ความเกลียดชังไม่ใช่เรื่องตลก! ‘Hate Speech’ จากปั่นกระแสด้วยถ้อยคำ..สู่ใช้กำลังทำร้ายจริง

Zhang Taehun

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กระแสความไม่พอใจชาวต่างชาติดูเหมือนจะเป็นประเด็นที่พบมากขึ้นในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นต่อนักท่องเที่ยว นักลงทุน และโดยเฉพาะกับแรงงานข้ามชาติ ยิ่งในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา (2568-2569) ที่ไทยมีปัญหาความขัดแย้งชายแดนกับกัมพูชา พบความเคลื่อนไหวของชาวไทยบางส่วนในการออกไปไล่ล่าทำร้ายชาวกัมพูชาที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย จนแม้แต่ทางตำรวจยังต้องออกมาเตือนว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการกระทำผิดกฎหมาย

แต่นอกจากความรุนแรงทางกายภาพแล้ว ยังมีความความรุนแรงทางออนไลน์ในลักษณะที่เป็น ‘ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) ซึ่งบางกรณีก็เชื่อมโยงกับความรุนแรงในโลกจริง เช่น เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2569 มีข่าวกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ลอบเผาที่พักแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมา และเมื่อถูกจับกุมก็รับสารภาพเข้าใจผิดคิดว่าเป็นที่พักแรงงานชาวกัมพูชา นอกจากนั้นเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2569 เพจเฟซบุ๊กสำนักข่าวท้องถิ่นเพจหนึ่ง โพสต์ตั้งคำถามเปรียบเทียบลูกครึ่งเมียนมา-ไทย กับชาวตะวันตก-ไทย ซึ่งทั้งสองกรณีจะพบการแสดงความคิดเห็นในเชิงตลกขบขันและไม่มองว่าเป็นการเหยียดหรือการสนับสนุนความรุนแรง

ข่าววัยรุ่นไทยเผาที่พักแรงงานเมียนมาเพราะเข้าใจผิดว่าเป็นแรงงานกัมพูชา และโพสต์เปรียบเทียบลูกครึ่งเมียนมา-ไทย กับชาวตะวันตก-ไทย
มีการเข้าไปแสดงความคิดเห็นในเชิงตลกขบขัน

Hate Speech คืออะไร?

เมื่อดูนิยามสากล เช่น องค์การสหประชาชาติ (UN) ให้คำอธิบายว่า Hate Speech หมายถึง “การสื่อสารทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการพูด การเขียน หรือพฤติกรรม ที่โจมตีหรือใช้ภาษาที่ดูหมิ่นหรือเลือกปฏิบัติต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลโดยอิงจากตัวตนของคนเหล่านั้น กล่าวคือ อิงจากศาสนา ชาติพันธุ์ สัญชาติ เชื้อชาติ สีผิว เชื้อสาย เพศ หรือปัจจัยอื่น ๆ ที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของบุคคล” ซึ่งแม้จะไม่ใช่คำจำกัดความทางกฎหมายและมีความหมายกว้างกว่าการยุยงให้เกิดการเลือกปฏิบัติ ความเป็นปรปักษ์ หรือความรุนแรง ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ แต่ก็มีคุณลักษณะสำคัญสามประการ ดังนี้

  1. คำพูดที่แสดงความเกลียดชังสามารถสื่อสารได้ผ่านรูปแบบการแสดงออกใด ๆ ก็ได้ รวมถึงภาพ การ์ตูน มีม วัตถุ ท่าทาง และสัญลักษณ์ และสามารถเผยแพร่ได้ทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์
  2. คำพูดที่แสดงความเกลียดชัง คือ คำพูดที่เลือกปฏิบัติ (มีความลำเอียง อคติ หรือไม่ยอมรับความแตกต่าง) หรือดูหมิ่น (มีอคติ ดูถูก หรือลดทอนคุณค่า) บุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
  3. คำพูดที่แสดงความเกลียดชังนั้นกล่าวถึง ‘ปัจจัยด้านอัตลักษณ์’ ที่แท้จริงหรือที่รับรู้ได้ของบุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งรวมถึงศาสนา เชื้อชาติ สัญชาติ เผ่าพันธุ์ สีผิว เชื้อสาย เพศ หรือรวมถึงลักษณะต่าง ๆ เช่น ภาษา ภูมิหลังทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความพิการ สุขภาพ รสนิยมทางเพศและอื่น

ขณะที่ในไทย สำนักงานราชบัณฑิตยสภาแปล Hate Speech เป็นภาษาไทยว่าประทุษวาจา และอธิบายว่าหมายถึง “คำพูดที่เป็นการข่มขู่ คุกคาม สบประมาท ยั่วยุให้เกิดความเกลียดชัง การเลือกปฏิบัติ และความรุนแรง” พร้อมกับเล่าที่มาของคำนี้ว่าเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ยุค 1980 (ปี 2523-2532) ท่ามกลางการต่อสู้ทางความคิด เมื่อสถาบันการศึกษาหลายแห่งออกมาเตือนเรื่องการใช้ภาษาที่มีอคติทางเพศและการกล่าวคำดูถูกเย้ยหยันกลุ่มชาติพันธุ์ แต่อีกด้านหนึ่ง หลายครั้งศาลสหรัฐฯ มักตัดสินว่าการใช้ถ้อยคำดังกล่าวไม่ผิดกฎหมายโดยอ้างหลักการเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

ภาพจาก Dart News สื่อว่าถ้อยคำสร้างความเกลียดชังเป็นความรุนแรงไม่ต่างจากกระสุนที่ถูกยิงออกจากกระบอกปืน

เมื่อความรุนแรงลุกลามจากคำพูดสู่การใช้กำลัง

นอกจาก Hate Speech แล้วยังมีอีกคำหนึ่งคือ Hate Crime หรือ อาชญากรรมจากความเกลียดชัง ซึ่งสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) ให้นิยามว่าหมายถึง “การกระทำความผิดทางอาญาต่อบุคคลหรือทรัพย์สินที่ได้รับแรงจูงใจทั้งหมดหรือบางส่วนจากอคติของผู้กระทำความผิดต่อเชื้อชาติ ศาสนา ความพิการ รสนิยมทางเพศ ชาติพันธุ์ เพศ หรืออัตลักษณ์ทางเพศ” อย่างไรก็ตาม FBI ย้ำด้วยว่า ลำพังความเกลียดชังไม่ถือเป็นความผิดในตัวของมันเอง และ FBI ตระหนักถึงเสรีภาพในการแสดงออก

เช่นเดียวกับกองบัญชาการตำรวจนครบาลของอังกฤษ (Metropolitan Police) ให้นิยาม Hate Crime เหมือนกับ FBI ของสหรัฐฯ แต่ที่แตกต่างกันคือหน่วยงานสหรัฐฯ กล่าวถึงพฤติกรรมการก่อเหตุไว้เพียงทางกายภาพเท่านั้น เช่น การวางเพลิง ฆาตกรรม ทำลายทรัพย์สิน ส่วนหน่วยงานของอังกฤษยังรวมถึงการก่อเหตุในเชิงการใช้คำพูดหรือถ้อยคำด้วย เช่น การด่าทอ ข่มขู่ ตลอดจนการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชัง

บทความ ‘Hate speech and real harm’ โดย UN ระบุว่า “แม้การใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) เพื่อเผยแพร่ความเกลียดชังจะเป็นเรื่องใหม่ แต่การใช้การแสดงออกต่อสาธารณะเป็นอาวุธเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองนั้นมีมานานแล้ว” พร้อมกับยกตัวอย่างหลายเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่จุดเริ่มต้นของความรุนแรงทางกายภาพมาจากการใช้ถ้อยคำปลุกระดมสร้างอคติและความเกลียดชังแบบเหมารวม จนทำให้คนทั่วไปในสังคมมองว่าการกระเข่นฆ่าทำร้ายประชากรบางกลุ่มสามารถทำได้เป็นเรื่องปกติไม่ผิดอะไร เช่น

  • การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พรรคนาซีที่ปกครองเยอรมนีไม่ได้เริ่มต้นด้วยการส่งชาวยิวเข้าค่ายกักกันและสังหารด้วยก๊าซพิษจนมีผู้เสียชีวิตกว่า 6 ล้านราย แต่เริ่มจากการปิดกั้นการนำเสนอข่าวอย่างเป็นอิสระของสื่อมวลชนแล้วแทนที่ด้วยสื่อโฆษณาชวนเชื่อจากรัฐที่ว่าด้วยเนื้อหาสร้างความเกลียดชังและอคติแบบเหมารวม รวมถึงการใช้ข้อมูลเท็จ
  • การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวกัมพูชาในยุคเขมรแดง ช่วงปี 2518 – 2522 การเคลื่อนไหวของกลุ่มเขมรแดงตั้งแต่เริ่มหาแนวร่วมจนถึงวันที่ได้อำนาจปกครองประเทศ ใช้การโฆษณาชวนเชื่อเพื่อหาสมาชิกจากชาวกัมพูชาในชนบทด้วยการปั่นกระแสสร้างความเกลียดชังชาวกัมพูชาที่อยู่ในเมือง รวมถึงผู้เห็นต่างทางการเมืองและชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ เป็นที่มาของนโยบายแบบสุดโต่ง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 2 ล้านรายในเวลาเพียง 4 ปี
  • การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวทุดซีในสงครามกลางเมืองรวันดา ปี 2537 รวันดาเป็นประเทศที่มีกลุ่มชาติพันธุ์ฮูตูเป็นประชากรส่วนใหญ่ และมีจำนวนมากกว่ากลุ่มชาติพันธุ์ทุดซี ซึ่งในช่วงที่ทั้งสองกลุ่มเกิดความขัดแย้งกัน แกนนำฝ่ายฮูตูได้ปลุกระดมผ่านสื่อวิทยุให้เกลียดชังชาวทุดซีแบบเหมารวม นำไปสู่การปล้น ฆ่า ข่มขืนขาวทุดซี รวมถึงชาวฮูตูที่ไม่เห็นด้วยกับการปลุกระดมอคติดังกล่าว มีการประมาณการผู้เสียชีวิตสูงถึง 1 ล้านราย

เกลียดชังเขา..แต่ประชากรเราก็เกิดน้อยลง  

ในขณะที่ด้านหนึ่งพบการ ‘ปั่น’ และ ‘แชร์’ กระแสความเกลียดชังหรือด้อยค่าประชากรข้ามชาติในพื้นที่ออนไลน์ของสังคมไทย แต่อีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยได้เข้าสู่ ‘สังคมสูงวัย’ สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นสวนทางกับเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในมุมมองของ ผศ.ดร.สักกรินทร์ นิยมศิลป์ อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล สถานการณ์แบบนี้ทำให้อัตราการพึ่งพิงของผู้สูงอายุต่อวัยแรงงานเพิ่มสูงขึ้นด้วย ส่งผลกระทบ เช่น คนวัยทำงานต้องแบกรับการจ่ายภาษีสูงขึ้น ระบบประกันสังคมขาดทุน เพราะเงินไหลออกไปในทางสวัสดิการต่าง ๆ ในจำนวนมากกว่ารายรับที่รัฐจัดเก็บได้

และแม้จะมีความพยายามแก้ไข เช่น ขยายอายุเกษียณ ใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรหรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทดแทนแรงงาน แต่ก็มีงานบางประเภทที่จักรกลทำแทนมนุษย์ได้ยาก อาทิ งานภาคบริการอย่างการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วย จำเป็นต้องอาศัยทักษะความเป็นมนุษย์ ต้องปฏิสัมพันธ์แบบพบหน้าสบตากัน หรืองานต้อนรับนักท่องเที่ยวที่การสร้างความประทับใจคงเกิดขึ้นไม่ได้หากให้หุ่นยนต์มาทำเมื่อเทียบกับการมีพนักงานเป็นมนุษย์ที่แสดงออกสีหน้าท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใส ยังไม่นับภาคเกษตรและประมงที่คนรุ่นเก่าแก่ชราทยอยเกษียณแต่รุ่นลูกหลานไม่สานต่อ ทำให้ขาดแคลนแรงงานและผู้มีทักษะจำนวนมาก

(ซ้าย) สถิติประชากรเกิดและตายในประเทศไทย ซึ่งจำนวนคนเกิดลดลงต่อเนื่อง (ขวา) ผศ.ดร.สักกรินทร์ นิยมศิลป์
(ที่มา: มติชน, กองบริหารงานทั่วไป มหาวิทยาลัยมหิดล)

“เราได้ผลประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติปีหนึ่งเยอะมาก ถ้าเราไม่มีแรงงานเหล่านี้ GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวม) เราก็คงจะหดตัว แล้วก็จะมีผลต่อราคาค่าครองชีพเพิ่มขึ้น อาหารราคาแพงขึ้น ค่าจ้างแรงงานรายวันสูงขึ้น แล้วคนไทยจะทำอย่างไรถ้ารายได้ไม่เพิ่มแต่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น เราก็จะจนลงโดยเปรียบเทียบ คนไทยจำนวนหนึ่งเขาไม่เข้าใจประเด็นเหล่านี้ว่าเราต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติ จริง ๆ แรงงานข้ามชาติสร้างประโยชน์ให้กับเรามาก แต่จะมีวาทกรรมที่มาจากอคติทางเชื้อชาติของกลุ่มที่เรียกว่า ‘ขวาตกขอบ’ ที่ใช้ข้อมูลเท็จหรือใช้กระแสอารมณ์ปลุกปั่นเพื่อความสนุกหรือเพื่ออคติ’ ผศ.ดร.สักกรินทร์กล่าว

ผศ.ดร.สักกรินทร์กล่าวต่อไปถึงการที่ประเทศไทยออก พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 และกำลังทยอยออกกฎหมายลูก เป็นภาพสะท้อนว่ารัฐไทยรวมถึงฝ่ายความมั่นคงให้ความสำคัญกับหลักคิดเรื่องสังคมพหุวัฒนธรรม ซึ่งปัจจุบันสังคมไทยอาจยังไม่ค่อยตระหนักแต่ต่อไปน่าจะช่วยให้ผู้คนเปิดใจและทำความเข้าใจวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมากขึ้น แต่ที่อยากเสนอแนะเพิ่มเติมคือรัฐบาลควรใช้เรื่องนี้เป็นนโยบายระดับชาติ โดยเฉพาะต้องเริ่มปลูกฝังผ่านระบบการศึกษา เช่น การมีนักเรียนหลายเชื้อชาติอยู่ในชั้นเรียนเดียวกัน

เรื่องนี้มีตัวอย่างในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร ซึ่งมีอุตสาหกรรมอาหารทะเลและมีแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมาก ในโรงเรียนก็จะมีทั้งเด็กไทย พม่า มอญ เรียนร่วมกันเป็นปกติไม่มีปัญหาอะไร ดังนั้นการทำให้คนเชื้อชาติต่าง ๆ มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันโดยไม่แบ่งแยกชุมชน จะทำให้เกิดการเรียนรู้และความเข้าใจกัน เมื่อบุคคลมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกันแล้วก็จะเปิดกว้างมากขึ้นและลดอคติลง

ผศ.ดร.สักรินทร์กล่าวว่าในทางกลับกัน เมื่อเราเห็นประชากรต่างชาติที่ไม่รู้จักคุ้นเคย แต่มีการเสพสื่อต่าง ๆ จนเกิดอารมณ์ร่วม เกิดความรู้สึกว่าคนเหล่านั้นเลวร้าย กลัวว่าจะมาก่ออาชญากรรม ลักษณะนี้เรียกได้ว่าเราไม่ค่อยรู้เท่าทันสื่อเท่าใดนัก ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือข่าวปลอม หรืออะไรคือเนื้อหาที่ผลิตโดย AI หรือสร้างขึ้นผ่านปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ซึ่งก็เป็นปัญหาในสังคมไทยอยู่แล้ว คือเราเชื่ออะไรง่ายเกินไป เช่น โฆษณาอาหารเสริม ดังนั้นแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ควรลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อคัดกรองเนื้อหาเท็จออกไปก่อนเผยแพร่

“อีกประเด็นคือผมอยากเสนอให้ออกกฎหมายเรื่อง Hate Speech ที่มีมูลเหตุจากเชื้อชาติ สัญชาติ วัฒนธรรมต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะมันเกิดความแตกแยกทางสังคม เราควรเน้นเรื่องบูรณาการสังคมให้คนเกิดความสามัคคี สังคมไม่แตกแยกขัดแย้งจนเป็นปัญหาที่เราแก้ไม่ได้ คนไทยอคติก็ส่วนหนึ่ง แต่ถ้าคนข้ามชาติด้วยที่อยู่ในเมืองไทยมีอคติเกลียดคนไทยขึ้นมาแบบนี้มันจะเป็นปัญหา” อาจารย์สักกรินทร์เสนอแนะ

ด้าน วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ยกตัวอย่างกรณีที่ กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับ Hate Speech เช่น ในการชุมนุมทางการเมืองมีการพ่นสีสเปรย์ใช้คำว่า ‘ลาว’ เป็นคำด่า, การตั้งห้องสนทนาในแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ที่มีเนื้อหาเหยียดคนอีสาน ซึ่ง กสม. เสนอให้กระทรวงวัฒนธรรม ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) นำประเด็นอคติในสังคมจากความแตกต่างทางเชื้อชาติไปสนับสนุนปฏิบัติการสื่อสารเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรมเพื่อนำไปสู่การยอมรับความแตกต่างและเคารพในศักดิ์ศรีของกันและกัน

รวมถึงเสนอไปยังกรมส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ในการขับเคลื่อนกฎหมายกลางเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติเพื่อให้ออกมาบังคับใช้โดยเร็ว หรือกรณีเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ฝ่ายหนึ่งเป็นบุคคลระดับรัฐมนตรี ใช้ถ้อยคำพาดพิงอีกฝ่ายที่มีอาชีพเป็นทนายความและกำลังมีประเด็นขัดแย้งกันอยู่ว่าเป็น ‘ลูกขี้คุก’ กสม. ก็ได้ออกแถลงการณ์ท้วงติง เนื่องจากประวัติอาชญากรรมถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล เป็นเรื่องสิทธิด้านเกียรติยศชื่อเสียง สิทธิทางครอบครัวและความเป็นส่วนตัว อีกทั้งยังเป็นการตีตราสร้างความเกลียดชัง

วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ช่วงที่มีสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านหนึ่ง กสม. ออกแถลงการณ์ประณามกัมพูชาที่โจมตีเป้าหมายพลเรือนของไทย โดยเฉพาะการโจมตีโรงพยาบาล แต่อีกด้านหนึ่ง กสม. ก็เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดสร้างความเกลียดชังทางเชื้อชาติและไม่สร้างหรือส่งต่อข้อมูลเท็จ เนื่องจากในเวลานั้นพบการผลิตเนื้อหาเท็จปั่นกระแสความเกลียดชังโดยหวังผลประโยชน์จากยอดการมีปฏิสัมพันธ์ (engagement) ในสื่อสังคมออนไลน์จำนวนมาก รวมถึงมีคนไทยบางส่วนไปทำร้ายชาวกัมพูชาที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้ง และแรงงานเหล่านี้มีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

“อย่างกรณีที่ยกตัวอย่าง มีวัยรุ่นไปเผาแคมป์คนงานโดยอ้างว่าเข้าใจผิด ลักษณะนี้ไม่ว่าจะเป็นแคมป์คนงานของเมียนมาหรือของเขมรก็ไม่ใช่เรื่องที่จะไปเผาไปทำร้าย หรือไปทำอะไรในลักษณะนี้ และไม่ว่าจะด้วยเหตุแห่งความคึกคะนอง หรือว่าจะวางแผนดำเนินการอะไรก็แล้วแต่ สิ่งที่ทำนี้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องทั้งในแง่กฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน’” วสันต์ระบุพร้อมกับฝากข้อคิดเรื่องการตั้งประเด็นสนทนาในพื้นที่ออนไลน์ที่อาจเข้าข่ายสร้างความเกลียดชังหรือด้อยค่าความเป็นมนุษย์ด้วยว่า แต่ละคนอาจมีความคิดวามเห็นที่แตกต่างกันได้ แต่ควรเป็นไปในลักษณะสร้างสรรค์ ไม่สร้างความเกลียดชัง ดูถูกหรือด้อยค่าในสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ของบุคคลที่ไม่สามารถแก้ไขได้

รายการอ้างอิง

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง