“แสตมป์เมา” ยาเสพติดชนิดเก่าในโฉมใหม่ ผู้ค้ามุ่งเจาะกลุ่มผู้เยาว์ ผู้ปกครองพึงระวัง
บัญชา จันทร์สมบูรณ์
“พ่อแม่ระวัง! ตอนนี้มีสารเสพติดชนิดใหม่เรียกว่า ‘แสตมป์เมา’ ทำเป็นสติกเกอร์ลายการ์ตูน ดูเผิน ๆ เหมือนของเล่นแต่มีฤทธิ์หลอนประสาทรุนแรง จนท. ตรวจยึดได้แต่ยังมีความเสี่ยงลักลอบแพร่ระบาด ขอให้พ่อแม่คอยเตือนลูกอย่ารับ อย่าลองของแปลกจากคนอื่นเด็ดขาด”
ข้อความนี้ถูกแชร์กันอย่างแพร่หลายในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2569 โดยเฉพาะในหมู่ผู้ใช้งานที่กำลังมีลูกเล็กวัยเรียน ให้ระมัดระวังการระบาดของ ‘แสตมป์เมา’ ซึ่งเมื่อสืบค้นก็พบว่า เรื่องนี้มีที่มาจากการเปิดเผยของกรมศุลกากร เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2569 ว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานศุลกากรกรุงเทพ ได้ตรวจยึดยาเสพติดชนิด LSD (Lysergic Acid Diethylamide) หรือ ‘แสตมป์เมา’ จำนวน 529 ชิ้น มูลค่ากว่า 200,000 บาท ลักลอบนำเข้ามาจากประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2569
พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวถึงการตรวจยึดแสตมป์เมาในครั้งนี้ว่า “สิ่งที่น่าเป็นห่วงไม่ใช่เพียงการลักลอบนำเข้ายาเสพติด แต่คือการออกแบบให้ยาเสพติดมีรูปลักษณ์ที่ดูปลอดภัยและเข้าถึงเยาวชนได้ง่ายขึ้น” จึงขอให้ผู้ปกครองและประชาชน ร่วมสร้างความตระหนักรู้ถึงโทษของสารเสพติดดังกล่าว พร้อมเฝ้าระวังสังเกตบุตรหลานอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อสิ่งของที่มีลักษณะคล้ายแผ่นกระดาษลายการ์ตูนจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ รวมทั้งสร้างความเข้าใจว่า แสตมป์การ์ตูนไม่ใช่ของเล่น ไม่ใช่ขนม แต่เป็นยาเสพติดอันตรายที่อาจทำลายสมอง การรับรู้ และอนาคตของผู้เสพได้อย่างถาวร

ที่มา: BBC , Getty Image
‘แสตมป์เมา’ ยาเสพติดชนิดใหม่จริงหรือ?
คำตอบคือแสตมป์เมาไม่ใช่ยาเสพติดชนิดใหม่ และมีประวัติศาสตร์ยาวนานเกือบร้อยปีแล้ว โดยย้อนไปเมื่อปี 2481 อัลเบิร์ต ฮอฟมานน์ (Albert Hofmann) นักเคมีชาวสวิตเซอร์แลนด์ ประสบความสำเร็จในการสังเคราะห์สารไลเซอร์จิกแอซิดไดเอทิลอะไมด์ (Lysergic Acid Diethylamide) โดยหวังว่าจะนำมาใช้เป็นยาช่วยให้ผู้ทำคลอด ทั้งพยาบาลผดุงครรภ์และหมอพื้นบ้านอย่างหมอตำแย รักษาอาการตกเลือดหลังคลอด (Post-childbirth bleeding หรือ Postpartum Hemorrhage) ของมารดาที่เพิ่งคลอดบุตรได้
ในปี 2529 ฮอฟมานน์ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว BBC ของอังกฤษ เล่าถึงประสบการณ์สัมผัสกับสารไลเซอร์จิกแอซิดไดเอทิลอะไมด์ ระหว่างการทดลองในช่วงเดือนเมษายน 2486 ว่า มันทำให้ตนเองหวนนึกถึงช่วงเวลาในวัยเด็กที่ลึกลับในป่าและดงไม้ และมีความรู้สึกว่าได้เห็นแง่มุมที่แท้จริงของธรรมชาติตลอดจนความงาม กลายเป็นความสุขอย่างประหลาด ซึ่งประสบการณ์ครั้งแรกนั้นไม่ได้เกิดจากการตั้งใจดื่มหรือกินสารดังกล่าวเข้าไปโดยตรง แต่น่าจะเป็นเพราะสัมผัสกับสารในปริมาณไม่มากที่ติดอยู่บริเวณนิ้วมือโดยไม่เจตนา
เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่รู้สึกนั้นเชื่อมโยงกับการสัมผัสสารไลเซอร์จิกแอซิดไดเอทิลอะไมด์จริง ๆ ฮอฟมานน์ได้ทดลองกับตนเองอีกครั้งอย่างระมัดระวัง โดยเริ่มจากปริมาณเพียง 0.25 มิลลิกรัม แต่แม้จะมีปริมาณน้อยขนาดนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือรู้สึกไม่สบายตัว มีอาการโซซัดโซเซระหว่างขี่จักรยานกลับบ้านบนถนนในเมืองบาเซิล การมองเห็นดูบิดเบี้ยว และเมื่อถึงบ้านระบบประสาทก็สูญเสียการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริงไป และต้องอยู่ในสภาพนั้นนานถึง 6 ชั่วโมง อาการจึงค่อย ๆ ดีขึ้นจนกลับสู่ความเป็นปกติอีกครั้ง
“เมื่อผมก้าวเข้าไปในห้องนั่งเล่นก็ต้องตกใจกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ตัวห้องและสิ่งของในห้องนั้นมีรูปร่าง สี และความหมายที่แตกต่างไปจากเดิม แม้แต่เก้าอี้ธรรมดาก็ดูเหมือนเป็นสิ่งมีชีวิตราวกับว่ามันกำลังเคลื่อนไหวจากภายใน มันผิดปกติมากจนผมกลัวว่าตัวเองจะเสียสติ ภาพหลอนแปลกประหลาดนี้เกิดขึ้นตลอดทั้งช่วงเย็น แม้แต่เพื่อนบ้านใจดีที่นำนมมาให้ผมเพื่อช่วยถอนพิษ ผมก็เห็นเขากำลังจะกลายร่างเป็นแม่มด และบางครั้งผมก็รู้สึกราวกับว่าได้ตายไปแล้วและกำลังอยู่ในนรก” ฮอฟมานน์ เล่าถึงสิ่งที่พบจากการทดลองใช้สาร LSD
หลังการค้นพบดังกล่าว ฮอฟมานน์ได้ทำรายงานนำเสนอกับ Sandoz บริษัทยาที่เขาทำงานอยู่ โดยมองว่าสารนี้อาจเป็นประโยชน์ในด้านการรักษาผู้ป่วยจิตเวชได้ จากนั้นจึงเริ่มมีการแจกจ่ายยาไปตามโรงพยาบาลเพื่อใช้ทดลองกับผู้ป่วย โดยจิตแพทย์บางคนใช้ยานี้เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถปลดปล่อยความทรงจำที่ถูกกดทับและความขัดแย้งทางจิตใจ จนกระทั่งเมื่อล่วงเข้าสู่ทศวรรษ 1960 (พ.ศ. 2503-2512) จึงเริ่มพบว่าสารดังกล่าวถูกนำไปใช้เป็นยาเสพติดในสหรัฐอเมริกา ทำให้แม้แต่ผู้ค้นพบอย่างฮอฟมานน์เองก็ไม่สบายใจ
นักเคมีผู้นี้ย้ำว่าแม้สารที่มีฤทธิ์หลอนประสาทจะถูกใช้มาอย่างยาวนานในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ แต่การใช้ในสมัยโบราณจะจำกัดวงอยู่เพียงในพิธีกรรมทางศาสนาหรือใช้โดยหมอผีเท่านั้น ไม่ได้ใช้กันอย่างแพร่หลายในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งหากเทียบกับบริบทของโลกสมัยใหม่คือการใช้โดยจิตแพทย์ และมันควรเป็นเช่นนั้นต่อไป ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มค้นพบและทดลองสาร LSD ตนก็กังวลมาตลอดว่าสิ่งเลวร้ายจะเกิดขึ้นหากสารนี้ถูกนำไปใช้อย่างไร้การควบคุม
อนึ่ง เหตุที่เรียกสารไลเซอร์จิกแอซิดไดเอทิลอะไมด์ว่า LSD เนื่องจากหากเขียนหรืออ่านในภาษาเยอรมัน (ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้กันแพร่หลายในสวิตเซอร์แลนด์ โดยเฉพาะที่เมืองบาเซิล) จะเป็นคำว่า Lysergsäurediethylamid รายงานของ BBC ระบุว่า ในปี 2512 มีการประมาณการว่าชาวอเมริกันกว่า 1 ล้านคนได้ลองใช้ LSD โดยไม่มีการดูแลจากแพทย์ และต่อมาในปี 2514 LSD ก็ถูกขึ้นบัญชีเป็นสารควบคุมอย่างเข้มงวดโดยองค์การสหประชาชาติ (UN) ตามอนุสัญญาว่าด้วยวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท (Convention on Psychotropic Substances)

ที่มา: กระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา
ปัจจุบันสาร LSD มีสถานะทางกฎหมายอย่างไร?
ตามรายงานของ BBC เมื่อสาร LSD ถูกกำหนดให้เป็นสารควบคุมโดย UN เกือบทุกประเทศก็ได้กำหนดให้สารดังกล่าวเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และแม้ในบางประเทศที่ยังอนุญาตให้ใช้ในการวิจัยทางการแพทย์ก็ต้องถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ด้วยผลกระทบที่รุนแรงต่อจิตใจและความเสี่ยงต่ออาการประสาทหลอนในระยะยาว ทำให้ LSD ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับยาเสพติดอย่างโคเคนและเฮโรอีน เนื่องจากมีศักยภาพในการนำไปใช้ในทางที่ผิดสูง
ข้อมูลจากเว็บไซต์กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ระบุว่า LSD มีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการหลงผิดและภาพหลอนที่บิดเบือนความรู้สึกเกี่ยวกับเวลาและตัวตนของผู้เสพ โดยพบการจำหน่ายและเสพได้ทั้งในรูปแบบของเหลวที่มักบรรจุในขวดเล็ก ๆ ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้ดูคล้ายขวดน้ำยาดับกลิ่นปาก หรือรูปแบบของแข็ง เช่น กระดาษซับ น้ำตาลหรือเจลาตินก้อน ยาเม็ด เป็นต้น โดยวิธีเสพคือการนำเข้าไปในปาก ทั้งนี้ ตามกฎหมายสหรัฐฯ LSD จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 เช่นเดียวกับเฮโรอีนและยาอี (Ecstasy หรือ MDMA)
ข้อมูลจากเว็บไซต์รัฐบาลอังกฤษระบุเช่นกันว่า LSD จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ซึ่งมีบทลงโทษหนักที่สุด เช่นเดียวกับโคเคน ยาอี เฮโรอีน เห็ดขี้ควาย (Magic Mushroom) เมทาโดน (Methadone) ยาบ้า (Methamphetamine) และยาไอซ์ (Crystal Methamphetamine) ผู้ครอบครองมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ส่วนผู้ค้าหรือผู้ผลิตอาจถูกลงโทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิต
ขณะที่เยอรมนี ข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภค (Bundesministerium der Justiz und für Verbraucherschutz) ระบุตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดของรัฐบาลกลาง (Betaubungsmittelgesetz – BtMG) กำหนดให้ LSD อยู่ในบัญชีภาคผนวกที่ 1 (Anlage I) หมายถึงยาเสพติดที่ไม่ได้รับอนุญาตให้จำหน่าย อย่างไรก็ตาม สถาบันกลางด้านยาและอุปกรณ์การแพทย์อาจออกใบอนุญาตสำหรับยาเสพติดที่ระบุไว้ในภาคผนวก 1 ได้เฉพาะในกรณีพิเศษเพื่อวัตถุประสงค์ทางวิทยาศาสตร์หรือวัตถุประสงค์อื่นที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ
ส่วนประเทศไทย ข้อมูลจากกองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบุว่า LSD อยู่ในบัญชียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ผู้ผลิต นำเข้า หรือส่งออก ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท ส่วนผู้เสพต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน-3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000-60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)
LSD เริ่มปรากฏในสังคมไทยเมื่อใด?
เรื่องนี้ไม่สามารถระบุได้แน่ชัด แต่เท่าที่สืบค้นได้ พบการกล่าวถึงในจุลสารพิษวิทยา (Poison and Drug Information Bulletin) ซึ่งจัดทำโดยศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลฉบับไตรมาส 4 ประจำเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2539 พบบทความชื่อ ‘มหันตภัยยาเสพย์ติดตัวใหม่’ ได้กล่าวถึง LSD เนื่องจากกำลังเป็นข่าวในสื่อมวลชนไทย ณ เวลานั้น
บทความนี้ระบุว่า LSD เป็นยาเสพติดที่ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นชาวอเมริกันมาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 (พ.ศ. 2503-2512) และทศวรรษ 1970 (พ.ศ. 2513-2522) มักพบการจำหน่ายในสถานที่ที่วัยรุ่นไปรวมตัวกัน เช่น ดิสโก้เธค ห้างสรรพสินค้า งานคอนเสิร์ตดนตรีร็อก ลักษณะเด่นคือเป็นสารที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส ละลายในน้ำและแอลกอฮอล์ได้ ผลิตภัณฑ์สามารถปรากฎอยู่ในรูปของสารละลาย โดยอยู่ในสเปรย์ หรืออยู่บนกระดาษซับทำให้แห้งแล้วนำมาสูดดมหรือรับประทานทั้งกระดาษ หรืออยู่ในรูปแบบหมากฝรั่ง ก้อนเจลาติน เป็นต้น
“เหตุที่ LSD เป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่น เพราะหลังจากเสพแล้วจะไม่มีกลิ่นจากทางเดินหายใจหรือเสื้อผ้า นอกจากนี้ยังราคาถูกเมื่อเปรียบเทียบกับบุหรี่ที่ผสมกัญชา หรือมีราคาเท่ากับเบียร์ประมาณ 6 กระป๋อง โดย Blotter Acid (สาร LSD ในรูปแบบกระดาษ) ขนาด 6×6 มม. ราคาประมาณ 4-5 เหรียญสหรัฐเท่านั้น” บทความดังกล่าวระบุ
ขณะที่ในด้านกฎหมาย พบการแก้ไขกฎหมายที่ระบุชื่อของ LSD ใน พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 เป็นการเพิ่มเติมข้อความใน พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ให้ชัดเจนขึ้น โดยในมาตรา 15 ที่กล่าวถึงยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ในข้อ (1) ระบุข้อความว่า “เด็กซ์โตรไลเซอร์ไยด์ หรือ แอล เอส ดี มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ ศูนย์จุดเจ็ดห้ามิลลิกรัมขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวนสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่สามร้อยมิลลิกรัมขึ้นไป” จากเดิมที่ในกฎหมายปี 2522 ไม่ได้ระบุ
ด้านการจับกุมและการประชาสัมพันธ์เตือนภัย พบปรากฏในข่าวมาเป็นระยะ ๆ เช่น ในวันที่ 23 พ.ย. 2562 มีการเปิดเผยจาก นิยม เติมศรีสุข เลขาธิการ ป.ป.ส. ในขณะนั้นว่ายังไม่พบการแพร่หลายของแสตมป์มรณะหรือกระดาษเมาในประเทศไทย โดยนับตั้งแต่ปี 2559 พบการจับกุมและยึดของกลางได้เพียง 3 คดี ซึ่งแต่ละคดีมี LSD 1-2 ชิ้น ในย่านแหล่งท่องเที่ยวของ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และสุราษฎร์ธานี และผู้ต้องหาเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ
วันที่ 4 มี.ค. 2567 นพ.ไพโรจน์ สุรัตนวนิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ในขณะนั้น ได้ออกมาเตือนภัยผลิตภัณฑ์กระดาษซับที่มีสาร LSD ซึ่งมีหลายชื่อเรียก เช่น กระดาษเมา สติกเกอร์เมา กระดาษมหัศจรรย์ แสตมป์มรณะว่า เมื่อได้รับสาร LSD ผ่านการนำกระดาษดังกล่าวอมไว้ใต้ลิ้น จะทำให้ผู้เสพรูม่านตาขยาย อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ความดันโลหิตสูงและอัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น เหงื่อออก นอนไม่หลับ ปากแห้ง ตัวสั่นและเบื่ออาหาร
“เมื่อเสพสาร LSD เข้าสู่ร่างกาย ในระยะแรกจะทำให้มึนศีรษะ เห็นแสงวูบวาบ เคลิ้มสุข หลังจากนั้นจะเกิดอาการประสาทหลอนอย่างรุนแรง เห็นภาพหลอน หูแว่ว ประสาทในการรับภาพและสีผิดเพี้ยนไป เห็นภาพความทรงจำในอดีต เกิดอาการหวาดกลัว บางรายอาจทำร้ายตนเอง หรือทำร้ายผู้อื่นและอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้” นพ.ไพโรจน์กล่าว

ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก ‘สำนักงาน ป.ป.ส. – ONCB’
ล่าสุดเพจเฟซบุ๊ก ‘สำนักงาน ป.ป.ส. – ONCB’ โพสต์ข้อความแจ้งเตือนเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2569 ระบุมีการนำสาร LSD มาหยดลงบนกระดาษซับน้ำแล้วตัดเป็นแผ่นเล็ก ๆ คล้ายแสตมป์ พร้อมพิมพ์ลวดลายการ์ตูนหรือสีสันสดใส ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นของเล่น ของสะสม หรือสติกเกอร์ จึงขอเตือนผู้ปกครองให้เฝ้าระวัง ให้ความรู้เด็กเกี่ยวกับยาเสพติดรูปแบบใหม่ เน้นย้ำเรื่องการไม่รับของจากบุคคลแปลกหน้า หากพบกระดาษหรือแผ่นลายการ์ตูนที่ไม่ทราบที่มา ไม่ควรสัมผัสหรือทดลองใช้ ควรสังเกตพฤติกรรมผิดปกติของบุตรหลาน และพูดคุยสร้างความเข้าใจอย่างสม่ำเสมอ
“ปัจจุบันขบวนการค้ายาเสพติดมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบและบรรจุภัณฑ์ให้ดึงดูดเด็กและเยาวชนมากขึ้น โดยใช้ลวดลายการ์ตูน สีสันสดใส เพื่ออำพรางยาเสพติดและหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ขอให้ผู้ปกครอง ครู และสถานศึกษา ร่วมกันเฝ้าระวัง สร้างภูมิคุ้มกัน และให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชน เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของยาเสพติดรูปแบบใหม่” ป.ป.ส. ระบุ
โดยสรุป สาร LSD ในรูปแบบแสตมป์เมาหรือกระดาษเมา ไม่ใช่ยาเสพติดชนิดใหม่ มีการใช้กันมานานหลายสิบปีแล้ว เพียงแต่ในอดีตอาจได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่นหรือนักเที่ยว แต่ปัจจุบันขบวนการค้ายาเสพติดได้หันเป้าหมายมาสู่ผู้เยาว์ที่มีอายุน้อยลง ผ่านการออกแบบลวดลายบนกระดาษซับให้เป็นลายการ์ตูนที่ดูผิวเผินน่ารักไร้พิษภัย ซึ่งเป็นข้อค้นพบที่น่าเป็นห่วงและทุกภาคส่วนในสังคมต้องช่วยกันเฝ้าระวัง
อ้างอิง
- กรมศุลกากรเตือน สารเสพติดรูปแบบใหม่ “ LSD แสตมป์เมา” หลอนประสาทรุนแรง : ช่อง7HD 24 ก.ค. 2569
- Press release ฉ.49/2569 ภัยเงียบใกล้ตัวเด็ก! กรมศุลกากรยึด “LSD แสตมป์เมา” เตือนผู้ปกครองอย่าชะล่าใจ สารเสพติดรูปแบบใหม่ พิษหลอนประสาทขั้นรุนแรง : กรมศุลกากร 24 ก.ค. 2569
- ‘A kind of dream world appeared’: The ‘bizarre’ story of the world’s first LSD trip : BBC 13 เม.ย. 2569
- Hallo Basel-Stadt , Kanton Basel-Stadt
- Convention on Psychotropic Substances , 1971 : สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ
- LSD Fast Facts : กระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา
- Drugs penalties : GOV.UK
- Gesetz über den Verkehr mit Betäubungsmitteln (Betäubungsmittelgesetz – BtMG) , กระทรวงยุติธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภคเยอรมนี
- แอลเอสดี (LSD) : กองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา , 25 มิ.ย. 2566
- POISON & DRUG INFORMATION BULLETIN , Vol.4, No.4 (October-December) 1996 , ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี
- มหันตภัยยาเสพย์ติดตัวใหม่ , POISON & DRUG INFORMATION BULLETIN , Vol.4, No.4 (October-December) 1996 , ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี
- พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 , ฉบับยังไม่แก้ไข
- พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 , กองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา , 25 มิ.ย. 2566
- พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 (รวมฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) , กองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา , 12 พ.ค. 2566
- ป.ป.ส.รับแสตมป์มรณะ หรือกระดาษเมามีจริง เสพมากประสาทหลอน เคยจับได้ 3 รายแต่ไม่พบระบาดในไทย : ผู้จัดการ 23 พ.ย. 2562
- ‘กระดาษเมา’ที่แท้หยด’สารแอลเอสดี ‘เตือนอันตราย ออกฤทธิ์หลอนประสาทรุนแรง ถึงขั้นฆ่าตัวตาย : ไทยโพสต์ 4 มี.ค. 2567
- เตือนภัยใกล้ตัวเด็ก! LSD “แสตมป์เมา” ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ลายการ์ตูนน่ารัก…แต่อันตรายถึงชีวิต : ป.ป.ส. , 25 ก.ค. 2569
