เพจเฟซบุ๊กโพสต์คลิปสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนโยบายคนเข้าเมืองและการกำกับดูแลชาวต่างชาติของรัฐบาลญี่ปุ่น

กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: นายกฯ ญี่ปุ่นจ่อเนรเทศชาวต่างชาติที่ปรับตัวกับวัฒนธรรมไม่ได้ หลังมุสลิมแห่ละหมาดกลางปราสาทฮิเมจิ   

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน**  รัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกฯ ซานาเอะ ทากาอิจิ มีนโยบายทบทวนกฎหมายและระเบียบว่าด้วยคนเข้าเมืองและการกำกับดูแลชาวต่างชาติที่ทำผิดกฎหมายจริง แต่ไม่เคยประกาศว่าจะเนรเทศชาวต่างชาติด้วยเหตุผลด้านวัฒนธรรม และไม่ได้เจาะจงเฉพาะชาวมุสลิม

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 16 ก.พ. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “Bright TV” โพสต์คลิปวิดีโอความยาวประมาณ 3 นาที ฝังข้อความ “นายกฯ ญี่ปุ่นจ่อเนรเทศต่างชาติที่ปรับตัวกับวัฒนธรรมไม่ได้” พร้อมคำบรรยายว่า “ญี่ปุ่นเดือด! นายกฯ ทาคาอิจิ จ่อเนรเทศต่างชาติ ‘ขัดวัฒนธรรม’ หลังมุสลิมแห่ละหมาดกลางปราสาทฮิเมจิโดยพลการ” คลิปนี้มียอดเข้าชมกว่า 2.8 ล้านครั้ง และถูกแชร์มากกว่า 4,200 ครั้ง ณ วันที่ 18 ก.พ. (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: คลิปวิดีโอและข้อความในโพสต์เป็นการนำเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาเชื่อมโยงกันทำให้เกิดความเข้าใจผิด ดังนี้

▪ ช่วง 2 นาทีแรกของคลิปเป็นภาพของมิซุโฮะ อุเมมุระ สมาชิกวุฒิสภา ลุกขึ้นอภิปรายในที่ประชุมคณะกรรมาธิการด้านสาธารณสุข สวัสดิการ และแรงงานของรัฐสภาเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2568 โดยตั้งคำถามถึงการฝังศพของชาวมุสลิมในญี่ปุ่น ซึ่งเธอมองว่าส่งผลกระทบทั้งด้านสุขอนามัยและการใช้ที่ดินซึ่งมีอยู่จำกัด เธอเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขทบทวนข้อกฎหมายและมาตรการเกี่ยวกับการจัดการสุสานของชาวมุสลิม คลิปการอภิปรายของ สว. มิซุโฮะกลายเป็นไวรัลและถูกนำไปบิดเบือนว่ารัฐบาลญี่ปุ่นสั่งห้ามชาวมุสลิมฝังศพตามความเชื่อ

▪ ช่วง 1 นาทีหลังในคลิปเป็นภาพในห้องประชุมรัฐสภาของญี่ปุ่นซึ่งไม่สามารถระบุวันได้ แต่ช่วงหนึ่งเป็นภาพนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2568 หลังจากได้รับเลือกเป็นนายกฯ หญิงคนแรกของประเทศเมื่อ 21 ต.ค.

นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2568 (ภาพ: Prime Minister’s Office of Japan)

▪ หลังการแถลงนโยบาย มีการเผยแพร่เนื้อหาเท็จในโซเชียลมีเดียว่านายกฯ ซานาเอะมีนโยบายเนรเทศชาวต่างชาติครั้งใหญ่และยังมีคำสั่งตั้งกระทรวงใหม่เพื่อดำเนินการเนรเทศชาวต่างชาติโดยเฉพาะ ซึ่งสื่อหลายสำนัก เช่น Reuters, France24 และ Newsweek ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเนื้อหาเท็จ

โคแฟคตรวจสอบคำแถลงนโยบายของนายกฯ ซานาเอะที่เผยแพร่บนเว็บไซต์สำนักนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นพบว่า ไม่มีส่วนใดที่กล่าวถึงการเนรเทศชาวต่างชาติ แต่มีช่วงหนึ่งที่เธอกล่าวว่าชาวต่างชาติเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญของญี่ปุ่นซึ่งกำลังประสบปัญหาการลดลงของประชากร แต่ชาวญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งกำลังไม่สบายใจและรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการที่คนต่างชาติบางกลุ่มก่ออาชญากรรมและไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย 

เธอกล่าวว่ารัฐบาลมีจุดยืนชัดเจนที่จะไม่สร้างความเกลียดกลัวคนต่างชาติ (xenophobia) แต่จะไม่นิ่งเฉยต่อการทำผิดกฎหมายของชาวต่างชาติ และจะยกระดับนโยบายและระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้ชาวต่างชาติปฏิบัติตามกฎหมายญี่ปุ่นอย่างเคร่งครัด พร้อมกับแต่งตั้งรัฐมนตรีให้มาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ

▪ วันที่ 18 ม.ค. 2569 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียในญี่ปุ่นได้แชร์คลิปละหมาดหมู่ของชาวมุสลิมบริเวณปราสาทฮิเมจิ ซึ่งมีผู้ให้ข้อมูลว่าเป็นการละหมาดเนื่องในวันฮารีรายอเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2568 คลิปนี้กลายเป็นไวรัลและทำให้ชาวญี่ปุ่นส่วนหนึ่งเกิดความไม่พอใจและตั้งคำถามต่อการใช้พื้นที่สาธารณะในการปฏิบัติศาสนกิจ

ภาพจากคลิปความยาว 29 วินาทีที่เผยแพร่โดยผู้ใช้ X ชาวญี่ปุ่น @shigeyuki696 เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2569

▪ วันที่ 23 ม.ค. 2569 The Japan Times รายงานว่ารัฐบาลญี่ปุ่นประกาศนโยบายการเข้าเมืองและมาตรการกำกับดูแลชาวต่างชาติในญี่ปุ่นที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงเพิ่มงบประมาณในการส่งตัวชาวต่างชาติที่ทำผิดกฎหมายกลับประเทศ 

📌 ข้อสรุปโคแฟค: คลิปวิดีโอและข้อความในโพสต์ที่เผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก Bright TV เป็นการนำเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาเชื่อมโยงกันเพื่อสร้างความเข้าใจผิดว่ารัฐบาลญี่ปุ่นมีนโยบายเนรเทศชาวต่างชาติที่ไม่ปฏิบัติตามวัฒนธรรมญี่ปุ่น โดยนำรายงานข่าวเรื่องรัฐบาลญี่ปุ่นยกระดับความเข้มงวดของนโยบายการเข้าเมืองและเพิ่มงบประมาณในการส่งตัวชาวต่างชาติที่ทำผิดกฎหมายกลับประเทศมาเชื่อมโยงแบบผิด ๆ กับคลิปชาวมุสลิมละหมาดหมู่บริเวณปราสาทฮิเมจิซึ่งเป็นคลิปเก่าที่ถูกนำมาแชร์ซ้ำและกลายเป็นไวรัลในเดือน ม.ค. 2569  

จากการตรวจสอบคำแถลงนโยบายของนายกฯ ญี่ปุ่นและรายงานข่าวของสื่อมวลชนพบว่ารัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของซานาเอะมีนโยบายที่เข้มงวดต่อชาวต่างชาติที่ทำผิดกฎหมาย และมีแผนเพิ่มงบประมาณการส่งตัวชาวต่างชาติที่ทำผิดกฎหมายกลับประเทศจริง แต่ไม่ใช่การเนรเทศครั้งใหญ่ (mass deportation) หรือการเนรเทศชาวต่างชาติด้วยเหตุผลว่าปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นไม่ได้

เป็นที่น่าสังเกตว่าเนื้อหาเท็จเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลญี่ปุ่นต่อชาวมุสลิมนั้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และส่วนหนึ่งถูกนำมาเผยแพร่โดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียในไทย ก่อนหน้านี้โคแฟคตรวจสอบพบเนื้อหาเท็จว่าประเทศญี่ปุ่น “แบนอิสลาม” และมีมาตรการหลายอย่างที่เป็นปฏิปักษ์ต่อชาวมุสลิม เช่น ไม่ให้สัญชาติคนต่างชาติที่เป็นมุสลิม ไม่ให้คนมุสลิมพำนักอย่างถาวร ห้ามการเผยแผ่ศาสนาอิสลามในญี่ปุ่น

คลิปที่มีเนื้อหาเท็จเกี่ยวกันนโยบายของญี่ปุ่นต่อชาวมุสลิมที่เผยแพร่โดยบัญชีผู้ใช้ติ๊กตอกในไทย

โคแฟคตรวจสอบจากฐานข้อมูลของรัฐบาลญี่ปุ่นและสื่อมวลชนญี่ปุ่นพบว่าเนื้อหาว่าด้วย “ญี่ปุ่น ‘แบน’ อิสลาม” ที่ถูกเผยแพร่ทั้งในรูปแบบของข้อเขียนและคลิปวิดีโอในโลกออนไลน์มานานนับสิบปี มีเนื้อหาที่เป็นเท็จ กล่าวคืออิสลามไม่ใช่ศาสนาต้องห้ามในญี่ปุ่น ญี่ปุ่นมีผู้ที่นับถืออิสลามอยู่หลักแสนคน มีมัสยิดอยู่นับร้อยแห่ง มีตั้งศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศญี่ปุ่น (Islamic Center of Japan) มาตั้งแต่ พ.ศ. 2509 มหาวิทยาลัยชั้นนำมีการสอนภาษาอาหรับ และรัฐบาลญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศมุสลิมหลายประเทศ และผู้นำระดับสูงของประเทศเหล่านั้นก็เคยมาเยือนญี่ปุ่น (อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่)