ตรวจสอบ @Baworndet24761: บัญชี X ที่โจมตี-สร้างความเกลียดชังพรรคประชาชนและนักกิจกรรมทางการเมือง
กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค
กองบรรณาธิการโคแฟค ประเทศไทย เริ่มทำงานด้านการตรวจสอบข่าวลวงทางการเมือง (political disinformation) ตั้งแต่การเลือกตั้ง 14 พ.ค. 2566 จนถึงปัจจุบัน ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเราพบบัญชีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียที่เผยแพร่เนื้อหาเท็จที่มุ่งโจมตีพรรคก้าวไกล/ประชาชน (ปชน.) ซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือบัญชี X ที่ใช้ชื่อโปรไฟล์ว่า “บวรเดช” ชื่อผู้ใช้งาน (username) @Baworndet24761 ซึ่งในรายงานชิ้นนี้จะเรียกว่า “บัญชีบวรเดช”1
ในแพลตฟอร์ม X มีบัญชีผู้ใช้งานจำนวนมากที่แสดงจุดยืนทางการเมืองชัดเจนและเผยแพร่เนื้อหาที่สนับสนุนหรือวิพากษ์วิจารณ์พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งอย่างเปิดเผย แต่เหตุผลที่โคแฟคให้ความสนใจกับบัญชีบวรเดช เพราะมีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ข้อความใส่ร้ายกล่าวหาบุคคลอื่นโดยไม่มีหลักฐานตั้งแต่เรื่องทุจริตไปจนถึงเรื่องชู้สาวมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ใช้ถ้อยคำเหยียดเพศ ด่าทอด้วยคำหยาบคาย ข่มขู่ทำร้ายร่างกาย และนำประเด็นเรื่องการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์มาปลุกปั่นสร้างความเกลียดชังนักการเมืองพรรคก้าวไกล/ปชน. รวมทั้งนักกิจกรรมทางการเมืองที่เคยออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในช่วงปี 2562-2563
แม้ว่าหลายข้อความที่บัญชีบวรเดชโพสต์จะเป็นการแสดงความคิดเห็น วิจารณ์หรือตรวจสอบนักการเมือง/พรรคการเมืองโดยปกติที่ยอมรับได้ แต่ข้อความจำนวนมากเป็นการใส่ร้าย มุ่งกล่าวหาโจมตีด่าทอเพื่อทำลายชื่อเสียงของบุคคล (character assasination) หลายโพสต์เป็นเนื้อหาที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ยากและต้องใช้เวลา แม้พรรคก้าวไกล/ปชน. หรือผู้ที่ได้รับความเสียหายจะออกมาปฏิเสธหรือชี้แจงข้อเท็จจริง แต่บัญชีบวรเดชก็ยังคงเผยแพร่เนื้อหาเหล่านั้นซ้ำ ๆ มาเกือบ 5 ปีเต็ม
วันที่ 8 มี.ค. 2569 ปชน. ออกแถลงการณ์เรื่อง “ยกระดับแนวทางของพรรคประชาชนในการรับมือและต่อสู้กับข่าวปลอมและข่าวบิดเบือนอย่างเป็นระบบ” ระบุในตอนหนึ่งว่า “พรรคจะสงวนสิทธิในการปกป้องตนเอง โดยเฉพาะการดำเนินการทั้งในทางแพ่งและอาญากับผู้มีอิทธิพลทางความคิดหรือเครือข่ายต่าง ๆ ที่จงใจกล่าวหา ใส่ร้าย สร้างข้อมูลเท็จ บิดเบือนข้อมูล และกระทำซ้ำอย่างเป็นระบบหรือสม่ำเสมอ ในทางที่เสียหายต่อพรรคและบุคลากรของพรรค”
แหล่งข่าวจาก ปชน. ให้ข้อมูลว่าบวรเดชเป็นหนึ่งในบัญชี X ที่ทางพรรคเห็นว่ามีพฤติกรรมจงใจกล่าวหา ใส่ร้าย สร้างข้อมูลเท็จที่ทำให้พรรคและบุคลากรของพรรคได้รับความเสียหาย โดยมีการกระทำซ้ำอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี และเป็นหนึ่งในบัญชี X ที่พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ได้แจ้งความข้อหาหมิ่นประมาทเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2568 จากการบิดเบือนข้อความให้สัมภาษณ์กรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โดยพรรณิการ์กล่าวว่า “แอคเคาท์บวรเดชเป็นหนึ่งในแอคเคาท์เก่าแก่ที่เราติดตามมาโดยตลอดและพบว่าเป็นระดับแม่ข่ายของไอโอทหาร”

การทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองของโคแฟคในช่วงที่ผ่านมามุ่งเน้นที่การตรวจสอบเนื้อหา โดยไม่ได้วิเคราะห์พฤติกรรมการเผยแพร่เนื้อหาของบัญชีผู้ใช้งาน (account) ส่วนหนึ่งเป็นเพราะขาดแคลนนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (data scientist) ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการรวบรวม จัดเก็บ ประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (big data) และนำเสนอผลการศึกษาในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ทำให้การทำงานของโคแฟคจำกัดอยู่เพียงแค่การหักล้างข้อมูลเท็จเป็นรายโพสต์
เพื่อพัฒนาการทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองของกองบรรณาธิการโคแฟคจากการมุ่งตรวจสอบเฉพาะตัวเนื้อหาไปสู่การใช้วิทยาการข้อมูล (data science) ในการวิเคราะห์พฤติกรรมและเจตนาของบัญชีผู้ใช้งาน โคแฟคได้ทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลอิสระในการเก็บรวบรวมโพสต์ของบัญชีบวรเดชตั้งแต่เปิดใช้งานเมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2564 จนถึง 31 พ.ค. 2569 จำนวนทั้งหมด 15,990 โพสต์ และนำข้อมูลที่ได้มาประมวลผลและวิเคราะห์พฤติกรรมการโพสต์เนื้อหาโดยเฉพาะการมุ่งโจมตี ปชน. และนักกิจกรรมทางการเมือง
การเก็บข้อมูลครั้งนี้เป็นการทดลองนำ data science มาเสริมการทำงานของกองบรรณาธิการโคแฟคในการตรวจสอบบัญชีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียที่มีพฤติกรรมใส่ร้ายโจมตีทางการเมืองด้วยเนื้อหาอันเป็นเท็จ โดยใช้บัญชีบวรเดชเป็นกรณีศึกษา
กำเนิดบัญชีบวรเดช
บัญชี X นี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการชุมนุมขับไล่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นแทบจะทุกวันในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ส่วนใหญ่นำโดยกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ เช่น กลุ่มทะลุฟ้า กลุ่มทะลุแก๊ซ และกลุ่มเยาวชนปลดแอก ไอลอว์บันทึกเหตุการณ์ในเดือนสิงหาคม 2564 ไว้ว่าแยกดินแดงกลายเป็นพื้นที่ปะทะกันด้วยความรุนแรงระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมที่ขับไล่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ กับตำรวจชุดควบคุมฝูงชนอย่างน้อย 18 วัน จนพื้นที่นี้ถูกเรียกขานว่า “สมรภูมิดินแดง”
ท่ามกลางความขัดแย้งและความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการระบาดของโควิด-19 บัญชีผู้ใช้งาน @Baworndet24761 ก็ปรากฏตัวขึ้นบนแพลตฟอร์ม X โดยโพสต์ข้อความแรกเมื่อเวลา 20.14 น. ของวันที่ 2 สิงหาคม 2564 ว่า “โดนพวกสามกีบรุม report จนแอคปลิว ถ้าแอคนี้ปลิวอีกคงหนีไปเล่น facebook แทนแลัว” ตามด้วยข้อความตอบกลับผู้ติดตามว่า “ด่าวิโรจน์ จนสมัครใหม่มา 9 แอคแล้ว” “จะ 10 แอคแล้วค่า เหนื่อยแล้ว” และ “โดนขึ้นว่าเป็นแอค violence ทวิตเนื้อหารุนแรงง่ะ ไม่รู้รุนแรงยังไง วัน ๆ ด่าแต่ไอ้วิโรจน์”
ข้อความเหล่านี้บอกให้รู้ว่าเจ้าของบัญชีเคลื่อนไหวอยู่ใน X มาก่อนหน้านี้แล้ว และสร้างบัญชีบวรเดชขึ้นมาเพื่อทดแทนบัญชีที่ “ปลิว” ไป บัญชีบวรเดชเป็นบัญชีที่ 9 ของผู้ใช้งานรายนี้ เพราะบัญชีก่อน ๆ ถูกระงับการใช้งานเนื่องจากละเมิดข้อบังคับของ X ว่าด้วยการเผยแพร่เนื้อหาที่รุนแรง (violent content)
ณ วันที่ 30 ก.ค. 2569 บัญชีบวรเดชฯ มีผู้ติดตาม 31,997 บัญชี

ตัวตนและจุดยืนทางการเมือง
ช่วงแรก ๆ บัญชีบวรเดชใช้สรรพนามและคำลงท้ายเป็นผู้หญิง แต่ราวหนึ่งเดือนผ่านไปก็เริ่มเรียกแทนตัวเองว่า “ผม” และถ้อยคำที่แสดงตัวตนว่าเป็นผู้ชายมาตลอด ข้อความที่โพสต์ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการเมือง
เจ้าของบัญชีบวรเดชไม่เคยเปิดเผยตัวตน ช่วงที่ทวิตเตอร์เปิดฟีเจอร์สนทนาสดที่เรียกว่า Space เขาโพสต์ว่า “ด้วยเหตุผลบางประการ เราไม่สามารถขึ้นไปพูดใน Space ได้ แต่เคยเอาแอคหลุมไปพูดอยู่หนนึงนะ…อยากคุยกับทุกคน แต่เราสะดวกฟังอย่างเดียวมากกว่า” และเคยตอบผู้ติดตามคนหนึ่งว่า “อยากปิดบังตัวตนไว้แบบนี้มากกว่าครับ”
แม้จะไม่เปิดเผยแต่ก็ไม่ถึงกับปกปิดตัวตน เพราะมีหลายครั้งที่เขาโพสต์เรื่องส่วนตัว เช่น อายุ ซีรีส์เกาหลีที่ชอบดู หนังเรื่องโปรดใน Netflix และทีมฟุตบอลที่เชียร์
หลังการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 บัญชีบวรเดชโพสต์ภาพสูติบัตรที่มีบาร์โค้ดพร้อมข้อความเสียดสีคนที่ออกมาเรียกร้องให้ตรวจสอบเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ในเวลาใกล้เคียงกัน ผู้ใช้เฟซบุ๊กคนหนึ่งได้โพสต์ข้อความและภาพเดียวกันนี้ในกลุ่มเฟซบุ๊ก “นั่งอยู่บ้าน วิจารณ์ธนาธร” ทำให้ผู้ติดตามบางคนตั้งข้อสังเกตว่าเจ้าของบัญชีเฟซบุ๊กกับบัญชีบวรเดชอาจเป็นคนเดียวกัน และเมื่อนำชื่อบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าวไปสืบค้น พบว่าเจ้าของบัญชีนี้มักโพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นในเพจต่าง ๆ ส่วนมากเป็นเนื้อหาโจมตี ปชน. เช่นกัน
บัญชีบวรเดชแนะนำตัวเองในประวัติย่อ (bio) ว่า “แอคนี้เป็นกลางทางการเมืองที่สุดใน Twitter” แต่ข้อความจำนวนมากที่โพสต์บ่งบอกชัดเจนว่าเขาเป็นฝ่ายตรงข้ามและหลายครั้งที่เขาใช้คำว่า “เกลียด” ก้าวไกล/ปชน.2 เขาไม่ชอบพรรคเพื่อไทย (พท.) และโพสต์โจมตีทักษิณ-ยิ่งลักษณ์-แพทองธาร ชินวัตร อยู่หลายครั้ง แต่ก็ยังเห็นว่าเพื่อไทย “เลวน้อยกว่า” ก้าวไกล/ปชน. “ตรงที่ไม่ได้ประกันตัวม็อบ ไม่ได้สนับสนุนทะลุแก๊ส” ช่วงต้นปี 2567 บวรเดชรีโพสต์ข้อความของผู้สนับสนุน พท. บ่อยครั้งจนต้องออกตัวว่า “ช่วงนี้เราอาจจะรีทวิตนางแบกมากขึ้นเพราะเค้าด่าก้าวไกล ส่วนฝั่งโน้นเค้าก็รีทวิตผมมากขึ้นเหมือนกัน เพราะผมก็ด่าก้าวไกล แต่ผมไม่มีทางย้ายไปฝั่งนางแบกแน่นอน”
บัญชีบวรเดชมักโพสต์สนับสนุนและชื่นชมพรรคพลังประชารัฐและ พล.อ.ประยุทธ์ ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์จะหมดวาระการเป็นนายกฯ ในเดือนสิงหาคม 2566 บวรเดชโพสต์ว่า “ผมจะคิดถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ตลอดไป” เขายังเป็นแฟนตัวยงของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะกรณ์ จาติกวณิช และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดังที่เขาเคยโพสต์ว่า “เลือกพรรคประชาธิปัตย์มาแทบทั้งชีวิต” และ “เป็น FC คุณอภิสิทธิ์” ก่อนการเลือกตั้ง 14 พ.ค. 2566 เขาโพสต์ว่า “อยากเลือกพลังประชารัฐเพราะกลัวพวกพรรคส้มมีอำนาจ แต่จริง ๆ ชอบพรรคกล้ามากกว่าเพราะชอบกรณ์ ไม่ได้พิศสวาทลุงตู่มากมาย” นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี เป็นนักการเมืองอีกคนหนึ่งที่เขานิยมชมชอบ
บัญชีบวรเดชโพสต์ข้อความและติดแฮชแท็กที่แสดงความรักและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เป็นระยะ ๆ ควบคู่ไปกับการโจมตีนักกิจกรรมทางการเมืองที่เรียกร้องการปฏิรูปสถาบัน เคยกล่าวหาผู้สนับสนุน ปชน. ว่า “ฐานเสียงของพรรคส้มคือพวกล้มเจ้า” และโพสต์ว่าเขาพร้อมที่จะระเบิดพลีชีพตัวเองเพื่อให้ “พวกล้มล้างการปกครองหายไปจากประเทศไทย”
วิเคราะห์เนื้อหา
ข้อความเกือบ 16,000 โพสต์ที่เราเข้าถึงและบันทึกไว้ได้ตั้งแต่วันที่บัญชีบวรเดชเปิดใช้งาน (2 ส.ค. 2564) จนถึงวันที่ 31 พ.ค. 2569 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการเก็บข้อมูล ทำให้สามารถวิเคราะห์ภาพรวมของเนื้อหาและพฤติกรรมของเจ้าของบัญชีได้ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงประเด็น ดังต่อไปนี้
1. เชิงปริมาณ (เฉพาะโพสต์ที่ยังคงเข้าถึงได้ ณ วันที่เก็บข้อมูล)
- จำนวนโพสต์ทั้งหมด 15,990 โพสต์
- จำนวนการกล่าวถึงบัญชีอื่น ๆ 12,928 ครั้ง
- ปี 2565 บัญชีบวรเดชโพสต์ข้อความเป็นจำนวนมากที่สุดคือ 7,902 ข้อความ ตามมาด้วยปี 2566 โพสต์ 3,539 ข้อความ

- จำนวนการมีส่วนร่วม (engagement) รวม 30.09 ล้านครั้ง โดยปี 2566 มียอดการมีส่วนร่วมสูงสุดคือ 14.33 ล้านครั้ง ตามด้วยปี 2565 (5.86 ล้านครั้ง) และปี 2567 (7.44 ล้านครั้ง)

- บัญชีที่บวรเดชกล่าวถึง (mention) มากที่สุด 10 อันดับแรก คือ @wirojlak ของวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส. ปชน. 438 ครั้ง อันดับที่ 2 “ถือแถน” นักวิจารณ์การเมืองผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย (397 ครั้ง) อันดับที่ 5 มติชนออนไลน์ (175 ครั้ง) อันดับที่ 7 @Piyabutr_FWP ของปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้ร่วมก่อตั้งและอดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (152 ครั้ง) อันดับที่ 10 คือ @nanaicez ของรักชนก ศรีนอก สส. ปชน. ส่วนบัญชีที่เหลือเป็นบุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่สื่อหรือบุคคลสาธารณะและบางบัญชีปิดการใช้งานไปแล้ว

- โพสต์ที่มียอดการเข้าชม (view) และการมีส่วนร่วมสูงสุดคือข้อความที่บวรเดชเข้าไปตอบ (reply) ในโพสต์ของปิยบุตรเมื่อ 26 ธ.ค. 2565 มียอดเข้าชมและการมีส่วนร่วมมากกว่า 1.1 ล้านครั้ง ในโพสต์นี้ปิยบุตรแนะนำซีรีส์ที่จะเข้าฉายทาง Netflix บัญชีบวรเดชเข้ามาตอบใต้โพสต์ว่า “วัน ๆ ดูแต่หนัง ทำงานบ้างไหม ไอ้สัxx” ซึ่งปิยบุตรได้เข้ามาตอบว่า “เป็น xxx อะไรครับ ไม่เสืxx สิครับ” การตอบโต้ระหว่างบวรเดชกับปิยบุตรในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากผู้ใช้ X จำนวนมาก

2. เชิงประเด็น
2.1 ประเด็นตามสถานการณ์ทางการเมือง
ประเด็นที่บัญชีบวรเดชโพสต์มักสอดคล้องกับประเด็นทางการเมืองในแต่ละช่วง แต่ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับก้าวไกล/ปชน. รองมาคือพรรคเพื่อไทย ภาพรวมประเด็นทางการเมืองที่บัญชีบวรเดชโพสต์ในช่วง 5 ปี มีดังนี้

2.2 โจมตีพรรคก้าวไกล/ปชน. ซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่อง
นอกจากโพสต์ตามสถานการณ์ทางการเมืองแล้ว ยังมีประเด็นอีกชุดหนึ่งที่บัญชีบวรเดชมักหยิบมากล่าวหาโจมตีซ้ำ ๆ ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับพรรคก้าวไกล/ปชน. และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรค ดังนี้
“พรรคหื่นกาม” - สส.,สก. พรรคส้มข่มขืน/ทำร้ายผู้หญิง
ปี 2566 พรรคก้าวไกลเผชิญข้อร้องเรียนเรื่อง สส. และสมาชิกพรรคมีพฤติกรรมคุกคามทางเพศรวมทั้งหมด 4 กรณี คือ สิริน สงวนสิน สส. กทม. , เกรียงไกร จันกกผึ้ง อดีตผู้สมัคร สส. ชัยภูมิ, วุฒิพงศ์ ทองเหลา สส.ปราจีนบุรี และไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ สส.กทม. ซึ่งการสอบสวนข้อเท็จจริงของพรรคได้ข้อสรุปว่ามีการกระทำความผิดจริง และต่อมาคณะกรรมการบริหารพรรคมีมติลงโทษสิรินด้วยการตัดสิทธิพึงมีในฐานะสมาชิกพรรค ส่วนเกรียงไกร วุฒิพงศ์และไชยามพวานถูกขับออกจากการเป็นสมาชิกพรรค
บัญชีบวรเดชนำกรณีเหล่านี้มากล่าวหาโจมตีก้าวไกล/ปชน. อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา
จากข้อความทั้งหมดที่ยังคงเข้าถึงได้ ณ วันที่ 31 พ.ค. 2569 บัญชีบวรเดชโพสต์ข้อความที่มีคำว่า “ข่มขืน” และ “คุกคามทางเพศ” 151 ข้อความ ในจำนวนนี้เป็นข้อความที่มีเนื้อหาโจมตีพรรคก้าวไกล/ปชน. มากกว่า 100 ข้อความ เช่น
- “หมอชิต 2 อันตรายต้องปรับปรุง แล้วที่ทำการพรรคก้าวไกล มีผู้หญิงโดนข่มขืน โดนทำร้าย โดนจับมอมเหล้าเป็นสิบราย ไม่ต้องปรับปรุงเหรอครับ? อันตรายกว่าหมอชิต 2 อีก” (30 ธ.ค. 2566)
- “บวรเดช ขอความร่วมมือเพื่อน ๆ หยุดเรียกพรรคก้าวไกลว่าก้าวไกลครับขอให้ใช้ชื่ออื่น…ส่วนตัวชอบเรียกว่า ‘ใกล้กาม’ เพราะ สส. พรรคนี้หื่นกามและมีข่าวคุกคามเพศตรงข้ามมากที่สุดในประเทศไทย” (4 ม.ค. 2567)
- “สส. ในพรรคมึงข่มขืนผู้หญิงไม่เห็นมึงทำอะไรเลย” (โพสต์ในบัญชี X ของปิยบุตร, 10 ม.ค. 2567)
- “ถ้าชอบข่มขืน ทำร้ายผู้หญิง ต้องไปอยู่ก้าวไกล” (30 เม.ย. 2567)
- “พวกผู้ชายที่ข่มขืนทุบตียังอยู่ดีในพรรคส้ม” (29 ต.ค. 2568)
- “พรรคการเมืองบางพรรคก็เลือกเหยื่อข่มขืนจากบัตรประชาชนเพราะมันรู้ดีว่า ต่อให้พวกมันข่มขืนกี่ครั้งคน กทม. ก็ยังเลือก” (13 มี.ค. 2569)
หมายเหตุ: ข้อความจากโพสต์ของบัญชีบวรเดชที่หยิบยกมาเผยแพร่ในรายงานนี้ ผู้เขียนได้แก้ไขตัวสะกด เปลี่ยนตัวอักษรย่อเป็นคำเต็ม เช่น ผช เป็น ผู้ชาย เพื่อให้อ่านเข้าใจง่าย เซ็นเซอร์คำหยาบ และตัดข้อความบางส่วนออกเพื่อให้กระชับแต่ยังคงความหมายเดิมไว้ทุกประการ ผู้อ่านสามารถเข้าถึงข้อความเต็มได้ในลิงก์บันทึก (archived link) ท้ายข้อความ
“พรรคล้มเจ้า”
บัญชีบวรเดชประกาศตัวชัดเจนผ่านข้อความและแฮชแท็กต่าง ๆ ว่าเป็นผู้จงรักภักดีและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงเป็นเรื่องไม่เกินความคาดหมายที่เขาจะใช้ข้อกล่าวหาเรื่อง “ล้มเจ้า” “ล้มล้างสถาบัน” “ล้มล้างการปกครอง” มาใส่ร้ายโจมตีคนหรือพรรคการเมืองที่เขาไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะพรรคก้าวไกล/ปชน. และนักกิจกรรมทางการเมืองที่ร่วมเคลื่อนไหวเรียกร้องการปฏิรูปสถาบัน ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงและมีบทลงโทษสูง ทั้งยังง่ายต่อการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังกันจนถึงขั้นใช้ความรุนแรง
จากโพสต์ที่เรารวบรวมและบันทึกไว้ได้ ณ วันที่ 31 พ.ค. 2569 บัญชีบวรเดชโพสต์ข้อความที่มีคำว่า “ล้มเจ้า” ทั้งหมด 47 ข้อความ ข้อความที่มีคำว่า “ล้มล้างการปกครอง” และ “ล้มล้างสถาบัน” รวมกัน 20 ข้อความ เป็นข้อความที่กล่าวหาพรรคก้าวไกล/ปชน. 23 ข้อความ, กล่าวหาธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 14 ข้อความ, กล่าวหาปิยบุตร แสงกนกกุล 9 ข้อความ, พิธา 2 ข้อความ และม็อบเยาวชนซึ่งเขาเรียกว่ากลุ่ม “สามกีบ” 3 ข้อความ โดยมักจะใช้ถ้อยคำรุนแรงและหยาบคาย เช่น
- “เxี้x ระยำ หมาถ่อย ล้มเจ้า = ก้าวไกล” (29 ธ.ค. 2564)
- “ฐานเสียงของพรรคส้มคือพวกล้มเจ้า” (29 ธ.ค. 2564)
- “คุยกับปิยบุตรได้ แต่อย่ามีทัศนคติล้มเจ้าเหมือนปิยบุตร” (11 พ.ค. 2568)
- “…พรรคส้มที่เป็นศูนย์รวมของพวกล้มเจ้า ไม่มีใครอยากร่วมงานด้วย” (20 มี.ค. 2567)
- “…พอเวหาโดนจับ ก้าวไกลก็เรียกร้องศาลให้ประกันตัวเวหาทันทีเพราะพรรคชอบคนใส่ร้ายในหลวง” (2 ก.พ. 2567)
- “ฮิตเลอร์ พอชนะการเลือกตั้ง ก็ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวด้วยระบอบประชาธิปไตยพรรคก้าวไกล ชนะเลือกตั้งเมื่อไหร่คนรักสถาบันก็จะโดนฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุเช่นกัน ด้วยข้อหาที่ไม่เห็นตรงกันกับธนาธร” (27 มี.ค. 2567)
- “เหตุผลเดียวที่ธนาธร ซื้อบ้านปรีดีเพราะปรีดีล้มเจ้า” (2 เม.ย. 2567)
นอกจากนี้ยังพบข้อความที่กล่าวหาใส่ร้ายพรรคก้าวไกลโดยไม่มีหลักฐาน เช่น “นโยบายพรรคก้าวไกลคือห้าม สส. โพสต์ ‘ทรงพระเจริญ’ ถ้าเจอใครโพสต์ให้เอาทัวร์ไปลง” (28 ก.ค. 2566)
พิธาทำร้ายร่างกายภรรยา
ชุติมา ทีปะนาถ อดีตภรรยาของพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เคยฟ้องร้องพิธาเรื่องการใช้ความรุนแรงในครอบครัว ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำสั่งยกคำร้องเมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 ซึ่งหมายความว่าพิธาไม่มีความผิดและคดีสิ้นสุดแล้ว แต่บัญชีบวรเดชยังนำข้อกล่าวหาเรื่องทำร้ายร่ายกาย ประกอบกับคำให้สัมภาษณ์ของชุติมาเกี่ยวกับปัญหาในครอบครัวมาโพสต์บิดเบือนใส่ร้ายโจมตีพิธาและพรรคมาตลอด 5 ปี โดยใช้ทั้งคำว่า “ตบเมีย” “เตะเมีย” “ซ้อมเมีย” โดยไม่เคยให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดีหรือคำชี้แจงของพิธา เป็นการจงใจทำลายชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของนักการเมืองและพรรคการเมือง
จากข้อความทั้งหมดที่ยังคงเข้าถึงได้ ณ วันที่ 31 พ.ค. 2569 บัญชีบวรเดชโพสต์ข้อความกล่าวหาพิธาเรื่องทำร้ายร่างกายภรรยาอย่างน้อย 136 ข้อความ เช่น
- โพสต์ภาพพิธาถ่ายรูปคู่กับไชยอมร “แอมมี่” แก้ววิบูลย์พันธุ์ ฝังข้อความว่า “สมาคมคนซ้อมเมีย” (8 ม.ค. 2567)
- “คนเจนีวารู้มั้ยว่ามึงตบเมีย” (25 มี.ค. 2567 โพสต์ในบัญชี X ของพิธาที่เล่าเรื่องการเดินทางไปร่วมการประชุมสหภาพรัฐสภาโลกที่เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์)
- “หัวหน้าพรรคตบเมีย สส. คุกคามทางเพศ 4 คน สก. ก็คุกคามทางเพศ สจ. ก็พึ่งซ้อมเมีย ยอมรับความจริงหน่อย…” (30 ต.ค. 2568)
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายโพสต์ที่บัญชีบวรเดชนำคำให้สัมภาษณ์ของชุติมาในรายการ Club Friday Show ช่อง GMM25 เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2562 มาบิดเบือนว่าพิธาทำร้ายร่างกายภรรยาเพราะไม่พอใจที่เธอชมนักแสดงชาวต่างชาติในภาพยนตร์เรื่อง Iron Man โดยเขาโพสต์เรื่องนี้ไม่ต่ำกว่า 30 ครั้ง
“จิรัฏฐ์” หนีการเกณฑ์ทหาร-ใช้ใบ สด.43 ปลอม
ต้นปี 2567 จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส. ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกลและโฆษกคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น ถูกกล่าวหาว่าหนีการตรวจเลือกเป็นทหารและปลอมแปลงใบรับรองผลการตรวจเลือกทหารกองเกินหรือใบ สด. 43 ซึ่งจิรัฏฐ์ยืนยันมาตลอดว่าใบ สด. 43 ที่ระบุว่าเขาผ่านการตรวจเลือกและจับได้ใบดำไม่ต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารนั้นเป็นเอกสารจริงที่ได้รับจากสัสดีต่อมานายทหารพระธรรมนูญได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับจิรัฏฐ์ข้อหาปลอมแปลงและใช้เอกสารราชการปลอม ศาลอาญามีคำพิพากษาพิพากษาเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2568 จำคุกจิรัฏฐ์เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ในความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม และยกฟ้องในข้อหาปลอมแปลงเอกสาร จิรัฏฐ์ได้รับการประกันตัวและขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการอุทธรณ์
แม้ว่าคดีจะยังไม่สิ้นสุด แต่หลายข้อความที่บัญชีบวรเดชโพสต์ได้ตัดสินไปแล้วว่าอดีต สส. ก้าวไกลหนีทหารและใช้เอกสารปลอม โดยโพสต์เรื่องนี้ไม่ต่ำกว่า 28 ครั้ง เช่น
- “ไอ้จิรัฏฐ์ยัดเงินซื้อใบ สด. 43 ปลอม [ติ่งส้ม] ชมว่าเปิดเผยการทุจริตของกองทัพ” (6 เม.ย. 2567)
- “ยกตัวอย่างประเทศที่ตั้งคนหนีทหารมาเป็นกรรมาธิการทหารสักประเทศสิ ไม่มีใครโง่พอจะทำแบบนั้นหรอก ยกเว้นพรรคก้าวไกล” (26 เม.ย. 2567)
- “สส.หนีหทาร ได้นั่งเป็น กมธ. ทหาร มีหน้าที่ยกเลิกเกณฑ์ทหารเพื่อให้ตัวเองพ้นผิด แถม กมธ. ทหารไม่เคยเรียกสอบเพราะมีวิโรจน์เป็นประธาน คอยอุ้มพวกเกียวกัน” (7 พ.ค. 2568)
- “ขนาดคนหนีทหาร ยังได้เป็น กมธ. ทหารเลย” (30 ต.ค. 2568)
คณะก้าวหน้าอมเงินบริจาคโครงการ May Day
เดือนกรกฎาคม 2563 นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม กล่าวหาคณะก้าวหน้าว่ามีความไม่โปร่งใสในการใช้เงินบริจาคที่ได้รับจากการจัดกิจกรรมระดมทุน “เมย์เดย์-เมย์เดย์ เราช่วยกัน” เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการปิดเมืองในช่วงการระบาดของโควิด-19 ช่วงเดือนพฤษภาคม 2563
กรณีนี้คณะก้าวหน้าได้ชี้แจงเรื่องยอดเงินบริจาคกว่า 7.7 ล้านบาท จำนวนผู้บริจาค จำนวนครั้งการโอน การใช้เงินบริจาคและเอกสารรายการธุรกรรมทั้งหมดของโครงการอย่างละเอียดทางเพจเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2563 พร้อมกับยืนยันต่อผู้บริจาคว่า “เงินทุกบาทของท่านถูกนำไปใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชน ไม่มีการยักยอกหรือเบียดบังไปโดยทีมงานคณะก้าวหน้าแม้แต่บาทเดียว”
พรรณิการ์ วานิช อดีต สส.พรรคอนาคตใหม่ และโฆษกคณะก้าวหน้าซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีรับบริจาคได้ฟ้องร้อง นพ.วรงค์เป็นจำเลยในข้อหาหมิ่นประมาท ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องเนื่องจากศาลเห็นว่าจำเลยแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม อันเป็นวิสัยของประชาชนที่ย่อมกระทำ
บัญชีบวรเดชใช้พฤติกรรมเดิมคือนำข้อกล่าวหามาโพสต์ซ้ำ ๆ ด้วยข้อความบิดเบือนปรักปรำทำให้เกิดความเข้าใจว่ามีการทุจริตเงินบริจาคจริง จากข้อความที่เรารวบรวมไว้ได้ เขาโพสต์โจมตีคณะก้าวหน้า พรรณิการ์ ธนาธร และแกนนำคนอื่น ๆ ในประเด็นนี้อย่างน้อย 56 ข้อความ ส่วนใหญ่โพสต์ในช่วงปี 2564-2567 เช่น
- “คณะก้าวหน้าทุจริตเงินบริจาค mayday เมื่อไหร่จะเอาเงินคืนประชาชน ไอ้สัxx” (30 เม.ย. 2566)
- “รัฐสวัสดิการทำได้จริงรึเปล่าไม่รู้ แต่เงินบริจาค Mayday 7 ล้าน ยังโอนไม่ครบจริงๆ” (9 ม.ค. 2566)
- “อีช่อ พรรณิการ์ = อมเงินบริจาค mayday เข้าพรรคล้มเจ้า” (13 ธ.ค. 2565)
- “ช่อ พรรณิการ์ ก่อนรับบริจาค mayday ดูธรรมดา ๆ พอหลังพ้นโครงการ mayday ดูสวยขึ้นเป็นกอง หน้าเรียวขึ้นเยอะเลย เอาเงินในบัญชีที่รับบริจาคชื่อตัวเองไปใช้รึเปล่าน๊า น่าสงสัยจริง ๆ” (5 ก.ย. 2565)
- “ทำไมคนโกงค่าบัตรคอนเสิร์ตเทเลอร์ สวิฟ ถึงออกข่าวใหญ่โต แต่ธนาธรโกงเงินบริจาค Mayday ถึงแทบไม่เป็นข่าวเลย ต้องชั่วมาก ๆ เลยนะถึงโกงเงินบริจาค แต่สมพรคุมสื่อไว้หมดไง เรื่องนี้เลยเงียบ” (4 มี.ค. 2567)
“รังสิมันต์ โรม” ไม่ใช้หนี้ กยศ.
ข้อกล่าวหาเรื่องรังสิมันต์ โรม ไม่ใช้หนี้กองทุนให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา (กยศ.) เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2562 เมื่อเขาเป็น สส. พรรคอนาคตใหม่และได้แสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) โดยระบุว่ามีหนี้สิน กยศ. ที่ยังไม่ได้ชำระเกือบ 200,000 บาท ทำให้มีผู้นำมาโจมตีว่าเขาไม่ชำระหนี้ กยศ.
เรื่องนี้ถูกนำมาโจมตีต่อเนื่องหลายปี วันที่ 6 ก.ย. 2565 กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา พาดพิงรังสิมันต์ในที่ประชุมสภาว่า “หนี้ กยศ. ยังไม่ใช้เลย สำเหนียกตัวเองบ้าง” ทำให้รังสิมันต์ลุกขึ้นชี้แจงว่าเรื่องนี้เป็นความเท็จและมีหลายคนเข้าใจผิดว่าเขาไม่ใช้หนี้ กยศ. เขายอมรับว่ากู้เงิน กยศ. เรียนจริงเพราะมีฐานะยากจน แต่ก็ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ และเมื่อได้มาเป็น สส. ก็ชำระหนี้เพิ่มขึ้นมาโดยตลอดจนวันนี้ไม่เหลือหนี้ กยศ. แม้แต่บาทเดียว นอกจากนี้ในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของรังสิมันต์ที่ ปปช. เปิดเผยในเดือนกรกฎาคม 2567 กรณีพ้นจากตำแหน่ง สส. ก็ไม่พบว่ามีหนี้ กยศ. แล้ว
แม้จะมีทั้งคำยืนยันในสภาและเอกสารแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อ ปปช. บัญชีบวรเดชก็ยังคงนำประเด็นนี้มาโพสต์กล่าวหาโจมตีรังสิมันต์และพรรคก้าวไกล/ปชน. อย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 123 ครั้ง ส่วนใหญ่เป็นข้อความที่เข้าไปถามในบัญชีของรังสิมันต์ซ้ำ ๆ ว่า “ใช้หนี้ กยศ. หมดยัง” พร้อมคำด่าหยาบคาย และกล่าวหาว่ารังสิมันต์นำเงินไปใช้จัดงานแต่งงานหรูแต่ไม่ยอมจ่ายหนี้ กยศ.
- “จัดงานแต่งงานในโรงแรมหรูหลายแสนแต่ติดหนี้ กยศ. ไม่ยอมจ่าย พรรคส้นxx กองเชียร์ก็ส้นxx” (15 มิ.ย. 2565)
- “แม่บ้านที่เรารู้จักเคยทำงานในพรรคอนาคตใหม่ ตอนดูดฝุ่นได้ยินการประชุมกันเรื่องหนี้ กยศ. มีคนเสนอว่าทุกคนในพรรคควรใช้หนี้ กยศ. ให้หมด แต่มีอีกคนพูดแทรกขึ้นมาบอกไม่ต้องใช้ ให้ดึงไปเรื่อย ๆ รอฝ่ายค้านได้เป็นรัฐบาลค่อยออกนโยบายปลดหนี้พวกติดหนี้ กยศ. ที่มีจำนวนมากจะได้มาเป็นฐานเสียงให้เรา” (22 ก.ค. 2565)
- “ทำไมรังสิมันต์ไม่จ่ายหนี้ กยศ. เหนียวหนี้ไม่อยากจ่าย รอพวกตัวเองได้เป็นรัฐบาลแล้วออกนโยบายนิรโทษกรรมยกหนี้ กยศ. เอาเงินไปแต่งงานเกือบล้าน แบ่งเงินจ่ายหนี้ กยศ. ไว้เปย์เมีย หวังล้มเจ้าไม่ใช้ทุนเหมือนไอดอลปรีดี จอมพล ป.” (27 ก.ค. 2565)
นอกจาก 5 ประเด็นที่ถูกนำมากล่าวหาโจมตีซ้ำ ๆ บัญชีบวรเดชยังมักนำกรณีที่เป็นข่าวเกี่ยวกับพรรคก้าวไกล/ปชน. มาบิดเบือน ผลิตซ้ำหรือแต่งเติมเรื่องราวให้เกิดข้อสงสัยหรือความเข้าใจผิดต่อพรรคและบุคคลในพรรค เช่น การประกันตัวผู้ต้องหาคดีการเมือง, คดีที่เกี่ยวข้องกับแม่และน้องชายของธนาธร, ฐานข้อมูลสมาชิกพรรครั่วไหล, กรณีแม่บ้านรัฐสภาถ่ายรูป สส. รักชนก, การจับกุมผู้สมัครสมาชิกสภาเทศบาลในคดียาเสพติด เป็นต้น
2.3 โจมตีกลุ่มเยาวชนและนักกิจกรรมทางการเมือง
นอกจากพรรคก้าวไกล/ปชน. บัญชีบวรเดชยังโพสต์กล่าวหาโจมตีกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยและเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในช่วงปี 2563-2566
บัญชีบวรเดชเคยโพสต์กล่าวหาแกนนำว่าข่มขืนคนที่เข้าร่วมชุมนุมและอมเงินบริจาค, กล่าวหานักกิจกรรมและผู้ต้องหาทางการเมืองที่อดอาหารเพื่อเรียกร้องสิทธิการประกันตัวว่าไม่ได้อดข้าวจริง, ใส่ร้ายป้ายสีเกี่ยวกับเรื่องเพศ, โพสต์ภาพและข้อความที่ดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตัวอย่างเช่น
- “xxx หนึ่งในแกนนำสามกีบที่มีข่าวว่าเชิดเงินหนีไปกบดานต่างประเทศ 15 ล้าน” (25 พ.ย. 2564)
- “อีกหน่อยพวกสามกีบคงมีเพศสัมพันธ์กันข้างถนนไม่ต่างอะไรกับสัตว์” (29 พ.ย. 2564)
- “ผู้หญิงเข้ากลุ่มทะลุวัง = เสียตัว 100% ขอบคุณพรรคก้าวไกลที่ทำให้สังคมไทยมาถึงจุดนี้” (25 มี.ค. 2567)
- “ม็อบเยาวชนที่มีพรรคการเมืองหื่นกามหนุนหลัง ยามว่างจากกิจกรรมทางการเมืองคือ Yes กันอย่างเดียว” (25 มี.ค. 2567)
- โพสต์ภาพหมูหันและ “บุ้ง เนติพร” และข้อความว่า “ด่วน! น้องที่อดข้าว ปฏิเสธรับการรักษาทุกทาง ล่าสุดประกาศบริจาคร่างกายแล้ว ยินดีกับกรมปศุสัตว์ด้วยครับ” (9 ก.พ. 2567)

บัญชีบวรเดชยังใช้ข้อกล่าวหาเรื่องการยักยอกเงินบริจาคมาโจมตี สมบัติ บุญงามอนงค์หรือ “หนูหริ่ง” และทราย เจริญปุระ ซึ่งเป็นผู้ที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของเยาวชนด้วย เช่น “ผมขอร้องคุณหนูหริ่ง มือไม่พายอย่าเอาเท้าราน้ำครับ จิตอาสาไม่ได้อมเงินบริจาคเหมือนมึง ไอ้หน้าx” (25 เม.ย. 2567) และ “อีทรายอมเงินบริจาคจนโดนแบนจากวงการเพลง ไม่มีใครจ้างไปร้องเพลง ทุกวันนี้อยู่ได้ด้วยการอมเงินบริจาคของ 3 กีบ โดยทำเป็นขบวนการ” (15 พ.ย. 2565)
ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับโพสต์ของบัญชีบวรเดช
1. นำประเด็นที่เป็นเพียงข้อกล่าวหาหรือเป็นคดีความที่ยังไม่สิ้นสุดมาเผยแพร่ซ้ำด้วยข้อความสั้น ๆ ที่ทำให้เข้าใจผิดว่าผู้ที่ถูกกล่าวหานั้นมีความผิดจริง และไม่เคยอ้างอิงคำชี้แจงของผู้ที่ถูกกล่าวหา
2. โพสต์ข้อความกล่าวหา ใส่ร้ายป้ายสี ด่าทอซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี และมักจะใช้วิธีการโพสต์ตอบกลับหรือแท็ก (tag) บุคคลที่กล่าวหา ทำให้ข้อความใส่ร้ายโจมตีนั้นถูกมองเห็นในวงกว้าง ไม่เพียงในบัญชีของตัวเอง
3. อ้างอิงแหล่งข้อมูลที่ไม่มีตัวตนชัดเจนหรืออ้างลอย ๆ เหมือนเป็นการแต่งเรื่องขึ้นมาเองทั้งหมดเพื่อใส่ร้ายทำลายชื่อเสียงของพรรคการเมืองและนักการเมือง โดยไม่สนใจถึงข้อเท็จจริง ความสมเหตุสมผลหรือความน่าเชื่อถือ เช่น
- “พาอาม่าแถวบ้านมาทำบัตรประชาชนใหม่ แกบอกตั้งแต่โดนหลอกเอาบัตรประชาชนไปสมัครสมาชิกพรรคประชาชนมีพวกมิจฉาชีพโทรหาเยอะมาก เมื่อวานดูข่าวว่าข้อมูลหลุด แกร้องไห้เลย สงสารแกมาก ธนาธร เท้ง ปิยบุตร พิธามัวทำอะไรอยู่” (13 มี.ค. 2569)
- “ข่าววงในบอกว่าธนาธร โมโหมากที่รูป สส. ก้าวกีดูดบุหรี่ไฟฟ้าในสภาหลุดออกมา ตอนนี้เริ่มมีการกดดันเจ้าหน้าที่สภาให้เช็คกล้องวงจรปิดว่าใครถ่าย ถ้าเป็นแม่บ้านให้ไล่ออกทันที เหมือนตอนที่แอบถ่ายห้องอีไอซ์ รักชนก” (17 ม.ค. 2567)
- “ล่าสุดมีคุณครูที่ภูเก็ตถิ่นพรรคส้ม DM มาบอกว่าลูกศิษย์ในโรงเรียนเริ่มเลียนแบบ พฤติกรรม สส. พรรคก้าวไกล เอาบุหรี่ไฟฟ้าไปดูดในห้องเรียน พออาจารย์สอนว่าไม่ควร เด็กก็ยก สส. ก้าวไกลมาอ้างว่าคนเลือกก้าวไกลเยอะน้องเลยทำตาม ไม่ยอมรับผิด” (19 ม.ค. 2567)
- “เมื่อคืนฟังใน Clubhouse เค้าบอกมีนักการเมืองชื่อย่อ ว. โกรธมากที่โดน [สำนักข่าว] อิศราขุด เลยสั่งให้ทีม io ของตัวเองเอาทัวร์ไปลงอิศราทุกโพสต์” (27 มิ.ย. 2566)
- “เพื่อนที่ทำงานเป็นสามกีบ กู้ กยศ. มาอยู่ดี ๆ บอกจากนี้จะไม่จ่ายหนี้ กยศ. แล้ว จะเอาเงินไปกินเหล้า เราถามทำไมไม่จ่าย เค้าบอกพรรคก้าวไกลมีนโยบายพักหนี้ กยศ. 1 ปี ไม่จ่ายตอนนี้ก็ไม่เป็นไรเป็นสิทธิของเรา เนี่ย พรรคส้ม ทำสังคมวุ่นวายไปหมด” (24 พ.ค. 2566)
- “เมื่อคืนฟัง Clubhouse มีคนนึงเป็นทีมงานหาเสียงของพรรคส้มบอกว่า ก่อนพิธาจะไปถ่ายรายการกับสรยุทธ์ก็ไม่ได้กะพูดเรื่องรัฐประหาร 2549 แต่วิโรจน์เป็นคนแนะนำให้ใส่เรื่องดราม่าเกี่ยวกับรัฐประหารไปด้วย…สรุปพิธาพังเพราะเหลือก” (28 เม.ย. 2566)
- “ที่กลุ่มทะลุฟ้า มันกล้าไปพ่นสีใส่วังตอนนี้ เพราะมีพรรคก้าวไกลอยู่เบื้องหลัง เคยฟังใน Clubhouse มีสามกีบคนนึงบอกว่า ถ้าพรรคส้มได้เป็นรัฐบาลจะนิรโทษกรรมคดีการเมืองให้ทั้งหมดทุกคน พวกสามกีบถึงกล้าเผาแยกดินแดง, ขวางขบวนเสด็จ, ด่าเจ้า…” (30 มี.ค. 2566)
- “เมื่อคืนฟัง Clubhouse เค้าบอกที่ม็อบสามกีบกล้าทำชั่วเผาแยกดินแดงปล่อย fake news ในตอนนี้เพราะพรรคก้าวไกลสัญญาไว้ว่า ถ้าได้เป็นรัฐบาลเมือไหร่จะนิรโทษกรรมให้ทุกคนใครผลงานเด่นจะถูกส่งลงเลือกตั้ง…สส. ที่ไม่เชื่อฟังธนาธร จะถูกเขี่ยทิ้ง” (22 พ.ย. 2565)
- “วันนี้คุยกับร้านค้าที่เคยรับคนละครึ่ง เราถามว่าทำไมถึงเลิกรับ เค้าบอกวันก่อนมี สส. พรรคสีส้มมาหาเสียงบอกว่าอย่ารับเดี๋ยวจะโดนสรรพากรเก็บภาษีย้อนหลังเยอะ ตอนนี้จากร้านขายดีคนก็น้อยลง เนี่ยแค่มาหาเสียงยังทำลายประชาชนได้ขนาดนี้ ถ้าได้เป็นรัฐบาล เราว่าประเทศชาติย่อยยับ” (26 เม.ย. 2565)
4. แม้บัญชีบวรเดชจะเผยแพร่ข้อความที่เป็นการกล่าวหาใส่ร้ายโดยไม่มีหลักฐาน แต่โพสต์ของเขากลับได้รับความสนใจนำไปเผยแพร่ต่อโดยสื่อมวลชนจำนวนหนึ่ง เช่น สยามรัฐเผยแพร่โพสต์จากบัญชีบวรเดชที่กล่าวหา ปชน. ว่า “ใช้เงินเทาหาเสียง” จากกรณีที่บุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ อดีตผู้สมัคร สส. กทม. ถูกออกหมายจับคดีฟอกเงิน และ Top News นำโพสต์กล่าวหาว่าผู้สมัคร สส. ปชน. เตือนร้านค้าไม่ใ่ห้เข้าโครงการคนละครึ่งเพราะจะโดนเก็บภาษีย้อนหลัง ไปอ่านออกอากาศเมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2565

5. ประเด็นที่บัญชีบวรเดชนำมากล่าวหาโจมตีก้าวไกล/ปชน. มักเป็นเนื้อหาเดียวกับที่เผยแพร่โดยบัญชี X อื่น ๆ ที่มุ่งโจมตีก้าวไกล/ปชน. เช่นกัน และมีปฏิสัมพันธ์กับบัญชีเหล่านั้นเป็นประจำ ในทางกลับกัน บัญชีเหล่านั้นก็แชร์โพสต์หรืออ้างถึงบัญชีบวรเดชอยู่บ่อยครั้ง เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มการมองเห็น/การมีส่วนร่วมซึ่งกันและกัน
6. โพสต์จำนวนมากละเมิดข้อบังคับของ X อย่างชัดเจน ได้แก่ ใช้คำพูดที่รุนแรง, แสดงความปรารถนาให้เกิดความรุนแรงหรือให้ผู้อื่นเสียชีวิต, ยั่วยุให้เกิดการคุกคาม, การพูดถึงหรือการแท็กผู้ใช้ด้วยเนื้อหาที่เป็นอันตราย, การสร้างความเกลียดชัง, การลดทอนความเป็นมนุษย์, ใช้สัญลักษณ์ เช่น เครื่องหมายสวัสดิกะของนาซีเพื่อสร้างความเกลียดชัง, สบประมาทและดูหมิ่น, การทำให้บุคคลเป็นวัตถุทางเพศในเชิงดูหมิ่น, ทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสีย ตัวอย่างเช่น
โพสต์แสดงความต้องการให้เกิดความรุนแรง, การพูดถึงหรือการแท็กผู้ใช้ด้วยเนื้อหาที่เป็นอันตราย:
- “อยากเห็นลุงเสรี ต่อยไอ้เหลือกแว่นหัก ถ้าทำจริง เลือกตั้งรอบหน้าจะกาเสรีรวมไทย” (25 ก.ค. 2566) [หมายเหตุ: ลุงเสรี หมายถึง เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย, “ไอ้เหลือก” หมายถึงวิโรจน์ ลักขณาอดิศร]
- “อย่าให้เจอวิโรจน์มาเสียงแถวถิ่นเราจะต่อยให้แว่นแตกเลย ไอ้xx” (20 มี.ค. 2566)
- “รำคาญจนอยากจะไประเบิดที่ทำการพรรค” (31 มี.ค. 2567)
- “@Pita_MFP ไอชาติxxxที่ไหน ห้ามเมียตัวเองคบ LGBT ห้ามชมไอร่อนแมนวะสัส
- โคตรหน้าxxx ต่อยกับกูป่าวไอเxี้xทิม กล้าไหม?” (19 มี.ค. 2567)
- “เกลียดพรรคก้าวไกล อยากต่อยหน้าธนาธร” (29 ธ.ค. 2566)
- “เคยเดิน ๆ อยู่แล้ววูบไหมไอ้xx @wirojlak” (3 ก.พ. 2567)
- “เห็นหน้าไอ้เหลือกทีไร อยากเอาส้นตีนไปสัมผัสที่หน้ามันทุกที” (2 ก.พ. 2567)
- “ผมยอมรับว่าผมเป็นคนอารมณ์รุนแรงกับพวกสามนิ้วและไอ้เหลือก ถ้าเจอตัวเป็น ๆ ผมเข้าไปตบแว่นแตกจริง ๆ แต่ผมพยายามเลี่ยงที่จะไปเจอตัวมันเพราะผมรู้ว่าผมคุมอารมณ์ไม่ได้” (12 ก.พ. 2567)
บัญชีบวรเดชโพสต์ข้อความในลักษณะ “ท้าต่อย” หรือต้องการใช้ความรุนแรงหลายสิบครั้ง คนที่ถูกแท็กมากที่สุดคือวิโรจน์ (13 ครั้ง) ธนาธร (5 ครั้ง) ปิยบุตร (3 ครั้ง) นักกิจกรรมทางการเมือง (3 ครั้ง) พิธาและปดิพัทธ์ สันติภาดา (1 ครั้ง)
โพสต์แสดงความปราถนาให้ผู้อื่นเสียชีวิต:
- โพสต์ตอบกลับศูนย์ความเพื่อสิทธิมนุษยชนที่อัปเดทอาการของนักกิจกรรมที่อดอาหารประท้วงว่า “รอให้มันตายแล้วค่อยมาบอกทีเดียวได้ไหม กูรำคาญมาก” (24 ก.พ. 2567) และ “หลับยาวไปเลยได้ไหม ประเทศไทยจะได้มีปัญหาน้อยลง” (22 ก.พ. 2567)
- โพสต์ในบัญชีมติชนออนไลน์เรื่องข่าวธนาธรซื้อบ้านปรีดีที่ฝรั่งเศสว่า “ย้ายไปตายที่นั่น เหมือนปรีดีแล้วไม่ต้องกลับมานะ ไอ้สัxxนรก” (1 เม.ย. 2567)
โพสต์สร้างความเกลียดชัง:
บัญชีบวรเดชโพสต์ข้อความและภาพที่อ้างถึงฮิตเลอร์และนาซีไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง ซึ่งผิดข้อบังคับของ X ที่ห้ามการสร้างความเกลียดชังโดยใช้สัญลักษณ์ที่รู้กันว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มที่ส่งเสริมความเกลียดชังในอดีต เช่น เครื่องหมายสวัสดิกะของนาซี
- “ถ้ามีสงครามโลกครั้งที่ 3 ไทยน่าจะตายก่อนเป็นประเทศแรก ๆ ของโลก เพราะความเห็นแก่ตัวของพวกส้ม ฮิตเลอร์คงมองยิวคล้าย ๆ ส้มตอนนี้ถึงต้องฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” (25 มี.ค. 2569)
- “ฮิตเลอร์ พอชนะการเลือกตั้งก็ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวด้วยระบอบประชาธิปไตย พรรคก้าวไกล ชนะเลือกตั้งเมื่อไหร่ คนรักสถาบันก็จะโดนฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุเช่นกัน ด้วยข้อหาที่ไม่เห็นตรงกันกับธนาธร” (27 มี.ค. 2567)
- “ก้าวไกล ชอบอ้างชนะเลือกตั้ง พวกนาซีก็ชอบอ้างชนะเลือกตั้ง” (3 ม.ค. 2567)
- “พรรคก้าวไกลไม่ต่างอะไรกับนาซี นาซีล้างสมองคนเยอรมันให้รุนแรง ก้าวไกลล้างสมองเด็กเผาแยกดินแดง, นาซีมีฮิตเลอร์เป็นศาสดา ก้าวไกลมีธนาธรเป็นศาสดา ใครเห็นต่างจะเป็นสลิ่มทันที, นาซีชูมือสวัสดิกะ ก้าวไกลชูสามกีบ, พื้นหลังนาซีสีแดง ก้าวไกลเป็นส้ม” (2 ม.ค. 2567)
- “คนที่เชียร์พรรคส้มนี่เxี้x ยิ่งกว่าฮิตเลอร์” (23 ธ.ค. 2565)
- “นาซียังไม่โกงจำนำข้าว ยิ่งลักษณ์ทักษิณเลวกว่านาซี” (7 ส.ค. 2565)

สรุป
Data science ช่วยยกระดับการทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง (fact-checking) จากการตรวจสอบเนื้อหาเป็นรายโพสต์สู่การวิเคราะห์พฤติกรรมของบัญชีผู้ใช้งาน (actor) ด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลของบัญชีผู้ใช้งานนั้น เช่น ข้อความที่โพสต์ทั้งหมดพร้อมด้วยลิงก์และวันที่โพสต์ จำนวนการมีส่วนร่วม การ mention ถึงบัญชีอื่น ๆ ซึ่งทำให้การทำงานของ fact-checker ในการวิเคราะห์เนื้อหาและเจตนาของบัญชีผู้ใช้งานนั้น ๆ ใช้เวลาน้อยลงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในกรณีของบัญชีบวรเดช โพสต์ที่สามารถเข้าถึงและเก็บบันทึกไว้ได้ ณ วันที่ 31 พ.ค. 2569 มีทั้งหมด 15,990 ข้อความ เมื่อนำโพสต์เหล่านี้มาวิเคราะห์ในเชิงปริมาณและเชิงประเด็น ทำให้เห็นว่าบัญชีผู้ใช้นี้เผยแพร่เนื้อหาที่มุ่งโจมตีพรรคก้าวไกล/ปชน. และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคโดยใช้ทั้งเนื้อหาเท็จ เนื้อหาบิดเบือน การกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน การใส่ร้ายป้ายสีเพื่อทำลายชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของพรรคการเมืองและนักการเมือง รวมทั้งกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยและการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ โดยทำมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาเกือบ 5 ปีเต็ม ตั้งแต่บัญชีนี้เปิดการใช้งานเมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2564
บัญชีบวรเดชเป็นตัวอย่างของบัญชีผู้ใช้งานที่ละเมิดกฎข้อบังคับของ X อย่างชัดเจนหลายข้อ แต่ก็ยังเปิดใช้งานมานานหลายปี สะท้อนถึงความบกพร่องของระบบการตรวจสอบเนื้อหาและมาตรการจัดการบัญชีที่ละเมิดข้อบังคับของผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม
เนื้อหาที่บัญชีบวรเดชเผยแพร่มาตลอดระยะเวลาเกือบ 5 ปีเต็ม และอาจจะนานกว่านั้นมากหากนับรวมบัญชีอื่น ๆ ของผู้ใช้รายเดียวกันนี้ที่ถูกระงับการใช้งานไปก่อนหน้า ได้สร้างความเสียหายในหลายระดับและหลายมิติ ดังนี้
- บุคคล: ผู้ที่ถูกบัญชีบวรเดชกล่าวหา โจมตี ใส่ร้ายโดยไม่มีหลักฐานได้รับความเสียหายทัั้งชื่อเสียงและบั่นทอนสภาพจิตใจ เนื่องจากบัญชีบวรเดชมักแท็กบุคคลที่เขาต้องการโจมตีโดยตรง และส่งข้อความที่เป็นการด่าทอด้วยคำหยาบคาย การข่มขู่ทำร้ายร่างกาย การกล่าวหาในเรื่องเดิม ๆ ซ้ำ ๆ การเหยียดเพศ การลดทอนความเป็นมนุษย์ ผู้เสียหายที่ตัดสินใจฟ้องร้องดำเนินคดี ต้องเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการเก็บหลักฐานและดำเนินการทางกฎหมาย
- พรรคการเมือง: พรรคก้าวไกล/ปชน. ซึ่งเป็นเป้าหมายการโจมตีของบัญชีบวรเดชต้องเสียเวลาและทรัพยากรในการชี้แจงข้อเท็จจริง หักล้างข่าวปลอมและข้อกล่าวหาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้พรรคเสียโอกาสในการทำงานด้านอื่น หลายครั้งข้อมูลที่ชี้แจงก็ไม่ไปถึงประชาชนในวงกว้าง และหลายกรณีเป็นเรื่องที่ซับซ้อนยากต่อการทำความเข้าใจ ทำให้ประชาชนยังคงมีความเข้าใจผิดต่อพรรคหรือบุคลากรของพรรค หรือเกิดภาพจำที่ผิดต่อไป
- การเมืองไทย: แม้ว่าหลายข้อความที่บัญชีบวรเดชโพสต์จะเป็นการแสดงความคิดเห็น วิจารณ์หรือตรวจสอบนักการเมือง/พรรคการเมืองโดยปกติที่ยอมรับได้ แต่ข้อความจำนวนมากเป็นการใส่ร้าย บิดเบือนหรือจงใจสร้างความเข้าใจผิดด้วยการให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน การใส่ร้ายโจมตีนักการเมืองและพรรคการเมืองด้วยข้อมูลที่บิดเบือนหรือเป็นเท็จ ในด้านหนึ่งเป็นการกีดกันคนใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาทำงานการเมือง เพราะไม่พร้อมที่จะตกเป็นเป้าของการใส่ร้ายโจมตี ด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายและรุนแรง ข่มขู่คุกคาม เหยียดเพศ ลดทอนความเป็นมนุษย์ การปล่อยให้บัญชีบวรเดชและบัญชีอื่น ๆ ที่มีพฤติกรรมแบบเดียวเผยแพร่เนื้อหาเช่นนี้เท่ากับเป็นการตรึงการเมืองไทยให้ตกอยู่ในวังวนของการใส่ร้ายป้ายสี-ชี้แจงข้อเท็จจริง จนเสียโอกาสที่จะพัฒนาในด้านอื่นที่เป็นสารัตถะของการพัฒนาประชาธิปไตย
- ปลุกปั่นความเกลียดชังและยุยงให้เกิดความรุนแรงในสังคม: มีหลักฐานชัดเจนว่าหลายข้อความที่บัญชีบวรเดชโพสต์มีเนื้อหาที่รุนแรง ข่มขู่คุกคามและสร้างความเกลียดชังด้วยการเปรียบเทียบบุคคลและพรรคการเมืองกับฮิตเลอร์และนาซี การที่บัญชีผู้ใช้งานเผยแพร่เนื้อหาเหล่านี้อยู่นานหลายปี ย่อมเป็นการบ่มเพาะความรุนแรงในสังคมไทยและมีความสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่นำไปสู่ความรุนแรงในพื้นที่ออฟไลน์
เชิงอรรถ
- บัญชีบวรเดชเปลี่ยนชื่อที่แสดงในหน้าโปรไฟล์ (display name) ไปเรื่อย ๆ ตามประเด็นหรือสถานการณ์ ซึ่งส่วนมากจะเป็นวลีที่โจมตีหรือพาดพิงพรรคประชาชน เช่น “บวรเดช รธน ไม่ต้องแก้ก็ได้ถ้าผู้นำฉลาดพอ” “บวรเดช ถ้าพรรคชั่วๆฉลาด Laser ID ไม่ต้องขอก็ได้” “บวรเดช อย่าเลือกพรรคที่ผู้สมัครค้ายา46” เดือนพฤษภาคม 2569 เขาเปลี่ยนชื่อโปรไฟล์เป็น “บวรเดช เลือกมัลลิกาเบอร์ 14 เท่านั้น !!!” เพื่อประกาศตัวเป็นผู้สนับสนุนมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หลังจากนั้นก็เปลี่ยนชื่ออีกหลายครั้ง วันที่ 29 ก.ค. 2569 บัญชีนี้ใช้ชื่อว่า “บวรเดช ไม่เอาส้ม ล้มบัตรทอง” ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้อยู่ ณ วันที่เผยแพร่รายงานฉบับนี้ ↩︎
- ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ให้ยุบพรรคก้าวไกลเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2567 จากการเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และใช้เป็นนโยบายพรรคในการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งศาลเห็นว่าเข้าลักษณะการกระทําการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หลังถูกยุบพรรค สส. ก้าวไกลจึงย้ายไปสังกัดพรรคประชาชนซึ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2567 โดยมีณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นหัวหน้าพรรค รายงานชิ้นนี้ใช้คำว่า “พรรคก้าวไกล/ปชน.” เพื่อให้ครอบคลุมทั้งสองช่วงของพรรค
↩︎
