แกะรอยสงครามข้อมูลข่าวสารไทย-จีน: กรณีศึกษาตึก สตง. ถล่ม

กองบรรณาธิการโคแฟค

ตอนที่ 1: วิเคราะห์แนวทางการสื่อสารของสถานทูตจีนประจำประเทศไทย

โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่มีผู้เสียชีวิต 96 ราย บาดเจ็บ 9 ราย และสูญหาย 7 ราย จากเหตุการณ์อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างถล่มลงมาเมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2568 จากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวที่มีจุดศูนย์กลางห่างออกไปในประเทศเมียนมา ไม่เพียงแต่สั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อระบบราชการในการอนุมัติและกำกับดูแลโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของภาครัฐที่เปิดให้บริษัทต่างชาติมาร่วมทุนและรับเหมาก่อสร้าง แต่ยังสร้างแรงกระเพื่อมขนาดใหญ่ต่อสังคมให้เฝ้าระวังและตรวจสอบโครงการอื่น ๆ ที่มีทุนจีนเข้ามาเกี่ยวข้อง นอกเหนือไปจากประเด็น “จีนเทา” และ “เครือข่ายสแกมเมอร์” ที่อยู่ในความสนใจสาธารณะมาก่อนหน้า

แม้เหตุการณ์จะผ่านไปกว่าหนึ่งปี ยังมีคำถามคาใจและและข้อสงสัยที่ยังไม่คลี่คลายเกี่ยวกับความโปร่งใสของกระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องการประมูลโครงการและการใช้นอมินีคนไทยเปิดบริษัทให้มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นถูกต้องตามกฎหมาย มาตรฐานการก่อสร้างและความปลอดภัย ตลอดจนการเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องในโครงการก่อสร้างตึก สตง. ทั้งฝ่ายไทยและจีน ซึ่งอยู่ในกระบวนการชั้นศาลที่ต้องใช้เวลาพิจารณาอีกนาน

นอกจากภาพอาคารสูง (ที่กำลังก่อสร้าง) แห่งเดียวในกรุงเทพฯ ที่พังถล่มลงมาขณะผู้คนทั้งเมืองกำลังตื่นตระหนกกับแรงสั่นเทือนของแผ่นดินไหว ยังมีภาพจำของคนในสังคมจากเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่จีนหอบแฟ้มเอกสารกองโตออกจากสำนึกงานใกล้บริเวณที่อาคารถล่ม หลังเหตุการณ์ผ่านไปเพียงวันเดียว และกรณีที่เป็นข่าวคึกโครมในสื่อไทยและต่างประเทศกรณีข้อมูลเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างอาคาร สตง. และข้อความประชาสัมพันธ์โครงการของบริษัท China Railway Engineering Corporation Number 10 (CREC 10) ซึ่งเข้ามาร่วมดำเนินการก่อสร้างอาคารนี้ในนาม กิจการร่วมค้าไอทีดี-ซีอาร์อีซี (ITD-CREC) ประกอบด้วย บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ได้ถูกลบออกไปจากหน้าเว็บของบริษัทฯ ใน WeChat และระบบออนไลน์ทั้งหมดของจีนรวมทั้งหน้าสื่อจีนเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุการณ์

เหตุการณ์เหล่านี้ไม่มีการกล่าวถึงในสื่อของทางการจีนและสื่อที่มีทัศนะเชิงบวกเกี่ยวกับจีนแต่อย่างใด

แม้จีนจะถูกมองในเชิงบวกมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่พัฒนาปานกลางในเอเชียรวมทั้งประเทศไทย แต่ก็ยังมีความกังวลต่ออิทธิพลจีนในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและผู้เล่นสำคัญในเวทีการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังคุกรุ่นอยู่ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ทำให้ภาพลักษณ์ของจีนและทุนจีนถูกมองไปในเชิงที่ไม่น่าไว้วางใจ และไม่อาจปฏิเสธได้ว่าจีนอาจใช้อิทธิพลในทางใดทางหนึ่งหรือปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารเพื่อปกป้องผลประโยชน์ด้านการเมืองและเศรษฐกิจในภูมิภาค หรือเบี่ยงเบนความสนใจสาธารณะไปจากเหตุการณ์ที่กระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นต่อจีน

ความกังวลเหล่านี้ เหล่านี้ชวนให้เราตั้งคำถามว่าจีนใช้อิทธิพลใดเพื่อแทรกแซงหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และผลประโยชน์ของประเทศจากเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มที่มีบริษัทจีนเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ รวมถึงบทบาทของสื่อมวลชนไทยในการรายงานข่าวเหตุการณ์นี้ ทั้งในแง่การให้ข้อเท็จจริงรอบด้านและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร

เพื่อหาคำตอบดังกล่าว กองบรรณาธิการโคแฟคได้ทำงานร่วมกับนักวิเคราะห์ข้อมูลอิสระในการสำรวจข้อมูลบนแพลตฟอร์ม X ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่ม ระหว่างเดือนมีนาคม 2568 ถึง 31 มี.ค. 2569 เพื่อดูว่ามีความพยายามแทรกแซงหรือปั่นข้อมูลข่าวสารซึ่งส่งผลให้การรับรู้ของประชาชนต่อเหตุการณ์ตึกถล่มหรือภาพลักษณ์ของจีนโดยรวม ไม่สอดคล้องต่อความเป็นจริงหรือไม่และอย่างไร นอกจากนี้ยังค้นหาเพิ่มเติมจากบัญชีสาธารณะทั้งใน X และเฟซบุ๊ก รวมทั้งรายงานข่าวของสื่อมวลชนไทย และสื่อของทางการจีนที่มีภาคภาษาไทยในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อวิเคราะห์บทบาทสื่อมวลชนและบุคคลทั่วไปในการสื่อสารเหตุการณ์ที่อ่อนไหวในลักษณะนี้

สาระสำคัญของข้อค้นพบบน X (ม.ค. 2568 – มี.ค. 2569)

1) เหตุการณ์ถล่มอาคาร สตง. เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

เหตุการณ์อาคารที่ก่อสร้างโดยผู้รับเหมาจีนภายในโครงการร่วมค้าระหว่างบริษัทไชน่าเรลเวย์ นัมเบอร์ เท็น ประเทศไทย จำกัด และ อิตาเลียน-ไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด ถล่มจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวเมื่อเดือนมีนาคม 2568 เป็นเหตุการณ์ที่สร้างปริมาณโพสต์สูงสุดในชุดข้อมูล (1,410 โพสต์ในเดือนเมษายน 2568) เหตุการณ์นี้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับทุนจีน ความรับผิดชอบด้านการก่อสร้าง และประเด็นที่เกี่ยวข้อง โดยมีอิทธิพลต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาที่ศึกษา และเกิดคลื่นโพสต์รอบใหม่ในวาระครบรอบ 1 ปี

2) เนื้อหาเชิงลบครองปริมาณและการเข้าถึง

-โพสต์เชิงลบคิดเป็น 39.8% ของโพสต์ทั้งหมด และได้รับการมีส่วนร่วมสูงสุด (สูงสุด 59,205 ปฏิสัมพันธ์ต่อโพสต์) โดยทุกโพสต์มีปฏิสัมพันธ์เกิน 10,000 ครั้ง

-โพสต์เชิงบวกคิดเป็น 10.5 % สูงสุดอยู่ประมาณ 9,000 ปฏิสัมพันธ์

-โพสต์เชิงลบขยายตัวในช่วงที่เกิดเหตุการณ์สำคัญ ขณะที่โพสต์เชิงบวกมีปริมาณต่ำและไม่ตอบสนองต่อเหตุการณ์โดยตรง

-โพสต์ที่เป็นกลางๆ 49.7 % ส่วนใหญ่เป็นรายงานข่าวของสื่อมวลชน

3) การกระจายของหัวข้อสนทนา

หัวข้อที่ถูกพูดถึงเน้นทุนสีเทาและอาชญากรรมข้ามชาติ กล่าวคือ โพสต์ส่วนใหญ่ (59.21%) มุ่งเน้นที่ “ทุนสีเทาและอาชญากรรมข้ามชาติ” เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ นโยบายวีซ่าฟรี และแรงงานต่างชาติ

หัวข้อสำคัญอื่น ๆ รองลงมาได้แก่ “บทบาทมหาอำนาจในไทยและอาเซียน” (25.07%), “เหตุการณ์ถล่มอาคาร สตง.” (13.99%) และ “Belt and Road Initiative” (1.74%) ซึ่งทั้งสามหัวข้อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจีน

4) การวิเคราะห์เครือข่ายสังคมจากบทบาทของบัญชีที่เชื่อมโยงโครงสร้าง

-เครือข่ายนี้ประกอบไปด้วย 1,609 โหนด (1,581 บัญชี + 28 เหตุการณ์) และ 4,569 ขอบ บัญชีส่วนใหญ่มีส่วนร่วมเพียง 1–2 เหตุการณ์ แต่มีแกนกลางที่มีส่วนร่วมข้ามเหตุการณ์หลายครั้ง

-บัญชีที่โพสต์ข้อความมากที่สุดส่วนใหญ่เป็นสื่อมวลชนกระแสหลัก ซึ่งมักโพสต์อัพเดทข่าวตามกำหนดเวลาที่แน่นอน แต่ในกลุ่มบัญชีที่ไม่ใช่สื่อกลับมีการโพสต์ถี่กว่า

-บัญชีที่มีบทบาทเชื่อมโยงโครงสร้าง (betweenness centrality) สูง มักเป็นบัญชีที่โพสต์น้อยแต่สำคัญต่อการเชื่อมโยงกลุ่มต่าง ๆ (เช่น @susu69094, @mononewsth, @mamiluv_u) และในกลุ่มย่อยเหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่ม บัญชี @JNSKBVC มีบทบาทเชื่อมโยงสูงสุดแม้จะโพสต์น้อย

5) ไม่พบหลักฐานชัดเจนของการโพสต์แบบอัตโนมัติหรือประสานงานกับบัญชีออื่น ๆ

จากการสังเกตพฤติกรรมของบัญชีผุ้ใช้งาน 20 อันดับแรกที่โพสต์ข้อความมากที่สุดพบว่า ไม่มีช่วงเวลาระหว่างโพสต์ต่ำกว่า 5 นาที (ซึ่งเป็นเกณฑ์บ่งชี้บัญชีบอท) และไม่พบการใช้แฮชแท็ก (ที่ไม่ใช่แบรนด์) ร่วมกันในกลุ่มบัญชีหลัก หรือสัญญาณการประสานงานกันในลักษณะโพสต์หรือแชร์พร้อมกันหรือเหมือนกัน

6) รูปแบบการมีส่วนร่วมและอารมณ์

-โพสต์เชิงลบไม่เพียงแค่มีจำนวนมากกว่า แต่ยังเข้าถึงผู้คนได้กว้างกว่า โดยครองโพสต์ที่มีการมีส่วนร่วมสูง

-โพสต์เชิงกลางพบมากในหัวข้อ “Xin Ke Yuan และความรับผิดชอบด้านการก่อสร้าง” (75.48%) สะท้อนการรายงานข้อเท็จจริงเป็นหลักของสื่อสารมวลชนหรือบัญชีบุคคล

-ส่วนโพสต์เชิงบวกแทบไม่มีอิทธิพลต่อเครือข่าย

7) ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและวิธีวิทยา

-ข้อมูลจำกัดเฉพาะแพลตฟอร์ม X ไม่รวมเฟซบุ๊กและเนื้อหาที่เป็นภาษาจีน

-การเก็บข้อมูลใช้คีย์เวิร์ดที่กำหนดล่วงหน้า อาจพลาดบทสนทนาที่อยู่นอกขอบเขตคำเหล่านี้

-การจำแนกอารมณ์มีความแม่นยำ 61% เมื่อเทียบกับผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์ มีข้อจำกัดในการตรวจจับถ้อยคำประชดหรือเสียดสีในภาษาไทย

8) ข้อสังเกตเชิงโครงสร้าง

เหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่มทำให้เกิดการโพสต์ในหลายหัวข้อพร้อม ๆ กัน ขยายความกังวลของสาธารณะเกินขอบเขตเหตุการณ์โดยตรง เช่น เหตุการณ์เครนถล่มที่สีคิ้ว (มกราคม 2569) มีบทบาทเชื่อมโยงกลุ่มผู้ใช้งานใหม่เข้าสู่บทสนทนาเกี่ยวกับ สตง.

แม้ว่าผลวิเคราะห์เบื้องต้นจากข้อมูลบน X ไม่อาจสรุปได้ว่าบัญชีบุคคลและสื่อต่าง ๆ ที่เข้ามามีปฏิสัมพันธ์กันทางตรงหรือทางอ้อมในช่วงเวลาดังกล่าว มีพฤติกรรมร่วมในการปั่นหรือบิดเบือนข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจผิด หรือมีความพยายามในการแทรกแซงข้อมูลข่าวของสื่อมวลชนไทยที่ส่วนใหญ่เกาะติดสถานการณ์และรายงานข่าวกรณีตึก สตง. ถล่มอย่างเข้มข้นทุกมุม แต่ข้อค้นพบสำคัญจากการวิเคราะห์เครือข่ายสังคมของข้อมูลชุดนี้ ทำให้เห็นว่าการสื่อสารของสถานทูตจีนประจำประเทศไทยต่อกรณีอาคาร สตง. ถล่มส่งผลให้การรับรู้ของสาธารณะขยายวงไปในชุมชนที่มีความสนใจต่างกันมากขึ้น

ข้อค้นพบสำคัญอีกประการเกี่ยวกับการรายงานข้อเท็จจริงของสื่อมวลชน สะท้อนภาพรวมในระบบนิเวศข้อมูลของไทยได้ในระดับหนึ่งว่า สื่อมวลชนยังคงมีบทบาทสำคัญในการรายงานข้อเท็จจริง กระจายข้อมูลข้ามแพลตฟอร์ม และกำหนดวาระและทิศทางของข้อมูล แต่อาจไม่ได้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมของคนต่างความคิดหรือต่างกลุ่มเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กันในเหตุการณ์สำคัญ ๆ เสมอไป

ในรายงานตอนที่ 1 โคแฟคขอนำเสนอข้อค้นพบบางส่วนจากการวิเคราะห์เครือข่ายสังคม (Social Network Analysis) ที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารของสถานทูตจีนประจำประเทศไทย โดยในเบื้องต้นขอฉายภาพของโครงข่ายข้างล่างที่ปรากฏในข้อมูลชุดนี้เพื่อให้เห็นภาพรวมของการมีปฏิสัมพันธ์ของบัญชีผู้ใช้งาน X ในเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มรวมถึงก่อนหน้าและหลัง

แผนภาพข้างบน แสดงว่าบัญชีใดมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ใดในช่วงเวลาสังเกตการณ์ โดยแต่ละบัญชีและแต่ละเหตุการณ์จะแสดงเป็นโหนด มีการเชื่อมโยงระหว่างบัญชีกับเหตุการณ์เมื่อบัญชีนั้นโพสต์อย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในสองวันของเหตุการณ์นั้น กฎสองวันนี้ถูกใช้เป็นเกณฑ์เพื่อระบุว่าโพสต์นั้นน่าจะตอบสนองต่อเหตุการณ์มากกว่าการใช้คีย์เวิร์ดร่วมกันโดยบังเอิญ ขนาดของโหนดบัญชีสะท้อนจำนวนเหตุการณ์ที่บัญชีนั้นมีส่วนร่วมในช่วงเวลาสังเกตการณ์

เครือข่ายในแผนภาพนี้ สร้างขึ้นจาก 29 เหตุการณ์ที่กำหนดไว้ รหัส E01 ถึง E29 ซึ่งทีมวิจัยระบุว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับช่วงเวลาสังเกตการณ์ แต่ละเหตุการณ์ทำหน้าที่เป็นโหนดในเครือข่าย และบัญชีที่โพสต์ภายในสองวันของเหตุการณ์นั้นจะเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ดังกล่าว รายชื่อเหตุการณ์ทั้งหมดแสดงในตาราง X ด้านล่าง โดยจัดกลุ่มตามกลุ่มหัวข้อ

เครือข่ายนี้ประกอบด้วยโหนดทั้งหมด 1,609 โหนด แบ่งเป็นโหนดบัญชี 1,581 โหนด และโหนดเหตุการณ์ 28 โหนด เชื่อมโยงกันด้วยขอบ 4,569 เส้น 

จำนวนเหตุการณ์ที่บัญชีหนึ่งมีส่วนร่วมเรียกว่า “ดีกรี” ดีกรี 1 หมายถึงบัญชีนั้นปรากฏในชุดข้อมูลโดยเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เดียว ดีกรี 5 หมายถึงบัญชีโพสต์เกี่ยวกับห้าเหตุการณ์ที่แตกต่างกันในช่วงเวลาสังเกตการณ์ ค่ามัธยฐานของดีกรีในชุดข้อมูลนี้คือ 2 หมายความว่าครึ่งหนึ่งของบัญชีทั้งหมดมีส่วนร่วมกับสองเหตุการณ์หรือน้อยกว่า แสดงให้เห็นว่าบัญชีส่วนใหญ่ในชุดข้อมูลนี้เป็นผู้เข้าร่วมเป็นครั้งคราวที่เข้ามามีส่วนร่วมกับเหตุการณ์เฉพาะบางเหตุการณ์ มากกว่าการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องในหัวข้อที่กว้างกว่า

การกระจายเหนือค่ามัธยฐานนี้ก็มีความหมายเช่นกัน มีบัญชี 793 บัญชี หรือคิดเป็น 49.5% ของเครือข่าย ที่มีส่วนร่วมกับสามเหตุการณ์ขึ้นไป และ 194 บัญชีมีส่วนร่วมกับห้าเหตุการณ์ขึ้นไป ซึ่งหมายความว่าแม้บัญชีส่วนใหญ่จะเป็นผู้เข้าร่วมเป็นครั้งคราว แต่เกือบครึ่งหนึ่งของเครือข่ายแสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมข้ามเหตุการณ์ในระดับหนึ่ง บัญชี 194 บัญชีที่มีการเชื่อมโยงห้าครั้งขึ้นไปถือเป็นกลุ่มที่มีความสม่ำเสมอมากที่สุดในชุดข้อมูลนี้ และเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องมากที่สุดสำหรับการตรวจสอบรูปแบบการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาสังเกตการณ์

10 เหตุการณ์ที่มีผู้เข้าร่วมมากที่สุด 

การสื่อสารของสถานทูตจีนประจำประเทศไทยในช่วงเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม

ข้อค้นพบสำคัญจากตารางข้างบนเกี่ยวกับ 10 เหตุการณ์ที่มีผู้เข้าร่วมในเครือข่ายมากที่สุด คือ มีการกระจุกตัวอยู่กับเหตุการณ์เดียวกันเกือบทั้งหมด โดยเก้าในสิบเหตุการณ์ที่มีผู้เข้าร่วมสูงสุด อยู่ในกลุ่มเหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่มและผลกระทบต่อเนื่อง ทั้งยังครอบคลุมการสื่อสารของสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยหลังเหตุการณ์ตึกถล่ม (E12–E19) การสืบสวนความรับผิดชอบ (E20–E22) และการประชุมทางการทูตในช่วงการกู้ภัย (E13) โดยการสื่อสารของสถานทูตจีนทั้งในห้าเหตุการณ์ (E14, E15, E16, E17, E18) ปรากฏในสิบอันดับแรกทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าการตอบสนองของสถานทูตจีนต่อเหตุการณ์ตึกถล่มดึงดูดผู้เข้าร่วมจากหลากหลายกลุ่มในเครือข่าย ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มที่สนใจประเด็นความรับผิดชอบหรือการก่อสร้างเท่านั้น

ทั้งห้าเหตุการณ์เป็นการโพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กทางการของสถานทูตจีนหลังวันที่ 28 มี.ค 2568 ได้แก่

  1. โฆษกสถานทูตจีนตอบข้อซักถามของผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับวิสาหกิจจีนที่เกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างตึก สตง.ในวันที่ 1 เม.ย.
  2. สถานทูตจีนโพสต์ข่าวของสำนักข่าวซินหัวภาคภาษาอังกฤษเกี่ยวกับการทำงานของหน่วยกู้ภัยจีนในพื้นที่ซากอาคารที่ถล่มที่เมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวในเมียนมา ในวันที่ 2 เม.ย.
  3. สถานทูตจีนโพสต์ข่าวจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์เผยแพร่คำแถลงฉบับที่สองของบริษัทกิจการร่วมค้า อีทีดี-ซีอาร์อีซี ต่อเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม วันที่ 3 เม.ย.
  4. โฆษกสถานทูตจีนแถลงจุดยืนปกป้อง CREC NO. 10 บริษัทจีนที่ร่วมดำเนินงานก่อสร้างตึก สตง. และชี้แจงนโยบายของจีนในการส่งเสริมการประกอบธุรกิจของบริษัทจีนในประเทศไทย และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการลงทุนในไทย ในวันที่ 4 เม.ย.
  5. สถานทูตจีนแจ้งเตือนข่าวลวงเกี่ยวกับบริษัทจีนที่เกี่ยวข้องกับโครงการตึก สตง. ในวันที่ 5 เม.ย.

โพสต์เหล่านี้ได้รับความสนใจและมีผู้ใช้งานมาคอมเมนต์ทั้งเชิงบวกและลบ รวมทั้งแชร์เป็นจำนวนมากกว่าโพสต์อื่น ๆ ในเหตุการณ์ทั่วไปของสถานทูตจีน โดยเฉพาะโพสต์ของวันที่ 4 และ 5 เม.ย.  และสะท้อนความพยายามของจีนในการสื่อสารเพื่อลดผลกระทบของเหตุการณ์ต่อภาพลักษณ์และผลประโยชน์ของจีนดังนี้

ลดทอนความสำคัญของเหตุการณ์ โดยการไม่เน้นการสื่อภาพหรือข้อมูลที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม แต่กลับนำภาพหน่วยกู้ภัยจีนกำลังปฏิบัติหน้าที่ช่วยชีวิตคนจากซากอาคารในเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา ที่เป็นจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวครั้งนี้ มาโพสต์ในวันที่ 2 เม.ย. 2568

แสดงความเสียใจอย่างจริงใจ แต่ระมัดระวังในเรื่องการแสดงถึงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ โดยสร้างเงื่อนไขว่าจีนจะให้ความร่วมอย่างเต็มที่ในการสอบสวนหาสาเหตุของตึกถล่ม แต่จะยอมรับผลการสอบสวนของทางการไทยจะนำไปสู่ข้อสรุปที่ยุติธรรมและเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้จริงทางวิทยาศาสตร์

เน้นภาพลักษณ์ของจีนในฐานะวีรบุรุษ ที่เข้ามาช่วยเหลือในการกู้ภัยและช่วยชีวิต เพื่อเบี่ยงเบนกระแสสังคมไปจากภาพผู้มีส่วนร่วมรับผิดชอบเหตุการณ์ครั้งนี้ โดยเน้นภาพทูตจีนเข้าพบกับอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น เพื่อแสดงความเสียใจและหารือความร่วมมือและให้กำลังสนับสนุนการช่วยชีวิต การกู้ภัยและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ วันที่ 30 มี.ค. และ ภาพอุปทูตจีนลงพื้นที่เหตุการณ์ และส่งมอบความช่วยเหลือจากบริษัทจีนในประเทศไทยในวันที่ 7 เม.ย.

รักษาภาพพจน์ของจีน ในฐานะรัฐที่ส่งเสริมภาคเอกชนให้ทำธุรกิจในต่างประเทศอย่างรับผิดชอบ ด้วยการรักษาระยะห่างกับบริษัทจีนที่อาจเกี่ยวโยงกับสาเหตุที่ทำให้อาคาร สตง. ถล่ม และไม่ได้ออกมาปกป้องชื่อเสียงของบริษัทเหล่านั้นโดยตรง แต่อ้างแถลงการณ์ของบริษัทกิจการร่วมค้าอีทีดี-ซีอาร์อีซี ที่ออกมายืนยันว่าได้ดำเนินการงานก่อสร้างตามระเบียบข้อบังคับ และเงื่อนไขตามกฎหมายและสัญญาและมาตรฐานทางวิศวกรรมอย่างเคร่งครัด

โฆษณาชวนเชื่อเชิงบวก โดยมุ่งเน้นภาพใหญ่ของความร่วมมือไทย-จีนที่ให้ประโยชน์แก่ประเทศและประชาชนทั้งสองฝ่าย เช่นการตอกย้ำเรื่องการจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง และการสร้างรายได้จากภาษีและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจแก่ไทย

ในขณะเดียวกันก็ใช้วิธีการแปะป้ายข้อมูลข่าวสารที่ไม่ตรงกับข้อมูลทางการของสถานทูตจีนว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยไม่ระบุชัดว่าอะไรคือเท็จ โดยข้อความจากโพสต์ของสถานทูตวันที่ 5 เม.ย. ระบุว่า “ขอแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการว่า คำกล่าวของเอกอัครราชทูตฯ และถ้อยแถลงอย่างเป็นทางการทั้งหมดของสถานเอกอัครราชทูตฯ จะมีการเผยแพร่ผ่านข่าวประชาสัมพันธ์บนสื่อออนไลน์ทางการของสถานเอกอัครราชทูตฯ ข้อมูลใดที่ไม่ตรงกับเนื้อหาที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของสถานเอกอัครราชทูตฯ ถือเป็นข่าวเท็จ โปรดยึดถือเฉพาะเนื้อหาที่ตรงกับข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ของสถานเอกอัครราชทูตฯ เป็นข้อมูลที่ถูกต้องเท่านั้น”

นอกจากเหตุการณ์เหล่านี้ โคแฟคได้เข้าไปดูความต่อเนื่องของการสื่อสารของสถานทูตจีน หลังเหตุการณ์ผ่านพ้นไปกว่าหนึ่งสัปดาห์ ไม่ปรากฏการชี้แจงอะไรเพิ่มเติมจากทางสถานทูตอีก ซึ่งอาจมองได้สองลักษณะคือ 1) การรักษาระยะห่างระหว่างรัฐบาลจีนกับบริษัทวิสาหกิจและเอกชนจีนที่มาลงทุนไทยเพื่อแสดงให้เห็นว่าจีนไม่ได้ส่งเสริมหรือสนับสนุนการกระทำที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือเลี่ยงกฎหมาย 2) จีนอาศัยการนิ่งเงียบหรือใช้ความสงบสยบการเคลื่อนไหว คือ การไม่กล่าวถึงหรือตอกย้ำเหตุการณ์ที่เป็นภาพลักษณ์เชิงลบ เพื่อให้สังคมค่อย ๆ ลืมเรื่องดังกล่าวไปในที่สุด ซึ่งเป็นวิธีที่จีนใช้ในทางการสื่อสารเพื่อสยบการพูดถึงประเด็นที่กระทบต่อภาพลักษณ์ของจีนมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ลักษณะการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของสถานทูตจีนในเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มถือเป็นปฏิบัติการณ์ข้อมูลข่าวสารในทางเปิด (overt operation) อาศัยสื่อมวลชนหรือช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ในการสื่อสาร ซึ่งเป็นช่องทางปกติที่ประเทศต่าง ๆ ใช้เช่นกันเพื่อแสดงจุดยืนทางการทูตและการเมืองหรือเพื่อสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศตน

ข้อสังเกตประการหนึ่งคือสื่อมวลชนไทยส่วนใหญ่ให้พื้นที่การสื่อสารของคำแถลงจากสถานทูตจีนในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ จะมีการชูประเด็นหรือพาดหัวที่ให้น้ำหนักแตกต่างกันไปตามจุดยืนของสื่อต่อเหตุการณ์และมุมมองของสื่อนั้นต่อจีน เช่น

  • @thestandardth  (THE STANDARD) 5 เม.ย. 2568: อัปเดตเต็ม ๆ โฆษกสถานทูตจีนตอบสื่อ ปมบริษัทจีนเอี่ยวก่อสร้างอาคาร สตง. ถล่ม หนุนตรวจสอบ คัดค้านใส่ร้ายป้ายสี
  • @MatichonOnline (มติชนออนไลน์) 4 เม.ย. 2568: สถานทูตจีน ชี้ ไชน่าเรลเวย์ฯ สร้างตึก สตง. ตามทีโออาร์ ยันพร้อมร่วมมือสอบ-ค้านการใส่ร้ายบิดเบือน
  • @prachatai (ประชาไท) 5 เม.ย. 2568: ‘กู้ภัยนานาชาติ’ ถอนกำลัง ตึก สตง. สถานทูตจีนแถลง ค้านใส่ร้ายบริษัทจีน
  • @Kom_chad_luek (คมชัดลึก) 2 เม.ย. 2568: โฆษกสถานทูตจีนแสดงความเสียใจเหตุตึกถล่ม เรียกร้องบริษัทจีนให้ความร่วมมือการสอบสวน
  • @MorningNewsTV3 (เรื่องเล่าเช้านี้) 2 เม.ย. 2568: โฆษกสถานทูตจีนยันรัฐบาลจีนกำชับมาตลอด ดำเนินธุรกิจในต่างประเทศต้องปฏิบัติตามกฎหมายเคร่งครัด เรียกร้องบริษัทจีนที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือ
  • @mononewsth (Mono News) 2 เม.ย. 2568: สถานทูตจีนจี้บริษัทรับเหมาร่วมมือไทยหาสาเหตุตึกถล่ม

การที่สื่อไทยให้ความสำคัญกับคำแถลงของสถานทูตจีนไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์นี้หรือเหตุการณ์อื่น ๆ สะท้อนให้เห็นอิทธิพลการสื่อสารของจีนที่เพิ่มขึ้นและการครอบครองพื้นที่การสื่อสารที่ขยายวงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

จากการสอบถามบรรณาธิการข่าวของสำนักข่าวไทยหลายแห่งที่นำเสนอข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ไม่ปรากฏว่าทางสถานทูตจีนได้ใช้แรงกดดันในทางปิดเพื่อโต้แย้งข้อเท็จจริงที่สื่อนำเสนอ หรือให้ลบข่าวที่จีนอ้างว่าไม่ตรงกับข้อเท็จจริงออก

อีกหนึ่งประเด็นที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในกลุ่มเครือข่ายบัญชีในข้อมูลชุดนี้คือ การเซ็นเซอร์ข่าวเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มของจีนผ่านช่องทางสื่อทางการของจีนทั้งหมด รวมถึงสำนักข่าวซินหัว ภาคภาษาไทย ที่มีสำนักงานประจำอยู่ในกรุงเทพฯ  โดยในวันที่ 28 มี.ค. 2568 ซินหัวไทยไม่ได้เผยแพร่รายงานข่าวเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มแต่อย่างใด ข่าวที่มีการเผยแพร่ในวันนั้นมีประเด็นสำคัญระดับโลกและภูมิภาค เช่น

  • ความสัมพันธ์จีน-สหภาพยุโรป (EU): จีนและอียูแสดงท่าทีเห็นพ้องในการกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้า จัดการความแตกต่างอย่างเหมาะสม เพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่มีเสถียรภาพ
  • กฎความปลอดภัยการบิน: องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ประกาศข้อกำหนดใหม่ จำกัดให้ผู้โดยสารพกพาวเวอร์แบงก์ได้สูงสุดคนละ 2 อัน และห้ามใช้งานระหว่างเที่ยวบิน

พฤติกรรมดังกล่าวทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ที่หลากหลาย ยกตัวอย่าง โพสต์บนเอ็กซ์วันที่ 31 มี.ค. 2568 ของผู้ใช้งาน B1 ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 28,000 คน ระบุว่า “คลิปตึก สตง. ถล่มโดนลบเกลี้ยงบนโซเชียลมีเดียจีน ทั้ง weibo, douyin, rednote ว้าวววว และตั้งแต่เกิดเหตุมาไม่มีแม้แต่ชื่อของหน่วยงานจีนที่ร่วมทุนกับไทยสร้างตึกนี้ปรากฏบนแฮชแท็กใด ๆ เลย อู้หู้ววววว ปู๊นปู๊นนนนน – ลุยจีน , #ตึกถล่ม” โพสต์ดังกล่าวมีผู้เข้าชมกว่า 51,000 ครั้ง และรีโพสต์มากกว่า 1,000 ครั้ง

บัญชีของประวิตร โรจนพฤกษ์ สื่ออาวุโสของ Khaosod English ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 85,000 คนได้โพสต์ข้อความวิจารณ์ว่า “ขณะสถานทูต #จีน ย้ำว่าจะร่วมมือสอบสวน #ตึกถล่ม แต่ ABC ออสเตรเลียกลับรายงานว่าสำนักข่าวซินหัวของรัฐจีน ลบข่าวตึกถล่ม+โซเชียลมีเดียจีนจำกัดผลเสิร์ช #Bangkok & #Tower ส่วน ChinaRailwayNumber10 ลบคอนเท้นท์สร้างตึก #สตง ใน WeChat > จีนจะร่วมสอบหรือจะช่วยปัดฝุ่นไว้ใต้พรม? #ป #ไทย” โดยโพสต์ดังกล่าวมีผู้ข้าชม 3,816 ครั้ง

อย่างไรกตาม ผู้สื่อข่าวอาวุโสและผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศท่านหนึ่งให้ความเห็นกับโคแฟคว่า การที่สำนักข่าวซินหัว ภาคภาษาไทยไม่ลงข่าวเรื่องตึกถล่ม เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ เนื่องจากซินหัวเป็นสื่อของรัฐที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของรัฐและส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศจีน แต่ในภาพรวมของสื่อทั่วไป การตัดสินใจของกองบรรณาธิการ และการเซ็นเซอร์ข้อมูล เป็นเส้นกั้นบาง ๆ ระหว่างสิทธิเสรีภาพและความรับผิดชอบของสื่อ ยิ่งในสภาวะที่สื่อสารมวลชนแบบดั้งเดิมไม่ได้ผูกขาดอำนาจการสื่อสารอีกต่อไป การมีสื่อที่หลากหลายทั้งจำนวนและเนื้อหาถูกมองว่าเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะมากกว่าจะไปเพ่งเล็งเรื่องการลงหรือไม่ลงข่าว แต่ท้ายที่สุดการถือประโยชน์สาธารณะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญทั้งในเชิงจริยธรรมสื่อและความน่าเชื่อถือของสื่อนั้น ๆ เช่นกัน

รายการอ้างอิง

คำศัพท์สำคัญเกี่ยวกับการวิเคราะห์โครงข่ายสังคม

โหนด (Node) จุดแต่ละจุดในแผนภาพเครือข่าย ในส่วนนี้ โหนดหมายถึงบัญชีหรือเหตุการณ์ ขนาดของโหนดบัญชีสะท้อนจำนวนเหตุการณ์ที่บัญชีนั้นมีส่วนร่วม

การเชื่อมโยง (Connection) เส้นเชื่อมระหว่างบัญชีและเหตุการณ์ เกิดขึ้นเมื่อบัญชีโพสต์อย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในสองวันก่อนหรือหลังเหตุการณ์นั้น เพื่อระบุว่าโพสต์นั้นน่าจะตอบสนองต่อเหตุการณ์มากกว่าการใช้คีย์เวิร์ดร่วมกันโดยบังเอิญ

ดีกรี (Degree) จำนวนเหตุการณ์ที่บัญชีหนึ่งเชื่อมโยงด้วยในช่วงเวลาสังเกตการณ์ ดีกรี 2 หมายถึงมีส่วนร่วมในสองเหตุการณ์ ดีกรี 10 หมายถึงสิบเหตุการณ์ ดีกรีสูงแสดงถึงการมีส่วนร่วมต่อเนื่อง

ดีกรีถ่วงน้ำหนัก (Weighted Degree) จำนวนโพสต์ทั้งหมดที่บัญชีหรือเหตุการณ์ได้รับจากการเชื่อมโยงทั้งหมด นับโพสต์ซ้ำในเหตุการณ์เดียวกัน ดีกรีถ่วงน้ำหนักสะท้อนปริมาณโพสต์รวม

ค่า Betweenness Centrality ค่าวัดความสำคัญของบัญชีในฐานะตัวเชื่อมระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ในเครือข่าย ค่าสูงหมายถึงบัญชีเป็นสะพานเชื่อมข้อมูลระหว่างกลุ่มต่าง ๆ

ชุมชน (Community) กลุ่มบัญชีที่มีปฏิสัมพันธ์กันหนาแน่นกว่ากับบัญชีอื่น ๆ ในเครือข่าย ใช้อัลกอริทึม Louvain ในการจัดกลุ่ม

Bridge Actor บัญชีที่มีค่า betweenness centrality สูงเมื่อเทียบกับปริมาณโพสต์หรือการเข้าร่วมเหตุการณ์ มีความสำคัญเชิงโครงสร้างเพราะเชื่อมโยงชุมชนที่แยกจากกัน

Actor Reach จำนวนบัญชีที่มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์หนึ่ง ๆ วัดความกว้างของผู้ชมในเครือข่าย

Sub-cluster Network เครือข่ายย่อยที่สร้างขึ้นรอบกลุ่มเหตุการณ์เฉพาะ เช่น เครือข่ายย่อยกรณีอาคาร สตง. ถล่ม