ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ และทำไมต้องเปลี่ยนชื่อจาก PCOS เป็น PMOS ?  

กองบรรณาธิการโคแฟค

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 วงการแพทย์ได้ประกาศเปลี่ยนชื่อโรค polycystic ovary syndrome (PCOS) หรือโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ เป็น polyendocrine metabolic ovarian syndrome (PMOS) อย่างเป็นทางการเพื่อสะท้อนอาการที่แท้จริงของโรค โดยผู้เชี่ยวชาญหวังว่าการเปลี่ยนชื่อเรียกโรคนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องมากขึ้น

ชื่อโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบหรือ PCOS นั้นสื่อถึง “ภาวะถุงน้ำในรังไข่” เพียงอย่างเดียว แต่ผู้ป่วยจำนวนมากที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ไม่มีถุงน้ำในรังไข่เลย แต่กลับพบภาวะผิดปกติของระบบต่าง ๆ ทั้งระบบฮอร์โมน ระบบสืบพันธุ์ และ/หรือระบบการเผาผลาญ

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าผู้ป่วยอาจมีอาการต่าง ๆ ได้แก่ ประจำเดือนมาไม่ปกติ ภาวะมีบุตรยาก สิว ขนดก ผมบาง ภาวะดื้ออินซูลินหรือเบาหวานชนิดที่ 2 รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด

WHO ยังระบุอีกว่าผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์และคนข้ามเพศทั่วโลกราวร้อยละ 10 ถึง 13 ได้รับผลกระทบจากภาวะนี้ แต่มากกว่าร้อย 70 กลับไม่รู้ว่าตัวเองป่วยเป็นโรคนี้

กลุ่มแพทย์และนักวิจัยนานาชาติสรุปว่าผู้ป่วยจำนวนมากไม่ได้รับการวินิจฉัยหรือรักษาอย่างเหมาะสมเนื่องจากชื่อเดิมคือ PCOS หรือภาวะถุงน้ำในรังไข่ ไม่สะท้อนลักษณะของโรคอย่างแท้จริง ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและยังเป็นการตีตราผู้ป่วยโดยเฉพาะในสังคมและวัฒนธรรมที่ให้คุณค่ากับการมีบุตร จึงประกาศเปลี่ยนชื่อโรคจาก PCOS เป็น PMOS ผ่านงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ The Lancet ในเดือนพฤษภาคม 2569

ภาวะผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ การเผาผลาญ และระบบสืบพันธุ์

รายงานของ CNN ระบุว่าผู้นำกระบวนการเปลี่ยนชื่อโรคและผู้เขียนหลักของงานวิจัยคือ ดร. เฮเลนา ทีดี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อและศาสตราจารย์ด้านสูตินรีเวชจากมหาวิทยาลัยโมนาช ออสเตรเลีย 

ดร. เฮเลนากล่าวว่าตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ทำงานด้านนี้ เธอต้องคอยแก้ไขความเข้าใจผิดของผู้คนที่คิดว่าโรคนี้เกี่ยวข้องกับถุงน้ำในรังไข่เท่านั้น 

กระบวนการเปลี่ยนชื่อโรคเป็น PMOS ใช้เวลาถึง 14 ปี และได้รับฉันทามติจากการสอบถามความคิดเห็นของบุคลากรมากกว่า 14,000 คน จากองค์กรผู้ป่วยและวิชาชีพ 56 แห่งทั่วโลก โดยเป้าหมายหลักของการเปลี่ยนชื่อโรคใหม่คือการให้ความสำคัญกับผลกระทบในวงกว้างที่โรคนี้ส่งผลต่อผู้ป่วย  

หน้าแรกของงานวิจัยของ ดร. เฮเลนา ทีดี และคณะที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ The Lancet เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่นำมาสู่การเปลี่ยนชื่อโรคจาก PCOS เป็น PMOS

ดร. แอนเดรีย ดูนาอิฟ ศาสตราจารย์ด้านต่อมไร้ท่อจากคณะแพทยศาสตร์ไอคาห์นแห่งเมานต์ไซนาย สหรัฐอเมริกา ระบุว่ากลุ่มอาการนี้เคยถูกมองว่าเป็นความผิดปกติด้านการเจริญพันธุ์เนื่้องจากระดับฮอร์โมนเพศชายที่สูงกว่าปกติเล็กน้อยที่ทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติเท่านั้น แต่ในช่วงทษวรรษ 1980 นักวิจัยพบว่าโรคดังกล่าวยังมีความเกี่ยวข้องกับภาวะดื้ออินซูลินหรือการที่ร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลินซึ่งมีหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในระดับปกติ

“ร่างกายเลยต้องผลิตอินซูลินออกมามากขึ้น ซึ่งถ้าผลิตไม่ทันก็อาจทำให้เป็นเบาหวานได้” เธอกล่าว

งานวิจัยในช่วงต่อมาจึงชี้ให้เห็นว่าความผิดปกติของระบบเผาผลาญนั้นเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคเกี่ยวกับตับและหัวใจ และในเร็ว ๆ นี้ยังมีการศึกษาพบความเชื่อมโยงระหว่างโรค PMOS กับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล และโรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตัวเอง

ไทยเตรียมปรับตาม

เว็บไซต์สมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทยหยิบยกงานวิจัยดังกล่าวมาอธิบายเกี่ยวกับชื่อโรค PMOS ซึ่งถูกปรับเปลี่ยนให้อธิบายลักษณะของโรคที่ส่งผลกระทบต่อหลายระบบอย่างครอบคลุม ดังนี้

  • Polyendocrine (P) สะท้อนว่าโรคนี้มีรากฐานจากความผิดปกติของฮอร์โมนหลายชนิดที่ทำงานสัมพันธ์กัน ทั้งอินซูลิน แอนโดรเจน และระบบต่อมไร้ท่อ (หรือระบบสารสื่อประสาท) ไม่ใช่ความผิดปกติของรังไข่เพียงอย่างเดียว
  • Metabolic (M) สื่อถึงความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับระบบเผาผลาญ เช่น ภาวะดื้ออินซูลิน อ้วนลงพุง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • Ovarian (O) สื่อถึงความผิดปกติของรังไข่ รวมถึงความผิดปกติของการตกไข่และภาวะมีบุตรยาก ซึ่งยังคงเป็นลักษณะสำคัญของกลุ่มอาการนี้ 

นพ. โอฬาริก มุสิกวงศ์ สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ กล่าวกับโคแฟคเมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 ว่า “การเปลี่ยนชื่อโรคในครั้งนี้ทำให้น้ำหนักการดูแลรักษาผู้ป่วยเป็นแบบองค์รวมมากขึ้นและเน้นโรคเกี่ยวกับกลุ่มอาการเมแทบอลิก (กลุ่มโรคระบบเผาผลาญผิดปกติ) มากขึ้น” 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัจจุบันยังถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจึงยังคงใช้แนวทางปฏิบัติและการวินิจฉัยแบบเดิม โดยคาดว่าราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยน่าจะประกาศข้อมูลและแนวทางปฏิบัติใหม่อย่างเป็นทางการหลังจากองค์กรระดับโลกประกาศรายละเอียดและมาตรฐานต่าง ๆ อย่างชัดเจนภายในปี 2028 อ้างอิงกรอบเวลาจากงานวิจัยดังกล่าว และอาจมีการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและองค์กรแพทย์ในสาขาอื่น ๆ ด้วยเพื่อให้ครอบคลุมการรักษาโรค PMOS ซึ่งสามารถส่งผลกระทบหรือแสดงอาการได้ในระบบต่าง ๆ ไม่ใช่เพียงนรีเวชวิทยาอย่างเดียว

เมื่อไหร่ถึงควรปรึกษาแพทย์

สัญญาณสำคัญที่บ่งบอกว่าควรขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญคือประวัติการมีประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ กล่าวคือหากพบว่าตัวเองมีประจำเดือนน้อยกว่า 8 ครั้งต่อปี หรือมีรอบเดือนนานกว่า 40 วัน ก็ควรเข้าปรึกษาแพทย์ พญ. แอนเดรียกล่าว

แพทย์สามารถตรวจวัดระดับฮอร์โมนเพื่อวินิจฉัยภาวะดื้ออินซูลินหรือฮอร์โมนเพศชายสูงกว่าปกติซึ่งอาจทำให้เกิดสิว ผมร่วง หรือขนดก

เนื่องจากการรักษาในปัจจุบันยังมุ่งเน้นการรักษาตามอาการมากกว่าการรักษาที่ต้นเหตุโรค การปรับลักษณะการใช้ชีวิตด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และการออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งแรก ๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำเพื่อรักษาอาการไม่พึงประสงค์ของโรค 

แม้ว่าชื่อของโรคจะถูกเปลี่ยนเป็น PMOS นับตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 แต่ปัจจุบันยังถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านโดยยังคงเกณฑ์การวินิจฉัยโรคและแนวทางการรักษาแบบเดิม ยกเว้นผู้ป่วยบางรายที่แพทย์อาจแนะนำให้เข้ารับการตรวจเกี่ยวกับระบบเผาผลาญหรือหัวใจเป็นพิเศษ จนกว่าจะมีการปรับใช้ชื่อใหม่อย่างสมบูรณ์ ซึ่งคณะนักวิจัยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2571