึกกระบวนการสร้างข่าวลวง โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ :

​1.ผู้กระทำ (Who): มีตั้งแต่ระดับรัฐ (State-sponsored) ที่ตั้งทีมปฏิบัติการ, ตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ (Non-state actors) เช่น กลุ่มการเมือง, ผู้รับจ้างผลิตข่าวลวงเพื่อผลกำไร, ไปจนถึงประชาชนทั่วไป (Grassroots) ที่เป็นแฟนคลับพรรคการเมืองซึ่งผลิตเนื้อหาเชียร์หรือโจมตีด้วยตนเอง


​2.เป้าหมาย (Why): ดร.วศิน ชี้ว่ามีเป้าหมายหลัก 4 ประการคือ

◦ บิดเบือนให้มีผลต่อผลการเลือกตั้ง: ลดทอนความน่าเชื่อถือคู่แข่ง หรือสร้างเรื่องเท็จ

◦ สร้างความแตกแยก (Polarization): ทำให้คนแบ่งขั้วชัดเจนขึ้น อยู่แต่ใน “กะลา” (Bubble) ของตัวเองและไม่รับฟังความเห็นต่าง

◦ ลดทอนความเชื่อมั่นต่อสถาบันการเมือง: ทำลายความน่าเชื่อถือของระบบการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นอันตรายระยะยาว

◦ เบี่ยงเบนประเด็น (Agenda Swinging): ทำให้สังคมไม่พูดถึงประเด็นที่ควรพูด เช่น นโยบาย แต่หันไปสนใจเรื่องดราม่าแทน

3.วิธีการ (How): ปัจจุบันมีการใช้เครื่องมือ Generative AI เข้ามาช่วยผลิตภาพและเสียงทำให้ต้นทุนต่ำแต่ดูสมจริง และเน้นการเผยแพร่ผ่าน “กลุ่มปิด” (Closed Groups) เช่น กลุ่มไลน์ครอบครัว หรือแชทส่วนตัว ซึ่งตรวจสอบยากและคนในกลุ่มมักมีความเชื่อไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้ข่าวลวงแพร่กระจายและถูกเชื่อได้ง่าย

“ความกลัว-ความหวัง” กลไกขับเคลื่อนการแชร์

ผู้ร่วมรายการทั้งสองท่านเห็นตรงกันว่า ข่าวลวงมักทำงานกับอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์คือ “ความกลัว” และ “ความหวัง” สุภิญญาเปรียบเทียบว่าเหมือนเรื่องสุขภาพ ที่คนกลัวโรค หรือหวังว่าจะหายเช่นเดียวกับการเมือง ที่คนกลัวประเทศจะแย่ลงหากอีกฝ่ายชนะดร.วศิน เสริมว่า เมื่ออารมณ์เหล่านี้ถูกกระตุ้นด้วยภาพหรือวิดีโอสั้นๆ จะทำให้เกิดปฏิกิริยาอัตโนมัติในการ “เห็นแล้วแชร์ทันที” โดยขาดการไตร่ตรอง

แนะทางออก: เช็กข่าวจาก “ฝั่งตรงข้าม” และระวังกลุ่มปิด

สำหรับวิธีรับมือในช่วงโค้งสุดท้ายสุภิญญา แนะนำประชาชนว่าหากเชียร์พรรคไหน ให้ลองไปตรวจสอบข้อมูลจากเพจหรือช่องทางของพรรคคู่แข่ง เพื่อให้เห็นข้อมูลรอบด้าน และไม่อยู่ในเสียงสะท้อนของตัวเอง นอกจากนี้ยังเตือนสติพรรคการเมืองและกองเชียร์ว่า การทำ IO หรือข่าวลวงใส่คู่แข่ง อาจไม่ได้ผลดีเสมอไป ในบางประเทศพรรคที่ถูกโจมตีหนักที่สุดกลับได้รับความเห็นใจและชนะการเลือกตั้งได้

ดร.วศิน เสนอแนะในระยะยาวว่า ต้องสร้างภูมิคุ้มกันระดับสังคมผ่านระบบการศึกษาและการรู้เท่าทันสื่อ (Digital Literacy) เหมือนในต่างประเทศ ส่วนในระยะสั้น ขอให้ประชาชน “หูหนัก” ตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อ โดยเฉพาะข้อมูลที่ส่งต่อกันในกลุ่มไลน์ครอบครัวหรือเพื่อนฝูง

ทั้งนี้ โคแฟคประกาศเตรียมพร้อมช่วง 7 วันอันตราย โดยจะสแตนด์บายช่วยตรวจสอบข้อมูลให้ประชาชน ผ่านช่องทางต่างๆ ของโคแฟกต์ พร้อมทิ้งท้ายเตือนผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่าครั้งนี้มีบัตร 3 ใบ(ส.ส.เขต, บัญชีรายชื่อ, และประชามติแก้รัฐธรรมนูญ) จึงขอให้ตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนเข้าคูหา