‘วันตรวจสอบข่าวลวง’69’ ปลุกสังคมตื่นตัว เมื่อมูลบิดเบือนเป็นความเสี่ยงลำดับ 2 ของโลก และชวนทบทวนอคติในสังคมไทยสู่การหาความจริงร่วม
2 เม.ย. 2569 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิ ฟรีดิช เนามัน (ประเทศไทย) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) และภาคีร่วมจัดอีก 11 องค์กร จับมือจัดงานสัมมนาวาระวันตรวจสอบข่าวลวงโลก 2569 International Fact Checking Day 2026 Lost in information: When Disinformation becomes a global risk. เมื่อข้อมูลลวงกลายเป็นความเสี่ยงโลก

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า งานวันตรวจสอบข่าวลวงโลกจัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่สถานการณ์โรคระบาดโควิด – 19 และได้รับการสนับสนุนจากหลากหลายภาคส่วน และในปีนี้ World Economic Forum จัดให้ข้อมูลลวงเป็นความเสี่ยงระดับโลก อันดับ 2
“เราอยากให้ทุกคนตระหนักเรื่องข้อมูลลวงและตั้งสติ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง (Keep Calm and Fact Check) ซึ่งเป็นแนวคิดของ สสส. ด้วยที่ส่งเสริมเรื่องของระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา ที่ทำให้ทุกคนตั้งหลักรู้เท่าทันคู่ขนานไปกับความเปลี่ยนแปลง” สุภิญญา กล่าว

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสสส. กล่าวว่า ในขณะที่เราถูกสอนกันมาว่าการโกหกเป็นเรื่องไม่ดี แต่กลับพบเห็นการโกหก เช่น เพื่อการขายสินค้า กลายเป็นเรื่องปกติที่การได้เงินมาจากเรื่องโกหก ซึ่งสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการโกหกแบบจริงปนเท็จ ซี่งในอดีต 1 คนโกหกอาจรู้กันเพียงเฉพาะในหมู่บ้าน แต่ปัจจุบัน 1 คนโกหกสามารถรับรู้กันได้ทั้งโลกเนื่องจากข้อมูลถูกแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว และเรื่องราวที่มีการโกหก จากข้อมูลของโคแฟคพบว่าข้อมูลลวงมากถึงร้อยละ 36 เป็นเรื่องสุขภาพ อีกกลุ่มคือ การโกหกเพื่อขายสินค้า สินค้าที่โฆษณานั้นใช้ได้ผลจริงหรือไม่ ผู้บริโภคไม่สามารถรู้ได้ ผู้ที่โฆษณาแต่งตัวแบบเดียวกับแพทย์แต่เราก็ไม่รู้ว่าเป็นแพทย์จริงหรือไม่ หรือแม้กระทั่งการใช้เทคโนโลยีปลอมแปลงภาพและเสียง (Deepfake) ตัดต่อใบหน้าแพทย์หรือบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคมแล้วโฆษณา เท่านี้คนก็เชื่อแล้ว
“วันนี้น่าเศร้าเพราะคนที่เป็นเหยื่อมากที่สุดคือผู้สูงอายุ มีเงิน มีเวลา แต่อาจไม่สามารถเข้าถึงดิจิทัล ไม่ใช่ความผิดของเขา แต่นักล่าจะรู้ว่าใครอ่อนแอก็จะวิ่งไปที่ตรงนั้นแล้วก็กินเหยื่อ ผมเจอเพื่อนของแม่ อายุแปดสิบกว่า เป็นข้าราชการบำนาญถูกหลอกเอาเงินไปล้านกว่าบาท หมดเลยที่มีอยู่ นั่นคือการล่าด้วยการใช้ข้อมูล การหลอกลวงทางออนไลน์ต่างๆ วันนี้เราต้องมารวมคัวปกป้อง เรียกว่าปัญญารวมหมู่ เราอาจไม่มีอำนาจแต่ถ้าเรารวมกันและใช้ความรู้ ใช้วิชาการเราจะมีพลังพอที่จะปกป้องคนที่อ่อนแอกว่าได้” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

ในกิจกรรม Lightning Talk “ทบทวนเรื่องเล่าเคล้าอคติสู่การแสวงหาความจริงร่วม” อรรวี แตงมีแสง แอดมินเพจ Natty loves Myanmar กล่าวถึงอคติที่สังคมไทยมักพูดถึงบ่อยๆ เกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติโดยเฉพาะชาวเมียนมา พร้อมชวนตั้งคำถาม เรื่อง”แรงงานพม่าแย่งงานคนไทยจริงหรือไม่” ในความเป็นจริงเป็นงานกลุ่ม 3D คือ สกปรก(Dirty) อันตราย (Dangerous) และยากลำบาก (Difficult) ที่แรงงานไทยไม่ทำ หรือ “แรงงานข้ามชาติเป็นภาระต่อระบบสาธารณสุขของไทย” ซึ่งในความเป็นจริงแรงงานข้ามชาติต้องเข้าระบบประกันสังคมหรือไม่ก็ซื้อประกันสุขภาพ ส่วนที่อยู่ตามแนวชายแดนจะมีองค์กรภาคประชาสังคม (NGO) คอยสนับสนุนค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตามยอมรับว่ายังมีปัญหาช่องว่างทางนโยบาย เช่น มีความเข้าใจผิดว่าแรงงานข้ามชาติไม่ต้องเข้าประกันสังคมก็ได้ ทำให้ภาครัฐต้องออกค่าใช้จ่ายและกลายเป็นเรื่องเล่าว่าแรงงานข้ามชาติเป็นภาระ เป็นต้น ดังนั้นจึงไม่อยากให้เหมารวม
“ข่าวลวงสร้างปัญหา ทำให้คนมองคนไม่เท่ากัน อยากให้ทุกคนช่วยกันตรวจสอบ ไม่ใช่ว่าโพสต์ที่อัลกอริทึมดัน ยอดการมีส่วนร่วม (Engagement) เยอะเป็นโพสต์ที่เป็นความจริงเสมอไป แล้วจริงๆ คนที่เชื่อข่าวลวงไม่ใช่เขาโง่ บางคนเชื่อข่าวลวงอาจเกิดจากความชาตินิยมหรือไม่เคยรู้จักแรงงานข้ามชาติจริงๆ ก็ได้ ดังนั้นก่อนที่เราจะแชร์อะไร ขอฝากคำถาม 1.แหล่งข่าวคือใคร? 2.ข้อมูลอัปเดตแค่ไหน? 3.ใครได้ประโยชน์จากข่าวนี้บ้าง? ไม่เช่นนั้นจะเป็นการสร้างความเกลียดชังซ้ำโดยที่เราไม่รู้ตัว”อรรวี กล่าว

กิติพัฒน์ ชื่นสุขจิตต์ ผู้สื่อข่าวและผู้ดำเนินรายการจาก Thai PBS World กล่าวถึง ประเด็นความเกลียดกลัวอิสลาม (Islamophobia) ทั้งในระดับโลกที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานจากยุคสงครามครูเสดจนถึงเหตุการณ์ 9/11 ที่ทำให้ภาพเชิงลบต่อศาสนาอิสลามถูกขยายมากขึ้น และในประเทศไทยที่พบชาวมุสลิมอยู่ร่วมกับสังคมไทยมาช้านาน มีชาวมุสลิมรับราชการในตำแหน่งระดับสูงมาตั้งแต่สมัยอยุธยา จนกระทั่งปรากฎการณ์ Islamophobia มาเกิดขึ้นในช่วงที่มีเหตุความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นเรื่องการเมืองแต่ถูกนำไปเชื่อมโยงกับศาสนา ตัวอย่างข่าวลวงที่สร้างความรู้สึกเกลียดกลัวอิสลาม เช่น มีการปล่อยข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ นับถือศาสนาอิสลาม เพราะสนับสนุนชาวมุสลิมไปประกอบพิธีฮัจย์ หรือข่าวการบังคับให้ทุกโรงเรียนต้องสอนศาสนาอิสลาม ข่าวเรื่องร่างกฎหมายว่าด้วยกิจการฮัจย์จะทำให้ศาสนาอิสลามเข้าควบคุมกระทรวงมหาดไทย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาข่าวลวงนี้ต้องมาจากทั้งคนต่างศาสนิกและชาวมุสลิมเองด้วย
“ในมุมของคนต่างศาสนิก ควรส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) เรื่องตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact Check) ความเข้าใจห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) และต้องสร้างความเข้าใจเรื่องความต่างไม่ใช่กลัวความต่าง ส่วนชาวมุสลิมต้องเป็นตัวอย่างของมุสลิมที่ดี แสดงจุดยืนชัดเจนต่อต้านความรุนแรง เพื่อลดอคติความเกลียดกลัวนี้ลง“ กิติพัฒน์ กล่าว

ทินภัทร ภัทรเกียรติทวี โพควา โปรดักชั่น ชวนคิดในประเด็นอคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะความเข้าใจว่าวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ต้องเกี่ยวข้องกับการเผาป่าซึ่งทำลายสิ่งแวดล้อมและสร้างมลพิษ แต่ข้อมูลอีกด้านที่คนภายนอกไม่ค่อยรับรู้หรือไม่ค่อยปรากฏผ่านสื่อ คือคนในชุมชนที่ใช้ชีวิตอยู่กับป่ามีบทบาทสำคัญในการดูแลป่า เช่น การทำแนวกันไฟ การเข้าไปดับไฟป่าซึ่งบางครั้งก็จบลงด้วยความสูญเสียถึงชีวิต ล่าสุดข้อมูลระหว่างวันที่ 1 ม.ค. – 29 มี.ค. 2569 พบจุดความร้อนในป่าอนุรักษ์ 3,859 จุด แบ่งเป็นป่าอนุรักษ์ 2,009 จุด ป่าสงวนแห่งชาติ 1,348 จุด และป่าชุมชนที่คนในพื้นที่ช่วยกันดูแล 164 จุด ซึ่งชี้ว่าการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ของชุมชนเข้มข้นมาก
“ความอคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์ ทำให้สูญเสียโอกาสในการแก้ไขปัญหา หรือแม้กระทั่งในการร่วมส่งเสริมร่วมพัฒนาประเทศนี้ หากลองถอดแว่นเก่าแล้วใส่แว่นใหม่ มองความแตกต่างคือพลัง จะเห็นโอกาสและความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น” ทินภัทร กล่าว

พลอยรุ้ง สิบพลาง บรรณาธิการบริหาร EPIGRAM ตั้งคำถามถึงการเข้าถึงข้อมูลโดยอ้างอิงสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้คนในภาคตะวันออกที่ใช้ชีวิตอยู่กับนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งไม่มีข้อมูลว่ามีและเคลื่อนย้ายสารเคมีชนิดใดบ้าง หรือไม่รู้ว่ามีกากของเสียจากภาคอุตสาหกรรมมาก – น้อยเพียงใด หรือแม้กระทั่งเมื่อชุมชนลุกขึ้นมาเก็บข้อมูลกลับถูกภาครัฐปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่าหลักฐานจากชุมชนไม่น่าเชื่อถือเมื่อเทียบกับหลักฐานจากสถาบันการศึกษาที่ได้รับการว่าจ้างจากบริษัทเอกชน
“เราจะเข้าถึงข้อเท็จจริงได้อย่างไรถ้าข้อเท็จจริงจากคนในพื้นที่ไม่นับเป็นข้อเท็จจริง ทั้งๆ ที่เขาก็มีราคาที่ต้องจ่าย สูญเสียวิถีชีวิต สูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ เสียเงินหรือแม้แต่เวลาเพื่อจะมาต่อสู้เรื่องพวกนี้ จริงๆ ท้ายที่สุดแล้วไม่ได้จะบอกว่าอะไรเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริง แต่คำถามคือถึงเวลาหรือยังที่เราจะช่วยกันเอาข้อเท็จจริงมาเปิดเผยอย่างมีอิสระ ถึงเวลาหรือยังที่เราจะเอาข้อเท็จจริงมาพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา เพื่อที่สุดท้ายแล้วเราจะได้ชวนกันตรวจสอบว่าข้อเท็จจริงนั้นถูกต้องไหม” บรรณาธิการบริหาร EPIGRAM กล่าว

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า ข่าวลวงด้านสุขภาพนอกจากอคติส่วนบุคคลแล้วยังเป็นปัญหาเชิงระบบด้วย คือช่องว่างที่ไม่สามารถเข้าไม่ถึงบริการทางการแพทย์ แม้จะมีระบบหลักประกันสุขภาพ อีกทั้งไม่มีฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้และเข้าถึงสะดวก
“เราต้องเดินทาง 2 ชั่วโมงเพื่อไปคุยกับหมอไม่กี่นาที มีคำถามมากมายแต่ไม่สามารถคุยกับหมอได้ จึงต้องคุยกันในสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ทำให้เกิดการตีความไปต่อเนื่องมากมาย ดังนั้นหากจะค้นหาข้อมูลที่เป็น Open Data ที่หาง่ายๆ เชื่อถือได้จะดีมาก แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าควรไปหาที่ไหน อันนี้คือช่องว่างของสังคมไทยที่พบในประเด็นด้านสุขภาพ” สุภิญญา กล่าว







