IMN แนะสื่อวิชาชีพช่วยคลี่คลายภาพจำอคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์ และนำเสนอรอบด้าน

IMN ชี้ข้อมูลผิดและภาพจำในอดีตถูกผลิตซ้ำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยมี AI เป็นเครื่องมือช่วยขยายอคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์ ยกกรณีไฟป่า–PM2.5 ชุมชนบนที่สูงถูกเหมารวมเป็นต้นเหตุ ทั้งที่หลายพื้นที่เป็นกำลังหลักดูแลป่าและดับไฟ พร้อมเรียกร้องสื่อวิชาชีพลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ช่วยคลี่คลายมายาคติและสร้างความเข้าใจต่อสังคมพหุวัฒนธรรม

วันที่ 14 กันยายน 2569 –  รายการ Cofact Live Talk ทางเพจเฟซบุ๊ก “Cofact โคแฟค” โดย สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (ประเทศไทย) สนทนากับ พนม ทะโน จาก Indigenous Media Network (IMN) หรือเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง ในหัวข้อ “ปลดล็อกอคติ ทบทวนเรื่องเล่าจากยุคอดีต สู่อัตลักษณ์ชาติพันธุ์/ชนเผ่าพื้นเมืองในยุค AI” เพื่อแลกเปลี่ยนถึงผลกระทบจากข้อมูลผิดและอคติที่มีต่อกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงบทบาทของสื่อมวลชนในการนำเสนอข้อเท็จจริงและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสังคม

พนม กล่าวว่า IMN ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้ชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย ผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งเว็บไซต์ imnvoices.com และ เฟซบุ๊ก ‘IMN เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง’ พร้อมพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่ที่เป็นชนเผ่าพื้นเมืองให้สามารถสื่อสารเรื่องราวของตนเอง รวมถึงเชื่อมโยงการทำงานกับสื่อมวลชนและสถาบันการศึกษา เพื่อให้การนำเสนอประเด็นเกี่ยวกับชนเผ่าพื้นเมืองมีความถูกต้องมากขึ้น

พนม ทะโน ประธาน Indigenous Media Network (IMN) หรือเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง

จากการทำงานที่ผ่านมาพบปัญหาการสร้างอคติ การตีตรา และการเหมารวมกลุ่มชาติพันธุ์ ในอดีตอาจพบผ่านสื่อกระแสหลัก แต่ปัจจุบันเมื่อประชาชนทุกคนสามารถเป็นผู้ผลิตและเผยแพร่ข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ได้ ข้อมูลผิดหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากอดีตจึงถูกนำกลับมาผลิตซ้ำบนแพลตฟอร์มใหม่ได้ง่ายขึ้น โดยมี AI เป็นเครื่องมือช่วยผลิตเนื้อหา ทำให้การเหมารวมบางประเด็นขยายตัวและสร้างผลกระทบต่อชุมชนรุนแรงขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 และไฟป่า โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งกลุ่มชาติพันธุ์มักถูกเหมารวมว่าเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหา ทั้งที่ในความเป็นจริง หลายชุมชนมีบทบาทในการดูแลป่า เตรียมแนวกันไฟ เฝ้าระวัง และเข้าดับไฟเมื่อเกิดเหตุ

การทำแบบนี้ส่งผลกระทบมิติแรกเลยเป็นรูปธรรม กระทบต่อจิตใจคนที่เขาดูแลป่า แต่ละชุมชนเริ่มทำงานตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ เตรียมแนวกันไฟ แทบไม่ได้พักผ่อน ยิ่งถึงฤดูไฟป่าก็ต้องผลัดกันเข้าป่า ทั้งผู้หญิงผู้ชาย เพื่อเฝ้าระวังและดับไฟ คนที่ใกล้ชิดกับไฟที่สุด คนที่ทำงานหนักมากที่สุด กลับกลายเป็นคนที่ถูกด่าเยอะที่สุด” พนมกล่าว

นอกจากนี้ เมื่อข้อมูลที่ไม่ถูกต้องถูกขยายจนกลายเป็นกระแสสังคม ยังอาจส่งผลไปถึงการกำหนดนโยบายหรือมาตรการที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงในพื้นที่ เช่น การกำหนดมาตรการห้ามเผาอย่างเด็ดขาด ขณะที่บางคำสั่งห้ามประชาชนเข้าป่า แต่ในอีกด้านกลับกำหนดให้ชุมชนมีหน้าที่ช่วยดับไฟป่าเมื่อเกิดเหตุ พร้อมกำหนดบทลงโทษต่อผู้นำชุมชน ทำให้ผลกระทบจากข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาพลักษณ์หรือความรู้สึก แต่ยังเชื่อมโยงถึงวิถีชีวิตและการจัดการปัญหาในพื้นที่ด้วย

ภาพหน้าเพจ เฟซบุ๊ก ‘IMN เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง’

พนมกล่าวถึงบทบาทของสื่อมวลชนว่า ปัจจุบันสื่อยังมีข้อจำกัดในการลงพื้นที่ โดยเฉพาะด้านงบประมาณและทรัพยากร ทำให้บางครั้งไม่สามารถเข้าไปพูดคุยหรือทำความเข้าใจวิถีชีวิตของประชาชนที่ตกเป็น “จำเลยสังคม” ได้อย่างเพียงพอ แม้ข้อเท็จจริงจะมีอยู่ในพื้นที่ แต่หากขาดการลงพื้นที่เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นออกมาสู่สาธารณะ ก็อาจทำให้เรื่องราวถูกนำเสนอเพียงด้านเดียว

คนที่จะพูดแล้วมีเสียงดังมากที่สุด ผมคิดว่าก็คือพี่น้องสื่อมวลชน คนที่อาจไม่ใช่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ เพราะถ้าชาวบ้านพูด บางทีเขาอาจคิดว่าแก้ตัว คำอธิบายอาจถูกมองเป็นข้อแก้ตัวมากกว่า แต่ถ้ามีสื่อมวลชน สื่อวิชาชีพที่มีหลักจรรยาบรรณ มีจริยธรรม เข้าไปเป็นบุคคลที่สามที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย แต่รายงานข้อเท็จจริงตามสถานการณ์พื้นที่ ผมเชื่อว่าจะช่วยคลี่คลายมายาคติและภาพจำเชิงลบได้” พนมกล่าว

สำหรับข้อสังเกตที่ว่า IMN มีบทบาททั้งในฐานะตัวแทนชนเผ่าพื้นเมืองและสื่อมวลชน ซึ่งอาจถูกตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือหรือการนำเสนอข้อมูลที่เข้าข้างกลุ่มชาติพันธุ์ พนมกล่าวว่า การทำงานสื่อต้องยึดการนำเสนอข้อเท็จจริงเป็นหลัก และระมัดระวังไม่ให้การพาดหัวข่าวหรือการนำเสนอข้อมูลกลายเป็นการตีตราหรือเหมารวมฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ขณะเดียวกัน IMN มีกระบวนการกองบรรณาธิการช่วยตรวจสอบเนื้อหา และทำงานกับเจ้าของเสียงหรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่จริง โดยพยายามแยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็นของแหล่งข่าวให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้รับสารสามารถพิจารณาข้อมูลได้ด้วยตนเอง 

ผมยังเชื่อมั่นในมิติของการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์และการทำให้เห็นคุณค่าของความหลากหลายในสังคมไทยที่เป็นสังคมพหุวัฒนธรรม ถ้าเราเปิดใจรักเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างเท่าเทียม ประเทศไทยมีต้นทุนความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ภาษา อัตลักษณ์ และวิถีชีวิตอยู่มาก เราไปถึงจุดนั้นดีกว่า แทนที่จะอยู่ในจุดที่สร้างความขัดแย้งและเกลียดชังซึ่งกันและกัน” พนมกล่าว