ถึงยากแต่ท้อไม่ได้! นักตรวจสอบข้อเท็จจริงชี้ ยุค AI ต้องผนึกกำลังรับมือข่าวลวง แม้ไร้แรงหนุนจากแพลตฟอร์ม

2 ต.ค. 2569 — ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับสมาคมเพื่อความถูกต้องและความปลอดภัยของข้อมูลข่าวสารแห่งโอเชียเนีย-เอเชีย (Oceania-Asia Society for Information Integrity & Safety: OASIIS) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ ประเทศไทย (FNF) จัดเสวนาหัวข้อ “พรมแดนใหม่ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงยุคอัลกอริทึมและข้อมูลประดิษฐ์” ณ โรงแรมโนโวเทล สยาม กรุงเทพมหานคร โดยมี ชาฮายา ฮาลิฟ เป็นผู้ดำเนินรายการ

เวทีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อยกระดับการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการพิสูจน์ความถูกต้องของข้อมูลสู่มาตรฐานสากล โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากไทยและต่างประเทศร่วมแลกเปลี่ยนถึงความท้าทายของการทำงานในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้การผลิตและเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนทำได้ง่าย รวดเร็ว และแนบเนียนยิ่งขึ้น พร้อมย้ำว่า การรับมือกับปัญหานี้ไม่อาจเป็นภารกิจขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่จำเป็นต้องสร้างความร่วมมือทั้งในประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับสากล

ณัฐพล ทุมมา เจ้าหน้าที่เนื้อหาสื่อดิจิทัลอาวุโส Thai PBS Verify กล่าวว่า การพัฒนาอย่างรวดเร็วของ AI ทำให้วิธีสังเกตเนื้อหาปลอมแบบเดิมแทบใช้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะ AI สามารถสร้างภาพ เสียง และวิดีโอที่ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น ขณะเดียวกันยังถูกนำไปใช้หลากหลายวัตถุประสงค์ ตั้งแต่เป็นภาพประกอบข่าว ไปจนถึงการสร้างเนื้อหาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ สร้างยอดการมีส่วนร่วม หรือชักจูงความเชื่อของผู้คน  สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าความแนบเนียนของเนื้อหาปลอม คือการที่ข้อมูลเหล่านี้สามารถ “จี้จุดอ่อน” และกระตุ้นอารมณ์ของผู้รับสาร ขณะที่อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มมีส่วนเร่งการกระจายข้อมูลบิดเบือน จนนำไปสู่การรวมกลุ่มของคนที่เชื่อข้อมูลแบบเดียวกันและปิดกั้นความคิดเห็นที่แตกต่าง

“เมื่อความจริงกับความปลอมแยกไม่ออก คนก็เริ่มไม่เชื่อสิ่งที่เห็น และหันไปเชื่อความรู้สึกของตัวเองมากกว่าข้อเท็จจริง แม้ข่าวนั้นจะได้รับการตรวจสอบแล้วก็ตาม สุดท้าย AI อาจทำให้คนมองเรื่องปลอมเป็นเรื่องปกติ และเลือกเชื่อความคิดของตัวเองมากขึ้น” ณัฐพลกล่าว

ณัฐพล ทุมมา เจ้าหน้าที่เนื้อหาสื่อดิจิทัลอาวุโส Thai PBS Verify

ปารุล โกสวามี ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการ DataLEADS ประเทศอินเดีย กล่าวว่า คนทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงเปรียบเสมือน “มดงาน” ที่มีความสำคัญ แต่กลับมีข้อจำกัดทั้งด้านจำนวนบุคลากรและงบประมาณ ขณะที่สื่อสังเคราะห์ (Synthetic Media) เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเป็นไปไม่ได้ที่จะตรวจสอบเนื้อหาทุกชิ้น

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มทักษะให้คนทำงาน Fact-checking เท่านั้น แต่ต้องทำให้ประชาชนมีทักษะรู้เท่าทันสื่อและ AI ไปพร้อมกัน รวมถึงยกระดับกรอบการตรวจสอบจากเดิมที่มุ่งตอบว่า “จริงหรือเท็จ” ไปสู่การตรวจสอบว่า ข้อมูลนั้นมาจากไหน ใครเป็นผู้สร้าง และมีวัตถุประสงค์อะไร

“เราจะหยุดอยู่กับที่ไม่ได้ เมื่อก่อนเราอาจตอบคำถามแค่ว่าข้อมูลนั้นจริงหรือเท็จ แต่วันนี้ต้องไปไกลกว่านั้น ต้องดูว่ามาจากไหน และมีวัตถุประสงค์อะไร” ปารุลกล่าว

ปารุล โกสวามี ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการ DataLEADS ประเทศอินเดีย

พีรพล อนุตรโสตถิ์ หัวหน้าศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้ AI จะถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้ไม่หวังดี แต่ฝ่ายที่ทำงานต่อต้านข่าวลวงก็ควรนำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเช่นกัน อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญคือทรัพยากรและเงินลงทุน เพราะการพัฒนา AI ที่มีประสิทธิภาพสูงจำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก  ความท้าทายคือท่าทีของแพลตฟอร์มที่อาจให้ความสำคัญกับการเติบโตทางธุรกิจมากกว่างานตรวจสอบข้อเท็จจริง ทั้งที่แพลตฟอร์มรายใหญ่มีเทคโนโลยีและ AI ขั้นสูง แต่ยังพบโฆษณาหลอกลวงและเนื้อหาจากมิจฉาชีพเข้าถึงผู้ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง

พีรพลเห็นว่า คนทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงจำเป็นต้องเข้าใจธรรมชาติและแรงจูงใจทางธุรกิจของแพลตฟอร์มมากขึ้น เพื่อออกแบบวิธีทำงานและความร่วมมือที่สามารถสร้างผลกระทบได้จริง

พีรพล อนุตรโสตถิ์ หัวหน้าศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)

เซ็ปเตียจี เอโก นูโกรโฮ ประธานและผู้ร่วมก่อตั้ง Mafindo ประเทศอินโดนีเซีย กล่าวว่า มาฟินโดเป็นเครือข่ายที่อิงกับชุมชน (Community Base Network) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับนักข่าวพลเมือง ผู้เข้าร่วมมาจากทั้งสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปที่เห็นความสำคัญของการต่อสู้กับปัญหาข่าวลวง โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้งจะเป็นการทำงานที่หนักมาก แต่ก็มองเห็นโอกาสที่จะขยายตัวไปยังอินฟลูเอนเซอร์ แม้คนเหล่านี้ไม่ใช่นักข่าวที่อยู่กับสำนักข่าว แต่ก็เป็นกระบอกเสียงเหมือนกัน  

ขณะที่สถานการณ์ข่าวลวง หากเป็นคนที่อยู่มาตั้งแต่ก่อนยุค AI ก็จะเห็นวิวัฒนาการของการผลิตข้อมูลเท็จตั้งแต่ยุคที่ใช้การเขียนและไม่ได้ใช้เทคโนโลยีอะไรมากนัก มาจนถึงยุคที่เริ่มมีเทคโนโลยีปลอมแปลงภาพและเสียง (Deepfake) ได้แนบเนียนขึ้น และล่าสุดที่กำลังกังวลกันอยู่คือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถวางแผนและตัดสินใจเองได้ (Agentic AI) สวนทางกับคนทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ดังนั้นการร่วมมือร่วมใจกันทำงานจึงมีความสำคัญ

“ตอนนี้ยิ่งต้องรวมพลังกัน จะคิดว่าองค์กรใดองค์กรหนึ่งเก่งและทำทุกอย่างคนเดียวไม่ได้ การใช้ AI ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องหลอกลวงเพียงอย่างเดียว แต่ใช้ประโยชน์ได้อีกหลายด้าน เพราะฉะนั้นต้องช่วยกันทำเป็นหมู่คณะ” เซ็ปเตียจีกล่าว

เซ็ปเตียจี เอโก นูโกรโฮ ประธานและผู้ร่วมก่อตั้ง Mafindo ประเทศอินโดนีเซีย

ด้าน ณัฐกร ปลอดดี บรรณาธิการตรวจสอบข้อเท็จจริง สำนักข่าวเอเอฟพี (AFP) กล่าวว่า AI มีทั้งด้านที่ช่วยลดภาระการทำงานและด้านที่เพิ่มความท้าทายจากการผลิตสื่อปลอม แต่กระบวนการตรวจสอบพื้นฐาน เช่น การตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่งหรือ Triangulation ยังคงมีความสำคัญ  แม้แต่ละองค์กรสามารถผลิตงานตรวจสอบของตนเองเพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องเข้าถึงประชาชนได้ แต่ในภาพใหญ่จำเป็นต้องมีความร่วมมือระหว่างองค์กร เพราะขนาดและความเร็วของปัญหาข้อมูลบิดเบือนในปัจจุบันเกินกว่าที่หน่วยงานใดจะรับมือได้เพียงลำพัง

ณัฐกร ปลอดดี บรรณาธิการตรวจสอบข้อเท็จจริง สำนักข่าวเอเอฟพี (AFP)

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัญหาข้อมูลเท็จและข้อมูลบิดเบือนมีความซับซ้อนมากขึ้นในยุค AI และ Deepfake อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านจิตวิทยา อารมณ์ และพฤติกรรมของผู้รับสาร การแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยการทำงานแบบบูรณาการ ไม่จำกัดเฉพาะภายในประเทศ แต่ต้องเชื่อมโยงเครือข่ายในระดับภูมิภาคและระดับสากล  การทำงานร่วมกับองค์กรและผู้เชี่ยวชาญ เช่น OASIIS จึงมีความสำคัญทั้งในมิติของการยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบข้อเท็จจริง การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสร้างกลไกประสานงานระหว่างองค์กร ซึ่งจะช่วยเพิ่มพลังและอำนาจต่อรองในการทำงานกับแพลตฟอร์มและภาคส่วนต่าง ๆ

“โลกใหม่ไม่ใช่เรื่องความสามารถขององค์กรใดองค์กรหนึ่งอีกต่อไป แต่เป็นคำถามว่าเราจะทำงานร่วมกันอย่างไร ประสานงานกันอย่างไร และนำปัญหาที่แต่ละฝ่ายเผชิญมาช่วยกันแก้ไขได้อย่างไร” สุภิญญา กล่าว