5 หน่วยงานเผยมาตรการหนุนตลาดสินค้าสุขภาวะ ชี้ ‘กำกับแพลตฟอร์มออนไลน์’ โจทย์ใหญ่ของไทย
ผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานคณะกรรมอาหารและยา กรมสรรพสามิต BOI กรมบัญชีกลาง และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประสานเสียงสนับสนุนการยกระดับมาตรการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม และเห็นความจำเป็นที่ต้องมีมาตรการกำกับดูแลผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซื้อขายของออนไลน์ให้มีความรับผิดชอบต่อสุขภาวะของผู้บริโภค เพราะคนไทยหันมาซื้อของออนไลน์มากขึ้นและมีพฤติกรรม ‘easy-to-buy’ หรือตัดสินใจซื้อง่ายโดยที่ไม่ได้ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้ละเอียด
6 ต.ค. 2569 โคแฟคเข้าร่วมสังเกตการณ์วงเสวนา ‘กลไกการคลัง แรงจูงใจเชิงบวก และธรรมาภิบาลตลาดเพื่อสุขภาพ’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมวิชาการระดับชาติว่าด้วยปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพ ปี 2569 (NCDH 2026) ระหว่างวันที่ 5 – 7 ต.ค. 2569 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ
ภก.วราวุธ เสริมสินสิริ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวถึงสัญลักษณ์ “ทางเลือกสุขภาพ (Healthier Choice)” ซึ่งครบรอบ 10 ปี ว่าเป็นตัวอย่างการปรับนโยบายของ อย. จากเดิมที่มุ่งดูแลความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ไปสู่การสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการปรับกระบวนการผลิตเพื่อให้สินค้าตอบโจทย์ด้านสุขภาพมากขึ้น ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ได้รับเครื่องหมายรับรองแล้ว 3,922 ผลิตภัณฑ์ ในจำนวนนี้เป็นเครื่องดื่มมากที่สุด 2,652 ผลิตภัณฑ์
อย่างไรก็ตาม มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการฉลากทางเลือกสุขภาพประมาณร้อยละ 10 โดยอุปสรรคสำคัญคือการปรับสูตรเพื่อลดหวาน มัน เค็ม โดยยังต้องรักษาความนิยมของสินค้าในตลาด รวมถึงต้นทุนตั้งแต่การปรับกระบวนการผลิตจนถึงการตรวจวิเคราะห์ จึงเกิดคำถามว่าจะมีแรงจูงใจเพียงพอให้ผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนหรือไม่ ทั้งในด้านโอกาสทางการตลาดและมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ
ในปี 2570 อย. มีแผนสร้างความเป็นหุ้นส่วน (partnership) เพิ่มขึ้น ลดอุปสรรคในการขออนุญาต และสร้างความร่วมมือกับร้านค้าปลีกเพื่อนำผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากทางเลือกสุขภาพไปวางในจุดที่ผู้บริโภคมองเห็นได้ง่าย รวมถึงขยายแนวทางไปสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพในชุมชน
“Healthier Choice ตอนนี้ยังไม่ได้ลงไปในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารที่พร้อมบริโภค ต้องใช้กลไกอื่นขึ้นมาเพื่อปรับพฤติกรรม ส่วนการสร้างแรงจูงใจ ต้องมีความร่วมมือกับกลุ่มแพลตฟอร์มออนไลน์ ถ้าเรามีความร่วมมือให้ลดราคา ในส่วนของค่าธรรมเนียมการขาย (gross profit หรือค่า GP) ในกลุ่มร้านอาหารที่ลดเค็มได้ โดยเป็นลักษณะแนวความร่วมมือกัน ฉะนั้นสิ่งที่ธุรกิจจะมาร่วมกับเราวันนี้มันไม่ใช่เฉพาะเจ้าของผลิตภัณฑ์ น่าจะเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มสามารถมาร่วมกับเราได้” ภก.วราวุธกล่าว
ดร.บัญชร ส่งสัมพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักแผนภาษี กรมสรรพสามิต กล่าวถึงคุณูปการของเกณฑ์วัดต่าง ๆ ที่ อย. กำหนด เช่น ปริมาณน้ำตาล โซเดียมหรือพลังงาน ซึ่งทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้อ้างอิงในการออกมาตรการต่าง ๆ รวมถึงมาตรการทางภาษีที่มีผลต่อการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตเพื่อปกป้องสุขภาพของผู้บริโภค เช่น ในอดีตเบียร์มีดีกรีแอลกอฮอล์สูงเพราะผู้ประกอบการทำตามพฤติกรรมคนไทยที่ดื่มเบียร์ใส่น้ำแข็ง แต่เมื่อมีมาตรการเก็บภาษีตามปริมาณแอลกอฮอล์ก็ทำให้ผู้ผลิตปรับสูตรลดดีกรีลง
ดร. บัญชรให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ‘ภาษีความหวาน’ ว่าแม้จะเก็บภาษีได้มากขึ้นแต่ยังไม่ค่อยช่วยลดปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวกับการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานได้มากนัก เพราะทางเลือกยังมีจำกัด ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งระบบ อีกทั้งยังมีสินค้าใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามาในตลาดเรื่อย ๆ ดังนั้นอาจต้องพัฒนาตัวชี้วัดหรือกำหนดให้ร้านค้ามีชั้นวางสำหรับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสุขภาพ เพื่อให้เกิดช่องทางการตลาดที่เป็นทางเลือกมากขึ้นและสร้างการรับรู้ของผู้บริโภค
“ในส่วนของโซเดียม (ภาษีความเค็ม) ก็จะมีการกำหนดปริมาณโซเดียม เข้าใจว่าน้ำปลาร้าไม่มี เกลือไม่มี ส่วนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ถ้าต้มเส้นก่อนแล้วค่อยใส่เครื่องปรุง โซเดียมที่อยู่ในเส้นถูกล้างออก ปัจจุบัน healthier choice หลัก ๆ จะได้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโดยเฉพาะบะหมี่แห้งไม่ใช่บะหมี่น้ำ ถ้ากลับไปศึกษาพฤติกรรมของคนไทยกับการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มันยังมีช่องทางในการปรับได้มากขึ้น” ดร.บัญชรให้ความเห็น

ศิถี ตันบุนเต็ก ผู้อํานวยการกองส่งเสริมการลงทุน 1 (อุตสาหกรรมการเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพและการแพทย์) สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวว่า BOI ส่งเสริมการลงทุนของผู้ประกอบการั้งต่างประเทศและผู้ประกอบการไทย โดยอุตสาหกรรมเกษตร อาหารและเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นหนึ่งในประเภทอุตสาหกรรมที่สามารถขอรับสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนจาก BOI ได้ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่เป็นอาหารปลอดสารเคมี (organic food) อาหารทางการแพทย์ (medical food) แต่ปัจจุบันมีผู้ประกอบการมาขอรับการสนับสนุนไม่มากนัก
“ยกตัวอย่าง organic food ในการที่จะได้ [สัญลักษณ์รับรอง] ต้องผ่านมาตรฐาน กรอบการดำเนินงาน กระบวนการตั้งแต่เริ่มต้นจนออกมาเป็น organic food อาจต้องมีมากกว่าโครงการหรือผลิตภัณฑ์ปกติ และอาจต้องผ่านการรับรองจากหลายหน่วยงาน ข้อจำกัดเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ยังไม่เติบโตมากนัก หรือยังไม่ได้มาขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI มากนัก” ผู้เชี่ยวชาญจาก BOI กล่าว
อัมพวรรณ พุกดํา ผู้อํานวยการกลุ่มงานกฎหมายและระเบียบว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ กรมบัญชีกลาง กล่าวถึง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ว่า กฎหมายนี้นำมาสู่การออกกฎกระทรวงกําหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน พ.ศ.2563 โดยกฎกระทรวงฉบับที่ 2 ซึ่งออกเมื่อเดือน ธ.ค. 2563 ได้กำหนดเงื่อนไข ‘สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม’ ไว้ด้วย
สาระสำคัญคือหน่วยงานภาครัฐที่ประสงค์จะซื้อสินค้าที่ผ่านการรับรองจากกรมควบคุมมลพิษว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสามารถระบุไว้ในเอกสารข้อกำหนดรายละเอียด (ToR) ได้ และใน พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 มาตรา 65 ยังเปิดช่องไว้ด้วยว่าหน่วยงานภาครัฐไม่จำเป็นต้องใช้เฉพาะเกณฑ์ราคาเพียงอย่างเดียว แต่ใช้เกณฑ์คุณภาพร่วมประกอบการพิจารณาได้ แต่ประเด็นนี้ผู้ปฏิบัติอาจยังไม่ค่อยเข้าใจมากนัก ยังกำหนดการให้คะแนนไม่ถูก
“นโยบายการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Procurement) จะมีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ อย่างแน่นอน ถ้าสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รัฐส่งเสริมสนับสนุนแน่นอน อันนี้การันตีได้เลย เทรนด์มันมาแบบนี้จริง ๆ ถ้าสินค้าไหนที่มีนวัตกรรม คุณลองบอกเรามาว่ามันใหม่นะ มีกลไกทางวิทยาศาสตร์นะ ขนาดยาบางตัวที่ อย. รับรองแล้วก็ส่งผลมา” อัมพวรรณกล่าว
ดร.ชาริกา ชาญนันทพิพัฒน์ ผู้อํานวยการอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์และระบบนิเวศการลงทุนอย่างยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า สุขภาวะเกิดขึ้นตลอดเส้นทางของการดำเนินธุรกิจ บริษัทต้องคำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า โฆษณาเกินจริงหรือไม่ กระบวนการผลิตปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมและชุมชนข้างเคียงหรือไม่ เป็นต้น การให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาวะจึงสอดคล้องกับหลักการประเมินธุรกิจในด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล (Environment, Social, Governance: ESG) ความอยู่รอดของคนคือความอยู่รอดของบริษัท เพราะคนเป็นทั้งลูกค้าและพนักงาน
ดร.ชาริกาให้ข้อมูลว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยใช้ระบบประเมินที่เรียกว่า ‘FTSE Russell ESG Scores’ โดยองค์กรประเมินระดับสากลในการประเมินบริษัทจดทะเบียนในไทย ซึ่งมีตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะ เช่น ความรับผิดชอบต่อลูกค้าและผลิตภัณฑ์ การเข้าถึงโภชนาการที่ดีขึ้น ทำการตลาดโดยให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา การลดผลกระทบจากผลิตภัณฑ์ และเป้าหมายการลดการปล่อยมลพิษออกสู่สิ่งแวดล้อม เป็นต้น
หากเป็นกิจการก่อสร้างจะมีตัวชี้วัดเรื่องพนักงานและผู้รับเหมาได้รับการดูแลเรื่องความเสี่ยงความปลอดภัยอย่างไร มีการประเมินความเสี่ยงอย่างมีส่วนร่วมหรือไม่ แม้กระทั่งความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศที่ทำให้โลกร้อนขึ้นก็เริ่มมีคำถามว่ากระทบต่อสุขภาพคนอย่างไร มีตัวอย่างจากกิจการสิ่งทอที่สอบถามเข้ามาว่าความร้อนมีผลต่อประสิทธิภาพของพนักงานในโรงงานหรือไม่ ซึ่งก็เป็นเรื่องสุขภาวะเช่นกัน
“ตลาดหลักทรัพย์จัดทำโครงการ Jump+ (จัมป์พลัส) ที่สนับสนุนการปรับปรุงแผนธุรกิจเพื่อเพิ่มมูลค่าองค์กรร่วมกับทางที่ปรึกษา โดยตลาดหลักทรัพย์ให้ทุนสนับสนุนเพิ่มเติม บริษัทที่เข้าร่วมโครงการได้ยกระดับแผนการดำเนินธุรกิจในหลายด้าน ทั้งแผนกำไร แผนลดต้นทุน และแผนยกระดับสุขภาวะ เช่น มีบริษัทที่มีแผนขยายสินค้ากลุ่มส่งเสริมชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (longevity และ wellness) ฉะนั้นเขาก็จะมีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่โปรตีนสูง น้ำตาลต่ำหรือไขมันต่ำ เพื่อรองรับผู้บริโภคเพิ่มเติมด้วย” ดร.ชาริกากล่าว
ในช่วงท้าย ผศ.ดร.ธีทัต ชวิศจินดา หัวหน้าโครงการทบทวนภูมิทัศน์กฎหมายเพื่อการกํากับ CDoH ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการ กล่าวเสริมในประเด็นบทบาทของแพลตฟอร์มสั่งสินค้าออนไลน์กับการส่งเสริมผลิตภัณฑ์อาหารที่ดีต่อสุขภาพว่า พฤติกรรมการบริโภคและซื้อสินค้าของคนไทยเปลี่ยนไปเป็นการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ในคณะทำงานทบทวนกฎหมายจึงพูดถึงการออกแบบนโยบายกำกับดูแลแพลตฟอร์มซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่และเป็นโจทย์ท้าทายสำหรับประเทศไทย โดยมีการเสนอทั้งมาตรการให้รางวัลสร้างแรงจูงใจและการลงโทษ
“มาตรการที่มีการเสนอในเบื้องต้นให้แพลตฟอร์มดำเนินการ เช่น ให้ผู้ประกอบการแสดงรายการต่าง ๆ เพราะการสั่งอาหารเป็นโปรโมชัน ถ้าเขายิงโปรโมชันใส่เราได้เขาต้องยิงโปรโมชัน healthier choice ได้ เราเริ่มเห็นแล้วว่าคนไทยมีพฤติกรรม ‘easy to buy’ คือตัดสินใจซื้อง่าย ดังนั้นจะมีกลไกไหนที่กำกับดูแลเรื่องความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มซึ่งก็ต้องเรียกว่าเป็นเรื่องใหม่มาก ๆ” ผศ.ดร.ธีทัตกล่าว
