นักวิชาการเตือน “ปากกาลดน้ำหนัก” เป็นยาควบคุมพิเศษ มีอันตรายหากใช้ไม่ถูกวิธีแนะลดน้ำหนักอย่างมีคุณภาพ
รายการ “โคแฟคสนทนา รวมพลคนเช็กข่าว” EP.46 โดย โคแฟค (ประเทศไทย) ดำเนินรายการโดย พลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานโคแฟค (ประเทศไทย) และ สุชัย เจริญมุขยนันท ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “ปากกาลดน้ำหนักชัวร์หรือมั่วนิ่ม?” ร่วมพูดคุยกับ รศ.ดร.วันทนีย์ เกรียงสินยศ อาจารย์ประจำหลักสูตรโภชนาการและการกำหนดอาหาร สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกระแสการโฆษณาซื้อขายปากกาลดน้ำหนักทางสื่อออนไลน์
ยาฉีดควบคุมพิเศษไม่ใช่ปากกาวิเศษ
รศ.ดร.วันทนีย์อธิบายถึงกลไกของปากกาลดน้ำหนักว่า อุปกรณ์ถูกออกแบบให้มีลักษณะเหมือนปากกาเพื่อให้สะดวกต่อการใช้งาน แต่แท้จริงแล้วภายในบรรจุยาที่ใช้ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ซึ่งยาดังกล่าวอยู่ในกลุ่ม GLP-1 มีคุณสมบัติเลียนแบบฮอร์โมนตามธรรมชาติ ทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปกดสมองทำให้รู้สึกอิ่ม อาหารค้างอยู่ในกระเพาะนานขึ้น และระงับความหิว ทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง ยาตัวนี้ไม่ได้ช่วยในเรื่องการเผาผลาญไขมัน
รศ.ดร.วันทนีย์ให้ข้อมูลว่าเมื่อเดือนมีนาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ประกาศให้ยาตัวนี้เป็น “ยาควบคุมพิเศษ” การนำมาโพสต์โฆษณาหรือประกาศซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ จึงถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ผู้ขายมีความผิด ส่วนผู้บริโภคที่สั่งซื้อมาใช้เองโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์ก็เสี่ยงที่จะได้รับอันตรายร้ายแรง

ผลข้างเคียงรอบด้านและเสี่ยงเกิดภาวะ “โยโย่”
ในการใช้งานจริง ปากกาลดน้ำหนักก่อให้เกิดผลข้างเคียงหลายอย่าง เช่น อาการคลื่นไส้ อาเจียน และรู้สึกไม่สบายตัว หากนำมาใช้โดยไม่มีการปรับปริมาณยา (dosage) อย่างเป็นขั้นตอนภายใต้การดูแลของแพทย์ หรือใช้ในปริมาณที่มากเกินไป อาจส่งผลเสียร้ายแรงได้ นอกจากนี้ การซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ยังมีความเสี่ยงเรื่องยาปลอม ยาไม่ได้มาตรฐาน หรือการติดเชื้อจากการใช้เข็มฉีดที่ไม่สะอาด
รศ.ดร.วันทนีย์อธิบายเพิ่มเติมว่า น้ำหนักที่ลดลงอย่างรวดเร็วจากการใช้ยา ไม่ใช่น้ำหนักของไขมันส่วนเกินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและน้ำในร่างกายไปด้วย เมื่อมวลกล้ามเนื้อลดลง ร่างกายก็ต้องการพลังงานน้อยลงตามไปด้วย หากหยุดใช้ยา ความหิวจะกลับคืนมา และหากผู้ใช้ไม่ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ก็จะกลับมากินเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำหนักดีดกลับ หรือ “โยโย่เอฟเฟกต์” (Yo-yo effect) ทำให้น้ำหนักพุ่งสูงขึ้นกว่าก่อนลดอย่างรวดเร็ว

เปิดแนวทาง “ลดน้ำหนักอย่างมีคุณภาพ” ยั่งยืนกว่า
สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องใช้ยา เช่น ผู้ที่มีภาวะอ้วนวิกฤตจนส่งผลกระทบต่อการทำงานของร่างกาย การนอนหลับ หรือการหายใจ รศ.ดร.วันทนีย์แนะนำว่าต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของแพทย์และทีมบุคลากรทางการแพทย์อย่างใกล้ชิดเท่านั้น โดยการรักษาที่ถูกต้องจะต้องใช้เวลาค่อย ๆ ปรับปริมาณยาประมาณ 3-4 เดือน ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อ (resistance exercise / weight training) และการรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร
ทั้งนี้ รศ.ดร.วันทนีย์ได้แนะนำหลักการลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพอย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องพึ่งพาทางลัด ดังนี้:
- ตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้จริง (Practical Goal): ไม่ควรรีบร้อนลดน้ำหนักกะทันหัน เช่น หากน้ำหนักตัวมาก อาจตั้งเป้าลดเพียง 5% ของน้ำหนักตัวให้ได้ก่อน แล้วรักษาให้อยู่คงที่เป็นเวลา 3 เดือน แล้วจึงค่อย ๆ ลดต่อ
- กินให้อิ่มด้วยอาหารที่มีคุณภาพ: ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองหิวโหย โดยแนะนำการจัดจ้านอาหารในมื้อหลัก ได้แก่ ผักสด/ผักต้ม ครึ่งจาน, ข้าวหรือแป้ง 1 ใน 4 ของจาน, และเนื้อสัตว์ 1 ใน 4 ของจาน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่ให้พลังงานสูงเพราะไม่ช่วยให้อิ่ม
- แยกแยะความหิวกับความอยาก: สังเกตตัวเองว่าหิวจริง (ท้องร้อง) หรือแค่มีความอยาก พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม เช่น หลีกเลี่ยงการเดินผ่านร้านอาหารโปรดเพื่อลดสิ่งกระตุ้น
- เคลื่อนไหวร่างกายทุกวัน: เลือกกิจกรรมหรือการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตนเอง สามารถทำได้อย่างมีความสุขและทำได้ตลอดชีวิต เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อเอาไว้
ด้านพลินี ผู้ประสานงานโคแฟคและผู้ดำเนินรายการกล่าวสรุปว่า ปากกาลดน้ำหนักไม่ใช่สิ่งที่จะซื้อมาใช้เองตามใจชอบได้ การลดน้ำหนักที่แท้จริงและปลอดภัยที่สุด ต้องมุ่งเน้นที่การมีสุขภาพดีในระยะยาว ผ่านการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาเกินจริงในโลกออนไลน์
