จี้ถอนร่างกฎหมายแปลง 4 กองทุนภาษีบาปเข้างบฯ ปกติ ชี้เปิดช่องการเมือง-กลุ่มทุนแทรกแซงสื่อ ทำลายความเข้มแข็งภาคประชาชน
เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) เข้าร่วมเวทีเครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง ในหัวข้อ ‘อนาคตสื่อสาธารณะ พันธะ กสทช. และกองทุนสุขภาพ กับอิสรภาพจากอำนาจรัฐและทุน’ จัดโดยเครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง ร่วมกับภาคีเครือข่ายอีกหลายองค์กร ณ ห้องราณี โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถ.ราชดำเนิน กทม. สืบเนื่องจากกรณีรัฐบาลเสนอแก้กฎหมาย 4 ฉบับ ให้แหล่งทุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศ (ไทยพีบีเอส) ต้องผ่านกระบวนการงบประมาณแผ่นดินแทนการใช้กลไกระบบภาษีเฉพาะจากยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือภาษีบาป
สุปัน รักเชื้อ ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวว่า ในประเทศไทยมีสื่อของรัฐ คือ 1.ช่อง 11 ( NBT) ของกรมประชาสัมพันธ์ รับงบประมาณผ่านกระบวนการงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2.ช่อง 5 ผ่านกลไกงบประมาณของกองทัพ และ 3.สำนักข่าวไทย อสมท (ช่อง 9) ไม่ได้รับงบประมาณโดยตรง มีรายได้จากการโฆษณา แต่มีกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบแล้ว ไทยพีบีเอสโดดเด่นเรื่องความเป็นอิสระในการเสนอข้อมูลข่าวสารเพราะไม่ต้องคำนึงถึงแหล่งงบประมาณ เพราะมีรองรับจากภาษีสุราและยาสูบ
ขณะที่กระบวนการแทรกแซงสื่อโดยผู้มีอำนาจ ในยุคที่วิทยุและโทรทัศน์เป็นระบบสัมปทานมีการประมูล จะมีค่าบริหารจัดการที่ไม่สามารถแสดงใบเสร็จใดๆ ได้ และเมื่อสื่อนำเสนอเนื้อหากระทบผู้มีอำนาจ อาจมีสายด่วนจากนักการเมืองที่กำกับดูแลสื่อเข้ามากดดันกองบรรณาธิการหรือพิธีกรผู้ดำเนินรายการ ไปจนถึงมีข้ออ้างเพื่อสั่งระงับการออกอากาศ แต่หลังจากอำนาจกำกับดูแลสื่อมาอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กลวิธีแทรกแซงสื่อก็เปลี่ยนไปเป็นการกดดันผ่านเม็ดเงินโฆษณาของธุรกิจเอกชน หรืองบประมาณประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งการเมืองไทยเป็นการอุปถัมภ์กันระหว่างพรรคการเมืองกับภาคธุรกิจ

“ผมยืนยันมาตลอดทั้งในวงประชุมของเพื่อนพ้องวิชาชีพสื่อ และวงการเมืองที่มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนในแวดวงการเมืองว่าไทยพีบีเอสต้องเป็นอิสระในการรับงบประมาณตรงจากภาษีสุราและยาสูบ แต่มีข้อกังขาของสังคมเรื่องการบริหารจัดการภายใน ซึ่งมีอยู่จริงและเป็นคนหนึ่งที่วิพากษ์วิจารณ์ไทยพีบีเอสอย่างหนัก แต่ต้องแยกกันกับความเป็นอิสระของไทยพีบีเอสกับการปฏิรูปไทยพีบีเอส” สุปันกล่าว
บัญชา จันทร์สมบูรณ์ ทีมกองบรรณาธิการโคแฟค กล่าวว่า ในฐานะที่เคยทำงานสื่อ ยืนยันว่าสื่อมวลชนกังวลแรงกดดันเรื่องเม็ดเงินโฆษณาอาจจะมากกว่าการถูกข่มขู่ด้วยคดีความ ในขณะที่ด้านหนึ่งสังคมคาดหวังให้สื่อช่วยตรวจสอบผู้มีอำนาจ เป็นกระบอกเสียงให้คนเล็กคนน้อย สำหรับปัจจุบันเป็นทีมบรรณาธิการข่าวโคแฟค ได้ติดตามความเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ มีความเห็นให้ปิดไทยพีบีเอส เพราะทุกคนสามารถสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ได้แล้ว แต่แท้จริงแล้วการทำให้เนื้อหาของตนเองถูกมองเห็นมากๆ นอกจากจ่ายเงินให้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์แล้วยังต้องผลิตเนื้อหาที่ถูกใจอัลกอริทึม ซึ่งก็มักจะเป็นเนื้อหาเร้าอารมณ์ หรือสร้างความเกลียดชัง มีการเผยแพร่ข่าวปลอมมากมาย ดังนั้นแม้ทุกคนจะสื่อสารทางออนไลน์ แต่เราก็ต้องมีสื่อหลักไว้เป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถืออ้างอิงได้
และในฐานะประชาชนคนหนึ่ง พบว่า การมี สสส. มักถูกมองว่าเป็นท่อน้ำเลี้ยงองค์กรภาคประชาสังคม (NGO) หรือบ้างก็ใช้คำว่า Deep State หมายถึงเครือข่ายที่บงการประเทศอยู่เบื้องหลังจากการให้ทุนภาคประชาสังคมไปทำเรื่องต่างๆ แต่อยากให้มองกลับด้าน ในอดีตก่อนที่จะมี สสส. หรือไทยพีบีเอสเกิดขึ้น ผู้มีอำนาจที่เรียกกันว่า ‘3 ขา’ คือนักการเมือง ข้าราชการระดับสูงและผู้บริหารธุรกิจทุนใหญ่ ก็จับมือกันบงการประเทศอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?
“ถ้าจะมีองค์กรที่สร้างความเข้มแข็งให้กับภาคประชาชนหรือภาคประชาสังคมในการสื่อสาร ในการร่วมกันคิดหาทางออก แก้ปัญหาของพวกเขา และในการรวมตัวกันเพื่อมาเพื่อกดดันเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐที่มีอำนาจแก้ปัญหาให้ หรืออย่างไทยพีบีเอสช่วยเป็นกระบอกเสียง ซึ่งเป็นการคานอำนาจที่ดี ดังนั้นถ้าเอา สสส.หรือไทยพีบีเอส เข้าสู่กระบวนการงบประมาณของรัฐ อำนาจของประชาชนซึ่งสำคัญมากในความเข้มแข็งของระบอบประชาธิปไตยมันจะหายไป” บัญชากล่าว
เนืองนิช ชิดนอก ที่ปรึกษาเครือข่ายสลัม 4 ภาค กล่าวว่า เครือข่ายสลัม 4 ภาค ทำงานกับคนจนเมืองในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยและส่งเสริมการเข้าถึงสาธารณูปโภคและสิทธิต่างๆ ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก สสส. มาดำเนินการตั้งแต่การจัดทำฐานข้อมูลชุมชนครอบคลุมทุกมิติ เช่น ด้านประชากร การศึกษา สุขภาพ เศรษฐกิจ สังตมและสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมาบางชุมชนที่เริ่มตั้งหลักได้ จากการมีบ้านมั่นคง ที่มีกิจกรรมกลุ่มในชุมชนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต รับมือกับวิกฤติต่างๆ
ณีรนุช จิตต์สม เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวว่า การเปลี่ยนที่มาแหล่งทุนของ 4 องค์กรจากภาษีสุราและยาสูบให้ไปผ่านกลไกงบประมาณปกติเพราะต้องรักษาวินัยการคลังและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ แต่ปัจจุบันประเทศไทยมีหนี้สาธารณะอยู่ประมาณร้อยละ 66 – 68 ซึ่งใกล้ระดับที่ห้ามเกินคือร้อยละ 70 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) แต่ยังมีแผนจะกู้อีก 1.26 ล้านล้านบาท แบบนี้รักษาวินัยการคลังและเพิ่มประสิทธิภาพอย่างไร นอกจากนี้สื่อต้องมีความเป็นอิสระจากอำนาจรัฐ ซึ่งการทำงานของไทยพีบีเอสตอบโจทย์ประชาชนโดยเฉพาะเสียงของคนเล็กคนน้อย
อดิศักดิ์ สายประเสริฐ หัวหน้าฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า การที่ไทยพีบีเอส ต้องไปพึ่งพางบประมาณเหมือนหน่วยงานรัฐ สุ่มเสี่ยงถูกแทรกแซงจากการเมือง ซึ่งสื่อสาธารณะอย่างไทยพีบีเอสช่วยคุ้มครองผู้บริโภคเรื่องสิทธิการรับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง อีกทั้งยังรับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคและช่วยผลักดันการแก้ไขปัญหาประชาชนได้จริง

จำนงค์ หนูพันธ์ ประธานขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) กล่าวว่าหลังจากนี้จะจับตาสถานการณ์การนำร่างนี้เข้าสภาฯ และให้เวลา 14 วันกับรัฐบาลนี้เพื่อไม่นำร่างฯ เข้าสภาฯ และ ครม. ถ้ายังไม่ฟังพี่น้องประชาชนเราก็จะเคลื่อนอย่างเต็มที่ จาก 491 เครือข่าย และยื่นหนังสือไปถึงทุกพรรคการเมืองให้ช่วยเป็นกระบอกเสียงให้ด้วย
เรียง สีแก้ว ผู้ประสานงานสภาประชาชนภาคใต้ ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันจัดการแบ่งองคาพยพต่างๆ ในสังคมออกเป็น 3 กลุ่มเพื่อดำเนินนโยบาย ‘กำจัด’ กลุ่มที่เป็นปฏิปักษ์ ‘ยุบทิ้ง’ สำหรับสิ่งที่เห็นว่าเป็นภาระ และ ‘จำกัด’สิ่งที่ยังใช้ประโยชน์ได้ในทางการเมือง

“กฎหมาย 4 ฉบับ ผมเข้าใจว่ารับฟังความคิดเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจเสร็จสิ้นภายในต้นเดือนพฤศจิกายนผมคิดว่ามีเวลามากมายนักในเรื่องนี้ เร็วๆ นี้จะมีพี่น้องประชาชนจำนวนมากมาที่ กทม. เราเห็นการประกาศระดมคน ความไม่พอใจที่ผุดแต่ละจุด เหลือแค่เวลาว่าทำอย่างไรให้มาที่ศูนย์กลางอำนาจพร้อมๆ กันแค่นั้นเอง” ผู้ประสานงานสภาประชาชนภาคใต้ กล่าว
“ทุกท่านน่าจะทราบว่าทุกวันนี้ผู้บริโภคประสบปัญหาเรื่องการฉ้อโกงออนไลน์ปีหนึ่งหลายหมื่นล้านบาท ความสูญเสียที่เกิดขึ้น ไทยพีบีเอสเป็นหนึ่งในกระบอกเสียงที่สำคัญในการช่วยสะท้อนปัญหาและนำข้อเสนอของสภาผู้บริโภคต่อหน่วยงานรัฐต่างๆ อันนี้ก็เลยเป็นจุดที่ทางสภาผู้บริโภคเราได้มีแถลงการณ์คัดค้าน ไม่เห็นด้วยและขอให้ถอนร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว” หัวหน้าฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม สภาองค์กรของผู้บริโภคกล่าว
เมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าวว่า กรณีร่างกฎหมายไทยพีบีเอสที่พยายามแปลงงบประมาณจากภาษีสามิตไปเป็นงบประมาณภาครัฐโดยตรง มีข้อครหาว่านักการเมืองในรัฐบาลมีส่วนได้ – ส่วนเสียกับกลุ่มทุนที่ต้องการยุติการจ่ายภาษีในส่วนนี้ รวมถึงพยายามควบคุมข้อมูลข่าวสารที่สื่อสาธารณะมักวิจารณ์รัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ ซึ่งไทยพีบีเอส หรือก่อนหน้านั้นคือไอทีวี มีฐานที่มาจากเหตุการณ์พฤษภา 2535 สื่อถูกปิดกั้นการรายงานข่าวประชาชนออกมาชุมนุม จึงเกิดการเรียกร้องให้เกิดทีวีเสรีขึ้น
ทั้งนี้ได้อ่านแถลงการณ์ของคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 แสดงจุดยืนปกป้องสื่อสาธารณะ หยุดรัฐและทุนคุมสื่อ โดยย้ำว่าสื่อสาธารณะไม่ใช่สื่อของรัฐ และรัฐบาลก็มีกรมประชาสัมพันธ์อยู่แล้ว รวมถึงมีสถานีวิทยุและโทรทัศน์เพียงพอต่อการสื่อสารนโยบายและภารกิจของทางราชการ แต่เจตนารมณ์ในการก่อตั้งไทยพีบีเอส ไม่เคยมีและต้องไม่มีสถานะเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลหรือฝ่ายการเมืองใด สื่อสาธารณะดำรงอยู่บนหลักการเป็นของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน ไทยพีบีเอสได้รับการออกแบบตามมาตรฐานสากล เช่นเดียวกับ BBC ของอังกฤษ หรือ NHK ของญี่ปุ่น ได้รับการยอมรับทั่วโลกว่าหัวใจสำคัญที่สุดคือความเป็นอิสระทางบรรณาธิการและหลักความรับผิดชอบต่อสาธารณะ การใช้แหล่งทุนจากภาษีจัดสรรเฉพาะเพื่อไม่ให้ฝ่ายการเมืองใช้กลไกงบประมาณมาบีบบังคับหรือตัดทอนการทำหน้าที่ตรวจสอบ เป็นกลไกที่ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

“การครอบงำสื่อสาธารณะเท่ากับเป็นการลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงความจริงที่รอบด้านของสังคมไทย เสรีภาพและความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะคือเส้นแบ่งระหว่างรัฐประชาธิปไตยกับอำนาจนิยม จึงขอเรียกร้องให้ไทยพีบีเอสคงสถานะเป็นสื่อสาธารณะของประชาชนอย่างแท้จริง ขณะเดียวกัน ฝ่ายบริหารและนโยบายของไทยพีบีเอสต้องมีการปฏิรูปองค์การในฐานะสื่อสาธารณะโดยการมีส่วนร่วมของประชาชนและเครือข่ายสื่อพลเมืองให้ทำงานอย่างโปรงใส ให้สังคมมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ เพื่อใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ รับใช้ประชาชนและสังคมโดยไม่เลือกปฏิบัติ” เมธากล่าว
