ชวนสำรวจบ้านเฮาะ ชุมชนลั๊วะ-ปกาเกอะญอ  พลังวัฒนธรรมกับการจัดการทรัพยากร “ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ”

ฤดูไฟป่าหมอกควันตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธุ์ยาวไปถึงสิ้นเดือนเมษายน คือช่วงเวลายากลำบากที่ชาวเชียงใหม่และ ภาคเหนือต้องเผชิญกับมลพิษทางอากาศ และเมื่อใดก็ตามที่เกิดไฟบนภูเขา อารมณ์และความรู้สึกที่ต้องทนฝุ่น ทำให้ผู้คนมักชี้และตัดสินว่า คนดอยคือต้นเหตุของปัญหามลพิษทางอากาศ  

แต่บางครั้งการด่วนสรุปด้วยความรู้สึกหรือข้อมูลด้านเดียวอาจทำให้เราเสียโอกาสที่จะร่วมแก้ปัญหาหมอกควันไปด้วยกัน ดังนั้นบทความนี้จึงจะพาผู้อ่านทุกคนเดินทางไปยังอยู่บ้านหนึ่งในอำเภอแม่แจ่ม เพื่อสำรวจวิถีชีวิต แนวคิดการจัดการทรัพยากร รวมถึงฟังเสียงของคนในพื้นที่อย่างรับฟัง 

#การเดินทางจากเชียงใหม่สู่บ้านเฮาะ

ไกลออกไปจากเมืองเชียงใหม่ขึ้นไปทางทิศตะวันตก 162 กิโลเมตร ใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมง บนถนนคดเคี้ยว จนมาถึงปลายทางคือบ้านเฮาะ ต.ปางหินฝน อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ อินจัน ศักดิ์โชถิติกุล ผู้ใหญ่บ้านชาวลั๊วะ พร้อมชาวบ้านและ อบต. มารอต้อนรับพวกเราในฐานะนักท่องเที่ยวทดลองของชุมชน และนี่คือประวัติศาสตร์ใหม่ของชุมชนคือ การจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดยใช้วัฒนธรรมของชุมชนซึ่งประกอบไปด้วยลั๊วะ และปกาเกอะญอ และผลลัพธ์ของการจัดการทรัพยากรธรรมคือ ป่าชุมชน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการ ท่องเที่ยวเพื่อสื่อสารอัตลักษณ์ของคนพื้นที่สูง พร้อมกับการสร้างเศรษฐกิจจากชุมชน 

#ปฐมบท ภูมิศาสตร์การตั้งชุมชนบ้านเฮาะ

ผู้ใหญ่บ้านอินจัน นำผู้เขียนมายังจุดที่ตั้งของหมู่บ้าน บ้านเฮาะตั้งอยู่บนเนินเขาล้อมรอบไปด้วยป่าไม้ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ไร่หมุนเวียนเก่าถูกปล่อยให้เป็นป่ามาเป็นเวลากว่า 30 ปี ด้วยเงื่อนไขทางกฎหมายและกำลังคนของชุมชน 

ณ จุดที่เรายืนอยู่คือไร่ข้าวโพดที่เพิ่งถูกเผา เกษตรทุนนิยมรูปแบบใหม่ที่สะท้อนการปรับตัวของคนพื้นที่สูง และการปรับตัวภายใต้เงื่อนไขที่โครงสร้างกฏหมายไม่เป็นธรรม ชาวบ้านหลายคนจึงตกอยู่ในวังวนของมายาคติ อย่างเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตามจุดที่ยืนอยู่เหนือหมู่บ้านเรายังเห็นผืนป่าใหญ่ด้านหลังซึ่งเป็นป่าโบราณที่ชุมชนยังคง รักษาไว้  และเป็นป่าจิตวิญญาณที่อยู่คู่ชุมชนมายาวนานเป็นร้อยปี

#ประวัติศาสตร์ชุมชนของลูกหลานขุนหลวงวิลังคะ

ในมุมของประวัติศาสตร์ ที่นี่เป็นหมู่บ้านชาติพันธุ์ลั๊วะ และปกาเกอะญอ สองกลุ่มชาติพันธุ์อยู่อาศัยร่วมกัน หมู่บ้านเก่าแก่นี้อายุราว 700 ปี มีความสืบเนื่องจากประวัติศาสตร์กับ “ระมิงค์นคร” โดยมีขุนหลวงวิลังคะ กษัตริย์ชาวลั๊วะผู้ครองนครหรือแถบเชียงใหม่ปัจจุบัน หลังยุคขุนหลวงวิลังคะ อำนาจของชาวลั๊วะค่อย ๆ ถูกแทนที่โดยรัฐแบบมอญจากหริภุญชัย เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญ เช่น การรับพุทธศาสนาแบบหริภุญชัย การขยายอำนาจของรัฐเมือง การกลืนกลายทางวัฒนธรรม ทำให้ชาวลั๊วะถอยร่นขึ้นพื้นที่ภูเขา

และที่นี่บริเวณเนินเขาคือที่ตั้งของชุมชนลั๊วะ ต่อมามีกลุ่มปกาเกอะญอเข้ามาอาศัยร่วม ความเชื่อของชุมชนบางส่วนยังคงนับถือบรรพบุรุษ และมีพิธีกรรมสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการผลิต

#ป่าจิตวิญญาณ 

หลังจากรับฟังเรื่องราวประวัติศาสตร์ชุมชน เรานั่งรถมาสู่จุดที่สอง ซึ่งที่นี่คือผืนป่าใหญ่บนสันเขา ผู้ใหญ่อินจันทร์เรียกว่า “ป่าดึกดำบรรพ์” โดยอธิบายว่าเป็นพื้นที่ป่าโบราณ เป็นที่อยู่ของสัตว์ป่า มีต้นไม้นานาพรรณ และยังเป็นป่าความเชื่อของชุมชน เมื่อเดินทางเข้าสู่พื้นที่ป่า อากาศเริ่มเปลี่ยนจากร้อนสู่เย็น ร่างกายผ่อนคลาย มีเสียงจักจั่นร้องก้องกังวาน และเสียงนั้นค่อย ๆ จางไปเมื่อเดินขึ้นที่สูง 

ที่นี่เป็นป่าอยู่บนสันเขาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของชุมชน เป็นทั้งแหล่งอาหาร เช่น พืช ผัก สมุนไพร แต่มีข้อห้ามคือ ห้ามตัดไม้ในพื้นที่ป่าจิตวิญญาณแห่งนี้ ซึ่งต่อมามีการปรับเปลี่ยนชื่อให้สอดล้องกับการสำรวจพื้นที่ชุมชน ชาวบ้านเรียกป่าแห่งนี้ว่า “ป่าชุมชน” และป่าผืนนี้เต็มไปด้วยความเชื่อ เรื่องเล่า ตำนานมากมาย สมกับชื่อชนเผ่าลั๊วะ กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความเชื่อมากที่สุดในประเทศไทย

#ตำนานผีขาด้วนกินคน 

เมื่อเดินมาถึงจุดหนึ่ง มีร่องรอยขุดเป็นร่องที่ปกคลุมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ผู้ใหญ่อธิบายว่า นี่คือร่องรอยของบรรพบุรุษที่ขุดไว้ด้วยความเชื่อว่า เมื่อชาวลั๊วะตั้งหมู่บ้านจะต้องขุดร่องไว้ เพื่อกันผีปีศาจที่จะมาทำร้ายคนในหมู่บ้าน เป็นความเชื่อโบราณเกี่ยวกับมนุษย์ที่มีขาข้างเดียวที่กินคนเป็นอาหาร ชาวลั๊วะเรียกผีขาข้างเดียว จึงขุดร่องนี้ตามดอยแล้วใช้กาบไม้ไผ่มาวางในร่องเพื่อดักผี เมื่อผีขาข้างเดียวเดินผ่านมา จะลื่นล้ม จากนั้นชาวบ้านจะช่วยกันแทงให้ตาย แต่ปัจจุบันไม่ได้ขุดแล้วเพราะไม่มีผีขาข้างเดียว

#ไผ่ต้องห้ามกับทหารญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 

ผ่านมาอีกราว 100 เมตร บริเวณนี้เป็นป่าพุ่ม มีต้นไผ่แซมบางส่วน มีเรื่องเล่าว่าสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ทหารญี่ปุ่นที่เดินผ่านทางนี้เข้าไปตัดไม้ไผ่เพื่อมาทำเป็นไม้หาบของ แล้วก็เดินต่อแต่ปรากฏว่าแม้จะเดินไปไกลแค่ไหน ทหารญี่ปุ่นก็พบว่าเดินทางมาถึงจุดเดิม หลายวันหลายคืนจึงตัดสินใจทิ้งไม้หาบ จากนั้นก็เดินทางต่อไปได้ปกติ

#นกจิกตา

ผู้ใหญ่เล่าให้ฟังอีกเรื่องว่า เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว มีชายชื่อ “ปัน” มายิงนกที่มีลักษณะหางยาวบริเวณนี้ หลังจากยิง นกตัวนั้นก็ร่อนตัวมาจิกตา ทำให้เจ็บตาไปหลายวัน ไม่กล้ามายิงนกและไม่กล้ามาตัดไม้บริเวณนี้อีก เรื่องนี้ถูกเล่าต่อในชุมชนและกลายเป็นแนวทางปฏิบัติในการเข้าป่า คือ ห้ามยิงนก

#แนวกันไฟ

ผ่านมาเกือบ 1 กิโลเมตร บริเวณนี้คือแนวกันไฟขนาดกว้าง ความยาวเกือบ 1 กิโลเมตร ป้องกันไฟป่า โดยเป็นกิจกรรมประจำปีของชุมชนที่จะช่วยกันทำแนวกันไฟ เพื่อปกป้องผืนป่าชุมชนแห่งนี้ไว้ ผู้ใหญ่อินจัน เล่าอย่างภาคภูมิใจว่า นี่คือพลังของชุมชนที่ร่วมแรงร่วมใจปกป้องผืนป่านี้ไว้ ช่วยกันดูแลไม่ให้เกิดไฟป่า และยังมีกฎระเบียบชุมชนรวมถึงกฎจารีตที่เป็นกลไกหนุนแรงใจให้เราช่วยกันรักษาป่า 

อย่างไรก็ตามแม้จะมีครหาทางสังคมว่าคนที่อยู่บนดอยคือคนทำให้เกิดไฟป่า แต่คำอธิบายของผู้ใหญ่อาจช่วย คลี่คลายความสงสัยได้ไม่มากก็น้อย และสิ่งหนึ่งที่เป็นที่ประจักษ์คือ ผืนป่าโบราณแห่งนี้คือพยานของชุมชนว่า พวกเขารักและดูแลผืนป่าด้วยจิตวิญญาณ

#พื้นที่ประกอบพิธีกรรม

บริเวณลานกว้างมีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ 5 คนโอบ คือพื้นที่ทางพิธีกรรมที่ใช้สำหรับการขอเจ้าป่าเจ้าเขาช่วยดูแล สรรพชีวิตของคนในชุมชนให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่บวชป่าที่รวมทั้ง 3 ความเชื่อ คือ ความเชื่อดั้งเดิม พุทธ และคริสต์ ร่วมกัน แม้ต่างศาสนาแต่ผืนป่าแห่งนี้คือหัวใจสำคัญของชุมชนทุกคน

ตลอดระยะทางกว่า 2 กิโลเมตรในป่าโบราณของชุมชนบ้านเฮาะ นอกจากความเย็นที่ชโลมร่างกายในช่วงปลาย ฤดูร้อนของต้นเดือนพฤษภาคมเช่นนี้ เรายังพบนานาพืชพันธุ์ ได้ยินเสียงสัตว์ป่า เช่น นก กระรอก และเต็มไปด้วยเรื่องราวตำนานความเชื่อของชาวลั๊วะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงโลกทัศน์การมองโลกว่าสรรพสิ่งมีเทพเจ้า เป็นเจ้าของ การอยู่ การใช้ ต้องรักษาผ่านพิธีกรรมความเชื่อ นอกจากนี้ในเชิงนิเวศวิทยา ตำนานและความเชื่อเหล่านี้เป็นกลไกสำคัญในการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นบ้านของสัตว์ป่า เช่น ชะนี

#ไร่หมุนเวียนลั๊วะ

ออกจากเส้นทางป่าโบราณ เรานั่งรถต่อมายังพื้นที่การเกษตรของชุมชน พื้นที่ตรงหน้ามีทั้งไร่หมุนเวียน พืชเชิงเดี่ยว และสวนผสมผสานกระจายปะปนกัน ภาพเหล่านี้สะท้อนการดิ้นรนปรับตัวของชาวบ้านในยุคที่ระบบเกษตรดั้งเดิม กำลังเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น เมื่อรอบหมุนเวียนของไร่สั้นลง ดินไม่มีเวลาฟื้นตัว ผลผลิตก็ลดลงตามไปด้วย ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยจึงต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีมากขึ้น ขณะเดียวกัน พืชเชิงเดี่ยวอย่างข้าวโพดยังถูกมองว่าเป็น “ความหวัง” ทางเศรษฐกิจ แม้ในความจริงหลายครัวเรือนกลับต้องเผชิญหนี้สินจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ นี่คือภาพของระบบเกษตรภายใต้แรงกดดันของทุนนิยมในพื้นที่ห่างไกลที่ชาวบ้านแทบไม่มีทางเลือกมากนัก 

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนั้น ยังมีสวนขนาดเล็กบางแห่งที่กำลังพยายามเปลี่ยนผ่านจากไร่หมุนเวียนไปสู่

พืชทางเลือก แต่อนาคตก็ยังไม่แน่นอนเพราะแม้จะปลูกได้ ผลผลิตจะขายได้หรือไม่ ราคาจะคุ้มต้นทุนหรือเปล่า ล้วนขึ้นอยู่กับตลาดที่พวกเขาไม่สามารถควบคุมได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นไร่หมุนเวียน พืชเชิงเดี่ยว หรือสวนทางเลือก ทั้งหมดต่างเป็นพื้นที่เกษตรที่ต้องอาศัย “ไฟ” ในการจัดการพื้นที่ และเมื่อไฟคือส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต การใช้ไฟจึงต้องมาพร้อมกับกฎเกณฑ์ ความรับผิดชอบ และพิธีกรรม ก่อนการเผาไร่หมุนเวียนหนึ่งวัน ชาวลั๊วะจะประกอบพิธี “โนก ไก ปา” แปลว่าพิธีเลี้ยงผีไฟ โดยแต่ละตระกูลจะทำพิธีแยกกัน กิ่งไม้ 5 ต้นพร้อมเครื่องบูชาถูกปักไว้หน้าไร่ พิธีนี้จัดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน ก่อนเริ่มเผาไร่ผ ทั้ง 5 ตระกูลจะทำพิธีพร้อมกัน มีการใช้ไก่ หมู หรือวัวเป็นเครื่องเซ่นไหว้ และอาหารจากพิธีก็จะถูกนำมาแบ่งปันเลี้ยงผู้ที่มาร่วมงาน

ความเชื่อของชาวบ้านคือเมื่อบูชาผีไฟแล้ว ไฟจะอยู่ในความควบคุม ไม่ลุกลามไปยังพื้นที่อื่น แต่ในอีกความหมาย พิธีกรรมนี้ได้ทำหน้าที่รวมผู้คนทั้งหมู่บ้านเข้าด้วยกัน เพราะเมื่อถึงเวลาจุดไฟ ทุกคนจะออกมาช่วยกันดูแลแนวกันไฟ และควบคุมเปลวเพลิงร่วมกัน จนการเผาไร่เสร็จสิ้นภายในเวลาเพียงประมาณหนึ่งชั่วโมง 

ไฟในไร่หมุนเวียนจึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางการเกษตร หากยังเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ ความเชื่อ และความร่วมมือของคนในชุมชนที่สืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน และไฟที่มีเจ้าของและมีผู้รับผิดชอบ จึงไม่สร้างหายนะหรือความสุญเสียต่อระบบนิเวศแต่อย่างใด

#วัฒนธรรมอาหารและผ้าทอ

ในช่วงบ่ายมีกิจกรรม Workshop ที่เตรียมไว้สำหรับทริปนี้คือ 1. ออปปิโตะ หรือข้าวปุกงา เริ่มตั้งแต่นำข้าวเหนียวมาตำรวมกับงาให้เป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำไปทานกับแกงไข่ น้ำตาล หรือน้ำอ้อยแห้งตามความชอบ โดยข้าวปุกงามีเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมชาวลั๊วะคือใช้สำหรับงานมงคล เช่น งานบุญ งานแต่ง และการต้อนรับผู้มาเยือน เพราะมีความหมายถึงความรักใคร่สามัคคี ดังข้าวเหนียวที่กลมเกลียวกัน และ 2. ผ้าทอมือของชาวลั๊วะ มีการปักลูกเดือย เย็บผ้า และการสาธิตการทอผ้าโดยกลุ่มแม่บ้าน ผู้เขียนสังเกตเห็นลวดลายหนึ่ง สอบถามได้ความว่าเป็นลายของฐานที่ใช้สำหรับวางภาชนะพิธีกรรม ลายนี้มีความสวยงามและมงคล จึงนำมาเป็นลายบนเสื้อผ้าของชาวลั๊วะ

#พลบค่ำกับอาหารท้องถิ่น

ในช่วงค่ำ ภรรยาของผู้ใหญ่บ้านได้เตรียมอาหารของชนเผ่าลั๊วะต้อนรับ ซึ่งประกอบด้วย 1. เต้าแบ๊วด (หรือทางแม่ฮ่องสอนเรียกว่า สะเบือก) ลักษณะเป็นยำหมูสมุนไพรสูตรดั้งเดิมของลั๊วะ 2. ผัดผักแตงกวาใส่ไข่ 3. ต้มส้มไก่ 4. น้ำซุปต้มหมู 5. พริกมะเขือตำ และข้าวที่ปลูกเอง ก่อนจะชิมอาหาร หนึ่งในวัฒนธรรมของคนปลูกข้าวคือต้องดื่มเหล้าต้มก่อนเพื่อเปิดต่อมรับรส และนี่คือเครื่องดื่มชั้นเยี่ยมจากยอดข้าวของชุมชนนี้ จากนั้นก็เริ่มมื้อเย็นอย่างเอร็ดอร่อย ผู้เขียนขอบคุณแม่ครัวด้วยการเติมข้าวไป 3 จาน อาจเป็นเพราะใช้พลังงานในการเดินป่ามาทั้งวัน การได้กินอาหารชนเผ่ารสชาติอร่อยเช่นนี้จึงเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม

การเดินทางมาในฐานะนักท่องเที่ยวทดลอง ในชื่อโครงการทริปท่องเที่ยวเชิงนิเวศ Hiking Homestay จัดขึ้นโดยชุมชนบ้านเฮาะและบ้านปางหินฝน สมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือ มูลนิธิไทยรักษ์ป่า โครงการแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันแบบบูรณาการโดยการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน สภาลมหายใจจังหวัดเชียงใหม่ และองค์การบริหารส่วนตำบลปางหินฝน โครงการนี้มีเป้าหมายหลักคือ การส่งเสริมให้ชุมชนมีประสบการณ์การ จัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศเพื่อใช้โอกาสนี้ในการสื่อสารอัตลักษณ์ชุมชน วัฒนธรรมลั๊วะและปกาเกอะญอ ในการอยู่อาศัย  ดูแลป่า และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน เป็นการเปิดพื้นที่เรียนรู้ความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม และสร้างสวัสดิการชุมชนเพื่อนำรายได้มาจัดการดูแลไฟป่าหมอกควัน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าชาวบ้านคือแนวหน้าสู้ไฟ และหลายครั้งมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นผู้ก่อไฟทำลายป่า การดิ้นรนปรับตัวจากไร่หมุนเวียนสู่พืชเชิงเดี่ยวภายใต้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมภาคบังคับมีเหตุและความจำเป็นที่ต้องทำ แม้จะตระหนักถึงผลกระทบด้านชีวิตและสิ่งแวดล้อม แต่อยู่ในฐานะผู้ไร้อำนาจกำหนดนโยบาย และกลายเป็น ปลายเหตุของปัญหาไฟป่าหมอกควัน

ทั้งที่ปัญหาดังกล่าวมีลักษณะซับซ้อนเกินกว่าที่จะชี้ว่าใครเป็นต้นเหตุ หากแต่ต้องทำความเข้าใจระบบโครงสร้างของ กฎหมายและความเข้าใจทางสังคมต่อวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อมองหาจุดร่วมในการแก้ปัญหาไฟป่าหมอกควัน อย่างแท้จริง แม้ในอดีตที่ผ่านมาได้สร้างบทเรียนมากมายแก่ชุมชน

ผู้ใหญ่บ้านอินจันเล่าถึงอคติที่ส่งผลต่อการดำรงวิถีว่า อคติเรื่องไร่หมุนเวียนที่บางคนเชื่อว่าทำลายป่า ทั้งที่เป็นระบบเกษตรพื้นที่สูงที่รักษาระบบนิเวศ ประกอบกับกฎหมายนโนบายที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิต จึงทำให้วิถีชีวิตของชุมชนเปลี่ยน ชาวบ้านบางส่วนต้องเข้าสู่เกษตรเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะ พระราชบัญญัติคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ที่จัดการเรื่องที่ดิน มีเงื่อนไขว่าต้องทำกินทุกปี แต่ไร่หมุนเวียนมันต้องปล่อยพักฟื้น ดังนั้นที่นี่จึงมีทั้งคนที่ยังทำไร่หมุนเวียน และไร่ข้าวโพด และสิ่งหนึ่งที่ยังต้องใช้คือไฟ ทั้งในไร่หมุนเวียนและไร่ข้าวโพด สำหรับไร่หมุนเวียนเมื่อมีนโยบายห้ามเผา ภูมิปัญญาในการจัดการไฟตามวิถี ที่ดูลม ดูความร้อน ที่ค่อยๆหายไปพร้อมกับการห้ามเผา ไร่หมุนเวียนจึงต้องปรับตัว บางส่วนต้องใช้ยาจำกัดวัชพืช ขณะที่ข้าวโพด ก็ต้องใช้ไฟ หากไม่ปลูกข้าวโพด ก็ไม่รู้จะปลูกอะไร ไม่มีรายได้ ชาวบ้านอยู่ในฐานะผู้ถูกกระทำและปรับตัว ประกอบกับอคติที่เข้าใจว่าพวกเขาเป็นสาเหตุของไฟป่า การมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาจึงน้อยลง ลูกหลานก็เข้าสู่เมือง หาอาชีพใหม่ ไม่มีใครสานต่อวิถีวัฒนธรรม

อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ชุมชนริเริ่มขึ้นในครั้งนี้เป็นอีกก้าวที่จะสร้างโอกาสและความเป็นไปได้ใหม่ ให้ชุมชน โดยเฉพาะอาชีพทางเลือกนอกจากพืชเชิงเดี่ยว และอาจเป็นโอกาสในการสร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ กลับบ้านมาร่วมพัฒนาชุมชน โดยใช้วัฒนธรรมและป่าชุมชนเป็นหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยว