แรงงานข้ามชาติแย่งงานคนไทยจริง หรือมีอะไรซ่อนใต้พรม?
ภาพการบุกตรวจแรงงานข้ามชาติในแผงค้าตามตลาด เปิดร้านขายของ หาบเร่ กลายเป็นภาพที่ปรากฏบนหน้าสื่อและโซเชียลมีเดียบ่อยครั้งในช่วงที่ผ่านมา หลายเหตุการณ์จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างร้อนแรง โดยเฉพาะคำถามที่ว่า
“แรงงานข้ามชาติกำลังแย่งงานคนไทยหรือไม่?”
สำหรับคนจำนวนไม่น้อย คำตอบอาจดูชัดเจนเมื่อเห็นแรงงานต่างชาติทำงานในอาชีพที่หลายคนเชื่อว่าเป็น “อาชีพสงวน” ของคนไทย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานกลับมองว่า ปัญหานี้อาจไม่ได้อยู่ที่ตัวแรงงานเพียงอย่างเดียว หากแต่อาจเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย ระบบการจ้างงาน และนโยบายแรงงานของประเทศโดยรวม
อาชีพสงวนคืออะไร และแรงงานข้ามชาติทำอะไรได้บ้าง
ประเทศไทยมีการกำหนด “อาชีพสงวน” สำหรับคนไทย ทั้งหมด 40 ประเภท เพื่อคุ้มครองโอกาสในการประกอบอาชีพของคนไทย โดยปัจจุบันมี 27 อาชีพที่คนต่างชาติไม่สามารถทำได้โดยเด็ดขาด และ 13 อาชีพที่สามารถทำได้ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ตัวอย่างอาชีพที่มักถูกพูดถึง ได้แก่ การขายของหน้าร้าน เปิดร้านขายของ งานเสริมสวย และงานนายหน้า
อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจของสังคมเกี่ยวกับอาชีพสงวนบางส่วนอาจไม่ตรงกับข้อกฎหมายที่บังคับใช้จริง

อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) อธิบายว่า แรงงานข้ามชาติสามารถทำงานบางประเภทที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้าได้ หากอยู่ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย เช่น มีนายจ้างที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเดินทางเข้ามาทำงานผ่านระบบที่รัฐรับรอง ไม่ว่าจะเป็นระบบ MOU หรือมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ไม่ใช่ทุกกรณีที่เห็นแรงงานต่างชาติขายของหน้าร้าน จะถือเป็นการกระทำผิดกฎหมายโดยอัตโนมัติ

แรงงานข้ามชาติในไทยมีมากแค่ไหน
ปัจจุบันประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติที่ขึ้นทะเบียนและได้รับอนุญาตทำงานเกือบ 4 ล้านคน โดยส่วนใหญ่มาจากเมียนมา กัมพูชา และลาว ทั้งนี้จากรายงานล่าสุดของกรมการจัดหางาน เดือน พ.ย. 2568 มีแรงงานข้ามชาติ 3,921,262 คน ในจำนวนนี้ 3 อันดับแรกเป็นชาวเมียนมา (2,934,379 คน) กัมพูชา (396,930 คน) และลาว (302,740 คน)
แรงงานกลุ่มนี้กระจายตัวอยู่ในภาคเศรษฐกิจสำคัญหลายภาคส่วน ได้แก่ ก่อสร้าง เกษตรกรรม ประมงและแปรรูปอาหารทะเล โรงงานอุตสาหกรรม โลจิสติกส์และคลังสินค้า โรงแรมและร้านอาหาร งานบริการและงานดูแลภายในบ้าน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าแรงงานข้ามชาติไม่ได้อยู่เพียงตามตลาดหรือร้านค้าเท่านั้น แต่เป็นกำลังสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในหลายอุตสาหกรรม

เมื่อพบการทำงานผิดกฎหมาย ใครต้องรับผิดชอบ
พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 กำหนดไว้ว่าคนต่างชาติทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต หรือทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท และถูกส่งกลับประเทศต้นทาง รวมถึงห้ามขอใบอนุญาตทำงานเป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับโทษ
แต่คำถามสำคัญคือ
หากกฎหมายมีอยู่แล้ว เหตุใดปัญหาการทำงานผิดประเภทหรือการลักลอบทำอาชีพสงวนจึงยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานจำนวนหนึ่งมองว่า ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวแรงงานเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ตั้งแต่ระบบนายจ้าง การตรวจสอบของรัฐ ไปจนถึงช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมาย
ปัญหาไม่ได้มีเพียงเรื่องแรงงาน แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง
อดิศร เกิดมงคล มองว่าปัญหานี้สามารถแบ่งออกได้อย่างน้อย 3 ระดับ
1. ปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย
แม้มีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติยังพบข้อกังวลเกี่ยวกับการบังคับใช้ที่ไม่สม่ำเสมอ รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการเพิกเฉยหรือการยอมให้มีการกระทำผิดเกิดขึ้นในบางพื้นที่
2. ความเข้าใจผิดของสังคม
หลายกรณีที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ อาจเป็นงานที่กฎหมายไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มอาชีพสงวน แต่สังคมเข้าใจว่าเป็นอาชีพที่คนต่างชาติไม่สามารถทำได้ ยกตัวอย่างเช่น ‘ขายของหน้าร้าน’ เนื่องจากในอดีตเคยเป็นอาชีพสงวนที่ห้ามแรงงานต่างด้าวทำโดยเด็ดขาด จนกระทั่งในปี 2563 ได้มีการออกประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ ซึ่งการขายของหน้าร้านจะไปอยู่ในบัญชี 4 (ทำได้แต่ต้องมีนายจ้าง) แต่หลายคนก็ยังคงเข้าใจว่าเป็นอาชีพที่ห้ามทำอยู่
ความคลาดเคลื่อนดังกล่าวทำให้เกิดความเข้าใจผิด และบางครั้งนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างคนไทยกับแรงงานข้ามชาติ
3. นโยบายแรงงานที่ยังไม่มีทิศทางระยะยาว
อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือ ประเทศไทยยังขาดแผนยุทธศาสตร์แรงงานที่ชัดเจน ว่าอาชีพใดควรสงวนไว้สำหรับคนไทย และอาชีพใดควรเปิดกว้างมากขึ้นเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิ

ช่องโหว่ของระบบที่ยังพบอยู่
หนึ่งในตัวอย่างที่มักถูกพูดถึง คือ การเร่ขายสินค้า หรือการขายผลไม้ผ่านรถเข็น ซึ่งตามกฎหมายยังถือเป็นกิจกรรมที่คนต่างชาติไม่สามารถทำได้
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองว่าหากระบบการตรวจสอบมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ปัญหาการละเมิดอาชีพสงวนก็อาจลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
คำถามจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า “แรงงานข้ามชาติมากเกินไปหรือไม่” แต่อยู่ที่ว่า “ระบบกำกับดูแลมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่”

อาชีพสงวนที่กำหนดไว้เมื่อกว่า 40 ปีก่อน ยังเหมาะกับเศรษฐกิจไทยปัจจุบันหรือไม่
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ คือ รายชื่ออาชีพสงวนหลายประเภทถูกกำหนดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 ก่อนจะมีการปรับปรุงเพิ่มเติมในช่วงปี 2565–2566
ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
หลายอาชีพที่เคยมีแรงงานไทยจำนวนมาก อาจกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงาน ขณะที่แรงงานไทยรุ่นใหม่มีแนวโน้มเข้าสู่ภาคบริการ เทคโนโลยี หรือธุรกิจรูปแบบใหม่มากขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญจึงเสนอว่า รัฐควรประเมินข้อมูลตลาดแรงงานอย่างรอบด้าน ทั้งจำนวนแรงงานไทยในแต่ละสาขา ความต้องการของภาคธุรกิจ และแนวโน้มกำลังคนในอนาคต เพื่อพิจารณาว่าอาชีพใดควรสงวนไว้จริง และอาชีพใดควรได้รับการทบทวน
เมื่อธุรกิจเปลี่ยนเร็วกว่ากฎหมาย
ตัวอย่างที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ธุรกิจร้านทำเล็บ ในอดีต งานประเภทนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มงานเสริมสวยที่มีข้อจำกัดสำหรับคนต่างชาติ แต่เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น คนไทยจำนวนมากได้ขยับจากการเป็นพนักงานไปสู่การเป็นเจ้าของกิจการ ผลที่ตามมาคือ หลายพื้นที่เริ่มประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานระดับปฏิบัติการ
กรณีดังกล่าวสะท้อนว่า ตลาดแรงงานอาจกำลังเปลี่ยนแปลงเร็วกว่ากฎหมายที่ใช้กำกับดูแล
บทเรียนจากต่างประเทศ
หลายประเทศที่เผชิญปัญหาสังคมสูงวัยและขาดแคลนแรงงานต่างพยายามสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองแรงงานในประเทศกับการเปิดรับแรงงานต่างชาติ
ญี่ปุ่นเผชิญปัญหาสังคมสูงวัยและแรงงานลดลงต่อเนื่อง จึงเปิดรับแรงงานต่างชาติผ่านระบบ Specified Skilled Worker (SSW) ตั้งแต่ปี 2562 โดยอนุญาตให้ทำงานในอุตสาหกรรมที่ขาดแคลนแรงงาน เช่น เกษตรกรรม ก่อสร้าง การดูแลผู้สูงอายุ และภาคการผลิต ขณะที่บางวิชาชีพยังคงจำกัดไว้สำหรับคนญี่ปุ่น
เกาหลีใต้ ใช้ระบบ Employment Permit System (EPS) โดยนายจ้างต้องพิสูจน์ก่อนว่าไม่สามารถหาแรงงานเกาหลีมาทำงานได้ จึงจะสามารถจ้างแรงงานต่างชาติได้ โดยแรงงานต่างชาติส่วนใหญ่ทำงานในภาคการผลิต เกษตรกรรม ประมง และก่อสร้างที่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานเรื้อรัง
สิงคโปร์ ใช้ระบบโควตาและการจัดเก็บค่าธรรมเนียมแรงงานต่างชาติ (Foreign Worker Levy) เพื่อควบคุมสัดส่วนแรงงานต่างชาติในแต่ละอุตสาหกรรม
แนวทางของประเทศเหล่านี้สะท้อนว่า การบริหารแรงงานต่างชาติไม่ใช่เรื่องของการ “เปิด” หรือ “ปิด” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการหาจุดสมดุลระหว่างความต้องการของเศรษฐกิจกับการคุ้มครองแรงงานในประเทศ

คำถามที่สังคมควรถกเถียงร่วมกัน
หากแรงงานข้ามชาติหายไปจากประเทศไทยในวันพรุ่งนี้ โรงงานจะยังผลิตสินค้าได้หรือไม่ ร้านอาหารจะยังเปิดบริการได้หรือไม่ และโครงการก่อสร้างต่าง ๆ จะเดินหน้าต่อได้หรือไม่
คำถามเรื่อง “การแย่งงาน” จึงอาจไม่ใช่คำถามเดียวที่สังคมต้องตอบ แต่ยังรวมถึงคำถามว่า ประเทศไทยกำลังต้องการแรงงานแบบใด และจะบริหารตลาดแรงงานอย่างไรในวันที่สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ
ท้ายที่สุดแล้ว คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า “แรงงานข้ามชาติแย่งงานคนไทยหรือไม่” แต่คือระบบแรงงานไทยกำลังเผชิญปัญหาอะไรอยู่
เมื่ออาชีพสงวนยังถูกละเมิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า คำถามจึงไม่ได้อยู่แค่การค้นหาว่าใครทำผิด แต่รวมถึงการตรวจสอบว่าเหตุใดกฎหมายจึงยังไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใครต้องรับผิดชอบต่อช่องโหว่ที่เกิดขึ้น
เพราะในท้ายที่สุด ปัญหานี้อาจไม่ใช่เรื่องของแรงงานข้ามชาติเพียงฝ่ายเดียว หากแต่เป็นเรื่องของอนาคตตลาดแรงงานไทยทั้งระบบ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ นายจ้าง และสังคมโดยรวม
การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจึงอาจเริ่มต้นจากการมองข้อเท็จจริงให้รอบด้าน มากกว่าการกล่าวโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง หรือมุ่งสร้างกระแสความเกลียดชังแรงงานข้ามชาติ แบ่งเขาแบ่งเราซึ่งรังแต่จะทำให้การแก้ใชปัญหาการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย ซับซ้อนและยากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากพบการจ้างงานผิดกฎหมาย หรือพบคนต่างชาติทำงานนอกเหนือสิทธิที่กฎหมายกำหนด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 หรือ สายด่วนกรมการจัดหางาน 1694
อ้างอิง
- สถิติจำนวนคนต่างด้าว ที่ได้รับอนุญาตทำงานคงเหลือ ทั่วราชอาณาจักร พ.ย 2568 https://www.doe.go.th/prd/assets/upload/files/alien_th/d121667289764ab5694a2b902df645b1.pdf
- พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 https://www.doe.go.th/prd/rayong/news/param/site/174/cat/7/sub/0/pull/detail/view/detail/object_id/82131https://www.doe.go.th/prd/rayong/news/param/site/174/cat/7/sub/0/pull/detail/view/detail/object_id/82131
- ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ https://www.doe.go.th/prd/assets/upload/files/legal_th/68c9bf9be8ce0073681f327e8455e35f.pd
- กฎหมายเก่าปี 2522 ห้ามขายของหน้าร้าน https://www.mol.go.th/employee/occupation_prohibited
- กฎหมายใหม่ปี 2563 อนุญาตให้ลูกจ้างขายของหน้าร้านได้ https://www.doe.go.th/prd/assets/upload/files/legal_th/68c9bf9be8ce0073681f327e8455e35f.pdf
Skip to the content
