จากตำนานโทะบีข่า ถึง แนวปฏิบัติเรื่องไฟ ในวัฒนธรรมปกาเกอะญอ
ปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเมษายน คือ ฤดูการเตรียมไร่เพาะปลูก ของระบบเกษตรแบบไร่หมุนเวียน ตั้งแต่การตัด ฟัน เผา เป็นระบบเกษตรโบราณที่สืบเนื่องมาหลายร้อยปี แต่เมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ภาคเหนือเกิดวิกฤติปัญหาหมอกควัน ตั้งแต่ PM 10 จนกระทั่งมาถึง PM 2.5 ฝุ่นทีมีอนุภาคเล็กลง แต่ทรงพลังทำลายล้างปอด
สถานการณ์นี้ถูกผูกติดเข้ากับการใช้ไฟในไร่หมุนเวียน ซึ่งเป็นไฟที่มีคนจุด(เจ้าของไร่) และไฟกองใหญ่และแรง เนื่องจากเผาในช่วงบ่ายโมง แต่ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงก็มอดดับ ในขณะที่ ปัญหาของไฟป่าหมอกควันเป็นเรื่องซับซ้อน มีทั้งไฟที่มองไม่เห็น เช่น ไฟในอุตสาหกรรม ไฟข้ามแดน ไฟจากพืชเชิงเดี่ยว เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถแก้ได้โดยคนใดคนหนึ่งหรือองค์กรหนึ่ง หากแต่ต้องบูรณาการความร่วมมือไปพร้อมกับทิศทางการพัฒนาของรัฐอย่างจริงใจ เพื่อทำความเข้าใจและลดกำแพงอคติไฟป่าของชุมชนที่ทำไร่หมุนเวียน และชี้ให้เห็นถึงพลังทางวัฒนธรรมในการจัดการไฟ ผู้เขียนจึงนำเสนอบทความเรื่องตำนานโทะบีข่า ถึง แนวปฏิบัติเรื่องไฟ ในวัฒนธรรมปกาเกอะญอ
#โทะบีข่ากับความเชื่อเรื่องไฟ
วิถีปฎิบัติของมนุษย์เป็นผลมาจากการยึดโยงความเชื่อหรืออุดมการณ์ เช่นเดียวกับการความเชื่อปกาเกอะญอเรื่อง “ทุกสรรพสิ่งล้วนมีเจ้าของ มนุษย์เป็นเพียงผู้อาศัย ไม่นานก็ต้องจากไป” ความเชื่อดังกล่าวก่อเกิดความสัมพันธ์ 3 ระดับ คือ 1.ความเชื่อความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน 2.ความเชื่อความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ 3.ความเชื่อความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ เรื่องราวของ “โทะบีข่า” นกพญาไฟ หรือนกขวัญข้าว คือสัตว์ปีกที่ผูกกับความเชื่อเรื่องระบบการผลิตแบบไร่หมุนเวียนโดยเฉพาะ “ไฟ”

#ตำนาน
มีเรื่องเล่าว่า “โทะบีข่า” คือหญิงชราที่ไม่มีครอบครัว (พ่อ แม่) โดยหญิงชราคนนี้ได้ไปช่วยเด็กกำพร้า ทำไร่หมุนเวียน ด้วยพลังวิเศษของโถ่บิข่าที่ทำให้ข้าวไร่ของเด็กกำพร้างอกงาม และได้ผลผลิตที่ดี จนทำให้ชีวิตของเด็กกำพร้าดีขึ้น เมื่อช่วยเด็กกำพร้าทำไร่เสร็จแล้ว โถ่บิข่าก็บินจากไป ทุกฤดูกาลทำไร่หมุนเวียน ชาวกะเหรี่ยงมักจะเห็นโถ่บิข่าลงมาจากสวรรค์มาอยู่กับชาวบ้าน จนกระทั่งเก็บเกี่ยวเสร็จเรียบร้อย เปรียบเสมือนว่าโถ่บิข่าได้ช่วยชาวบ้านทำไร่หมุนเวียน เช่นเดียวกับที่โถ่บิข่าเคยช่วยเหลือเด็กกำพร้า
ดร.ประเสริฐ ตระการศุภกร ผู้อำนวยการสมาคมปกาเกอะญอเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (PASD) ให้สัมภาษณ์ถึงความเชื่อเรื่อง “โทะบีข่า” ว่า เป็นจิตวิญญาณของเทพข้าว เทพจากฟ้ามาดูแลกระบวนการทำไร่หมุนเวียน และดูแลผู้คนที่ทำไร่หมุนเวียนด้วย โทะบีข่าจะลงมาตั้งแต่หลังจากที่เผาไร่เสร็จ (ตอไม้ดำ)

ดร.ประเสริฐเล่าว่า การทำพิธีแต่ละขั้นตอนก็จะเอ่ยชื่อ“โทะบีข่า”และในช่วงปลายปี จะมีพิธีเกาะท่อโทะ หรือพิธีเชิญนกขึ้นสู่ฟ้า คือการปล่อยให้เขาไปพักไปอยู่ พอถึงฤดูใหม่ก็จะเวียนลงมาใหม่ หลักคิดคือ การทำไร่หมุนเวียนจะมีผลผลิตที่มากมาย เพียงพอสำหรับหญิงม่ายและกำพร้า และแขกที่จะมาเยี่ยมเยียน รวมไปถึงสรรพพรรณสรรพสัตว์ต่างๆ ในการแบ่งปันสิ่งเหล่านี้
“โทะบีข่า” จึงได้รับการสถาปนาจากกลุ่มวัฒนธรรมกะเหรี่ยงว่าเป็น “เทพแห่งไฟ” เพราะ“โทะบีข่า” จะเป็นเทพที่คอยกำหนดแนวทางการใช้ไฟผ่านการทำพิธีกรรม และเป็นเทพที่บ่งบอกถึงผลผลิต การทำไร่ปีนั้นๆ หากมีนกพญาไฟบินวนหลังการเผาไร่ แสดงว่าปีนั้นผลผลิตจะดี มีมากพอที่จะแบ่งปัน ไปถึงแม่ม่าย เด็กกำพร้า และคนยากจน
#แนวปฏิบัติการใช้ไฟ
แนวปฏิบัติเรื่องแนวกันไฟ พัฒนามาจากพิธีเลี้ยงผีไฟก่อนการเผาไร่ เพื่อบอกกล่าวกับสรรพสิ่งที่อยู่ ในไร่หมุนเวียนให้ออกจากไร่ก่อนจะทำการเผาไร่ ก่อนการเผาไร่ชาวบ้านจะทำแนวกันไฟสองชั้น แนวที่หนึ่ง แนวดิน ชาวบ้านจะทำแนวกันไฟรอบไร่หมุนเวียนแปลงที่จะเผา ความกว้าง 3-5 เมตร เพื่อควบคุมไฟไม่ให้ลามไปพื้นที่อื่น แนวที่สอง แนวกันไฟต้นไม้ ชาวบ้านจะเผื่อต้นไม้รอบๆไร่ เป็นแนวกันชนไฟ กรณีที่ไฟแรงและลมพัดขึ้นสูง ไฟก็จะไปติดกับแนวต้นไม้ที่ออกแบบไม้ ไม่ให้ลามไกลเกินขอบเขต แนวกันไฟสองระดับ ทั้งบนดิน และต้นไม้ คือกรอบป้องกันไม่ให้ไฟลาม และอยู่ในการควบคุม 100% ภายหลังแนวคิดนี้ถูกนำไปปรับใช้ในการทำแนวกันไฟของหมู่บ้าน

#สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์
ไร่หมุนเวียนเป็นระบบการผลิตที่อิงกับธรรมชาติ 100% หากธรรมชาติเปลี่ยนฤดูกาลย่อมส่งผลต่อ การผลิตไม่มากก็น้อย ไร่หมุนเวียนเป็นระบบการผลิตที่ใช้น้ำจากฝน และใช้ปุ๋ยจากการเผา หากฝนตกต้องไม่ตามฤดูกาล ผลผลิตจะน้อยและอาจส่งผลต่ออาหารของคนพื้นที่สูง หากไร้ไฟ ในการผลิต ปุ๋ยจะน้อยหรือไม่มี ทำให้มีวัชพืช และอาจต้องพึ่งยาฆ่าย่า และท้ายสุดอาจนำไปสู่ หนทางการล่มสลายของความหลากหลายทางชีวิตในระบบเกษตรแบบไร่หมุนเวียน
ดังนั้น ตราบใดที่ไร่หมุนเวียนยังคงใช้ไฟ ความมั่นคงทางอาหารจะยั่งคงอยู่พร้อมกับความหลากหลาย ทางชีวภาพ ซึ่งแนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน SDGs ข้อ 15 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่มุ่งเน้น “ปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน
นกพญาไฟ กับไร่หมุนเวียน เป็นสองสิ่งที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง วิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง กับความสมดุลของระบบนิเวศ 3 ประการคือ
1. นกพญาไฟ (Minivet) เป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ การพบเห็นนกพญาไฟ ในพื้นที่ป่ารอบๆ ไร่หมุนเวียน คือสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ เพราะในไร่เหล่านี้หรือไร่พักฟื้นจะกลายเป็นแหล่ง อาหาร และบ้านของสัตว์ป่านานาพรรณ
2. ไร่หมุนเวียน ไม่ใช่การทำลายป่า แต่คือระบบการผลิตบนแนวคิดใช้พื้นที่ระยะสั้น ปล่อยพักฟื้น ระยะยาว โดยอาศัยกลไกธรรมชาติเป็นเงื่อนไขการฟื้นสภาพพื้นที่ไร่หมุนเวียน อย่างน้อย 5-10 ปี
3. ไฟ เป็นตัวแปรความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้ไฟคือการสร้างแร่ธาตุในดิน ในการเพาะปลูก ข้าวไร่ และพืชพรรณกว่า 100 ชนิด โดยการผลิตแบบอินทรีย์เป็นมิตรและถูกสุขภาวะกับทั้งมนุษย์และสัตว์ป่า และเมื่อถูกปล่อยพักฟื้นเป็นเวลานาน ไร่เหล่านั้น จะกลายเป็นแหล่งอาหาร และที่อยู่อาศัยของนกและ สัตว์ป่าหลายชนิด รวมถึงนกพญาไฟ
จากความเชื่อเรื่อง“โทะบีข่า” นกพญาไฟแห่งไร่หมุนเวียนกับการใช้ไฟในวัฒนธรรมกะเหรี่ยงผู้ทำไร่หมุนเวียน อาจตอบคำถามว่าทำไมคนทำไร่หมุนเวียนจึงต้องใช้ไฟ และการใช้ไฟอย่างเข้าใจจะสร้างคุณูประการต่อสรรพชีวิตให้ยั่งยืนได้อย่างไร “ไฟจำเป็น” จะต้องมีเจ้าของหรือผู้ควบคุม ซึ่งต้องรู้จักนิเวศของไฟจึงจะสร้างประโยชน์ แต่ “ไฟไม่จำเป็น” และไม่มีเจ้าของ แบบนี้อันตรายเพราะมักเกิดขึ้นในพื้นที่ป่า สร้างความเดือดร้อน และอาจเรียกว่า “ไฟการเมือง”ที่หาตัวจับยาก อย่างไรก็ตามรายงานนี้ไม่ได้ชี้ว่าใครผิดหรือใครถูก แต่มุ่งสะท้อนให้เห็น ปัญหาเชิงโครงสร้างของการใช้ไฟ และพลังร่วมในการจัดการไฟป่าหมอกควันบนฐานนิเวศวัฒนธรรม
เมื่อเรามองความแตกต่างทางวัฒนธรรมคือพลังในการแก้ไขปัญหา เราอาจจะได้พลังร่วมในการแก้ไข ปัญหาไฟป่าหมอกควันที่ต้นตอได้อย่างแท้จริง
อ้างอิง
1.มาลี สิทธิเกรียงไกร. ภูมิปัญญาการจัดการไฟและความมั่นคงทางอาหารในชุมชนชาติพันธุ์. เชียงใหม่: ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2569.
2. กฤษฎา บุญชัย. “ไร่หมุนเวียน สิทธิทางวัฒนธรรมเพื่อความเป็นธรรมทางนิเวศและสังคม.” มูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา, 25 กุมภาพันธ์ 2564.
3. “วิจัยล้างบาป ‘ไร่หมุนเวียน’ ไม่ใช่ตัวการก่อมลพิษ.” The Active, 7 มิถุนายน 2567. เข้าถึงจาก https://www.facebook.com/watch/?v=387713433665465
สัมภาษณ์
ดร.ประเสริฐ ตระการศุภกร ผู้อำนวยการสมาคมปกาเกอะญอเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (PASD)















