ภาคประชาชนรวมตัวหน้าทำเนียบฯ จี้ถอนร่างแก้กฎหมาย 4 กองทุน หวั่นกระทบงานสร้างเสริมสุขภาพและชุมชน

เมื่อวันที่  27 ตุลาคม 2569 ที่บริเวณประตูทำเนียบรัฐบาลฝั่งตรงข้ามกระทรวงศึกษาธิการ เครือข่ายประชาชนหลายองค์กรในนาม “ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน” รวมตัวแสดงจุดยืนคัดค้านร่างแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับ ที่เสนอให้เปลี่ยนแหล่งเงินสนับสนุนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) จากระบบภาษีสรรพสามิตเฉพาะที่จัดสรรให้แต่ละกองทุน ไปเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยเรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย ถอนร่างกฎหมายหรือไม่รับรองร่างทั้ง 4 ฉบับ เนื่องจากกังวลว่าจะกระทบความเป็นอิสระและความต่อเนื่องในการทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ

สมบูรณ์ คำแหง ที่ปรึกษาคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ กล่าวว่า การรวมตัวครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปกป้องแหล่งทุนของ 4 องค์กร แต่เป็นการปกป้องพื้นที่และศักดิ์ศรีของภาคประชาชน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสังคมไทย

‘เหตุผลที่เราไม่เห็นด้วยกับระบบภาษีทั้งหมด มันคือกลยุทธ์การกุมสภาพองค์กรหรือกลุ่มกองทุนทั้งหลายที่กำลังหนุนเสริมการเติบโตของภาคประชาชน ตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี2540 เป็นต้นมา เราเกิดองค์กรแบบนี้หลายองค์กร ที่ทำงานกับภาคประขาชนที่ภาครัฐไม่สามารถทำได้ แต่องค์กรเหล่านี้กำลังสร้างการเติบโตด้านการเปลี่ยนแปลงใหม่ในสังคมไทย’ สมบูรณ์กล่าว

ด้าน ธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ชี้ข้อจำกัดของกระบวนการงบประมาณแผ่นดินปกติ ทั้งความล่าช้าที่ต้องเริ่มขั้นตอนตั้งแต่ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านเข้ามาสู่การพิจารณาของรัฐสภา นอกจากนั้นยังถูกตัดลดออกไปมากกว่าจะมาถึงประชาชน เป็นที่มาของการออกแบบระบบภาษีเฉพาะที่เก็บจากยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ นำมาเป็นกองทุนขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสุขภาพ เช่นเดียวกับไทยพีบีเอส เนื่องจากสื่อส่วนใหญ่มาจากภาคธุรกิจหรือภาครัฐ การจะมีสื่อสาธารณะที่แท้จริงได้ต้องมาจากแหล่งทุนที่เป็นกลาง จากนั้นจึงเกิดกองทุนผู้สูงอายุและกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ขึ้นมาตามลำดับ

‘ภาษีสรรพสามิตประมาณแสนกว่าล้านบาท  แค่ 2% ของ สสส. 1.5%  ของไทยพีบีเอส และ 2%  ของกองทุนผู้สูงอายุ – กองทุนกีฬา ที่บวกเพิ่มเข้ามาจากภาษีสรรพสามิต ทั้งหมดนี้คือ ระบบที่แก้ปัญหางบประมาณรายจ่ายประจำปีที่มักไม่เหลือให้กับเศษเสี้ยวของภาคประชาชน นี่คือหัวใจสำคัญ แต่รัฐบาลนี้ พรรคการเมืองนี้ไม่เห็นคุณค่า ทำไมถึงเห็นว่าเรื่องนี้ขัดวินัยการเงินการคลัง’ ธีระกล่าว

ธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า

เกรียงไกร ชีช่วง ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง และอดีตสมาชิกสภาผู้ชมไทยพีบีเอส รุ่นที่ 4 กล่าวว่า ไทยพีบีเอสเปิดพื้นที่ให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สื่อสาธารณะ โดยเฉพาะการนำเสนอเรื่องราวของกลุ่มชาติพันธุ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และเครือข่ายจิตอาสา ซึ่งช่วยลดอคติและทำให้สังคมเข้าใจความหลากหลายมากขึ้น จึงกังวลว่าการเปลี่ยนแหล่งทุนอาจกระทบความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ดังกล่าว

‘ไทยพีบีเอสเป็นหัวจักรใหญ่ที่ให้คุณค่ากับพี่น้อง (กลุ่มชาติพันธุ์-ชนเผ่าพื้นเมือง) แล้วเปลี่ยนภาพที่ไม่ใช่เปลี่ยนแบบเสแสร้ง แต่เป็นการไปค้นหาความจริง เข้าไปในพื้นที่ ไปเกี่ยวช้อนยกระดับพี่น้องออกมา วันนี้สังคมไทยเพิ่งรู้ว่าประเทศเรามีพี่น้องชาติพันธุ์-ชนเผ่าพื้นเมืองมากกว่า 50 ชาติพันธุ์’ เกรียงไกรกล่าว

เกรียงไกร ชีช่วง ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง

ขณะที่ ประสาร จิรชัยสกุล ประธานสมาพันธ์ชมรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพไทย กล่าวว่า สสส. สนับสนุนกิจกรรมทางกายและการดูแลสุขภาพที่ประชาชนเข้าถึงได้ในระดับชุมชน โดยระบุว่าปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรในวงการวิ่งประมาณ 18 ล้านคน พร้อมแสดงความกังวลว่าหากต้องพึ่งพางบประมาณจากรัฐบาลมากขึ้น อาจทำให้การดำเนินงานขาดความคล่องตัวและเข้าถึงประชาชนได้ยากขึ้น

‘การที่เรามารวมตัวกันครั้งนี้ เรามาให้เหตุผลกับรัฐบาลว่าการที่ท่านจะยึด สสส. กลับไปนั้นไม่ถูกต้อง เพราะจะทำให้การออกกำลังกายและการเข้าถึงประชาชนโดยตรงมันยากขึ้น สมาพันธ์ฯ และ สสส. เป็นผู้ช่วยเหลือประชาชนในเรื่องของสุขภาพ ช่วยเหลือสังคมและประเทศชาติมาตลอด’ ประสาร กล่าว

ด้าน มานะ ช่วยชู จากเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ กล่าวว่า สสส. มีบทบาทสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้พัฒนาข้อมูล วางแผน และกำหนดนโยบายบนฐานความรู้ โดยเครือข่ายมี อปท. เข้าร่วมกว่า 3,000 แห่งทั่วประเทศ การสนับสนุนดังกล่าวช่วยให้ท้องถิ่นพัฒนารูปแบบการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ จึงห่วงว่าการเปลี่ยนระบบงบประมาณอาจกระทบความต่อเนื่องของการทำงานระดับชุมชน

ภายในงาน เครือข่ายได้อ่านแถลงการณ์ในนามขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชนและภาคีเครือข่าย 491 องค์กร เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและพรรคภูมิใจไทยถอนร่างแก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ หรือไม่รับรองร่างกฎหมายดังกล่าว โดยระบุว่า ระบบภาษีเฉพาะช่วยให้การจัดสรรเงินเพื่อแก้ปัญหาสุขภาพและสังคมมีความต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงจากการแทรกแซงทางการเมือง และยึดหลักให้ผู้ก่อผลกระทบมีส่วนรับผิดชอบต่อปัญหา พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการอ้างเหตุผลด้านวินัยการเงินการคลังยังขาดข้อมูลการศึกษาผลกระทบที่เพียงพอ และกังวลว่าการย้ายเข้าสู่ระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปีอาจเปิดช่องให้เกิดการตัดลดหรือเปลี่ยนแปลงการจัดสรรเงินทุนได้

แถลงการณ์ยังอ้างผลการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ ระหว่างวันที่ 30 กันยายน–14 ตุลาคม 2569 ซึ่งพบว่าผู้แสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข โดยร่างกฎหมาย สสส. มีผู้ไม่เห็นด้วยร้อยละ 89.4 ร่างกฎหมายกองทุนผู้สูงอายุร้อยละ 73.12 ร่างกฎหมายไทยพีบีเอสร้อยละ 72.42 และร่างกฎหมายกองทุนพัฒนาการกีฬาร้อยละ 67.88

เครือข่ายเสนอให้ใช้กลไกของสภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ประกอบด้วยตัวแทนจากทุกพรรคการเมืองและภาคประชาสังคม เพื่อศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของทั้ง 4 องค์กร โดยไม่ทำลายกลไกแหล่งทุนที่สนับสนุนงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ และยืนยันว่าการปฏิรูปควรคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชน ชุมชน และความต่อเนื่องของการสร้างเสริมสุขภาพ