อาหนิง นิรุตติ์ เตือนภัยมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมตัวหลอกขายของ แฉพฤติกรรมสุดแสบ จี้รัฐคุมเข้มแพลตฟอร์มรับผิดชอบ
วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ในรายการโคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.40 ภายใต้หัวข้อ”อาหนิงเตือนภัย ถูก AI ปลอมตัว“ ดำเนินรายการโดย สุชัย เจริญมุขยนันท มีการพูดคุยถึงประเด็นปัญหาการใช้เทคโนโลยี Deepfake หรือการปลอมแปลงใบหน้าและเสียงของบุคคลที่มีชื่อเสียงเพื่อนำไปใช้ในการหลอกลวง ซึ่งกำลังระบาดอย่างหนักในปัจจุบัน โดยมีพลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานโคแฟค (ประเทศไทย) และนิรุตติ์ ศิริจรรยา นักแสดงอาวุโส ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ตรงจากการตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ
นิรุตติ์ ศิริจรรยา เปิดเผยถึงเหตุการณ์ล่าสุด ถูกมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมแปลงทั้งภาพและเสียงเพื่อนำไปโฆษณาขายสินค้าประเภทยาแก้ปวดเข่าปวดหลัง โดยระบุว่าสังเกตเห็นความผิดปกติได้จากน้ำเสียงและจังหวะการพูดที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ มีการเว้นวรรคที่เพี้ยนไป รวมถึงการเรียกชื่อนามสกุลที่ดูผิดปกติ นอกจากนี้ เนื้อหาในคลิปดังกล่าวยังมีลักษณะก้าวร้าว มีการดูหมิ่นและด่าทอเจ้าหน้าที่ในชุดขาวหรือกลุ่มแพทย์ ซึ่งนิรุตติ์ยืนยันว่าตนเองไม่มีทางรับโฆษณาที่มีลักษณะดูถูกผู้อื่นเช่นนี้แน่นอน และรู้สึกเสียใจที่ต้องเห็นภาพลักษณ์ของตนถูกนำไปใช้ในทางที่เสื่อมเสียต่อวิชาชีพแพทย์ ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้เพื่อนฝูงและคนรู้จักจำนวนมากหลงเชื่อและโทรศัพท์มาสอบถามว่าสินค้าดีจริงหรือไม่ ซึ่งตนได้ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมาเพื่อป้องกันตนเองตามกระบวนการกฎหมาย

นอกจากประเด็น AI แล้ว นิรุตติ์ยังเล่าถึงเหตุการณ์ในอดีตที่เคยถูกนำรูปภาพไปตัดต่อโฆษณาสินค้าประเภทอื่นทันทีหลังถ่ายงานเสร็จ รวมถึงประสบการณ์ถูกหลอกให้เป็นพรีเซนเตอร์สินค้าที่มีเลข อย. ปลอม จนทำให้ตนเองต้องถูกปรับและต้องส่งทนายความไปดำเนินการ ยิ่งไปกว่านั้น ยังเคยมีกรณีมิจฉาชีพใช้ชื่อและรูปภาพไปทำRomance Scam หลอกลวงทนายความหญิงท่านหนึ่งจนฝ่ายหญิงหลงรัก และถึงขั้นบุกรุกไปที่สวนส่วนตัวของตนในจังหวัดจันทบุรีเพื่อตามหาตัว ทั้งที่ขณะนั้นตนปฏิบัติภารกิจอยู่ต่างประเทศ เหตุการณ์เหล่านี้สร้างความหนักใจอย่างมากเนื่องจากกฎหมายไทยเป็นระบบกล่าวหา ทำให้ผู้ที่ถูกแอบอ้างต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ความบริสุทธิ์และแจ้งความด้วยตนเองเพื่อไม่ให้เสียเปรียบทางคดี
พลินี เสริมสินสิริ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมจากการประชุมวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลกเกี่ยวกับเรื่องAI กับ Media Freedom โดยระบุว่าปัจจุบันความจริงต้องทำงานแข่งกับ Algorithm ของแพลตฟอร์มแม้จะมีการรายงาน (Report) หรือตรวจสอบข่าวปลอมบ่อยครั้ง แต่แพลตฟอร์มมักไม่ออกมาตรการกำกับดูแลที่จริงจัง โดยอ้างเรื่องสิทธิเสรีภาพในการไม่บล็อกเนื้อหา แต่อาจไม่เข้าใจบริบทของสังคมไทยที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก จึงเสนอว่ารัฐบาลควรมีกฎหมายหรือช่องทางสนับสนุนที่เข้มงวดกว่านี้ รวมถึงมาตรการเยียวยาผู้เสียหาย เนื่องจากแพลตฟอร์มได้รับรายได้จากการโฆษณาและค่าธรรมเนียมจากมิจฉาชีพเป็นจำนวนมาก สิ่งสำคัญคือประชาชนต้องมี AI Literacy หรือความรู้เท่าทันเทคโนโลยี อย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งที่เห็น ไม่แชร์ และไม่โอนเงินจนกว่าจะตรวจสอบให้แน่ชัด
ในช่วงท้าย นิรุตติ์ได้เรียกร้องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น กระทรวงที่เกี่ยวข้องหรือตำรวจดิจิทัล ทำหน้าที่เป็นผู้นำในการดักจับและป้องกันปัญหาไม่ใช่รอให้เกิดความเสียหายแล้วค่อยมาแจ้งความ พร้อมเปรียบเทียบกับกรณีในต่างประเทศที่นักแสดงสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้มหาศาลหากมีการนำชื่อหรือรูปไปแอบอ้าง ซึ่งไทยควรมีมาตรการที่เด็ดขาดเช่นนั้น ทั้งนี้ นิรุตติ์ยืนยันว่าตนเองไม่มี Facebook หรือ Instagram ส่วนตัว มีเพียงผู้ที่ชื่นชอบช่วยดูแลให้เท่านั้น และปัจจุบันไม่ได้รับเป็นพรีเซนเตอร์สินค้าใดๆ ผ่านช่องทางออนไลน์หรือแอปพลิเคชัน หากจะมีโฆษณาต้องผ่านสื่อหลักที่เป็นกิจจะลักษณะเท่านั้น จึงขอให้แฟนๆ และประชาชนพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบและอย่าตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพที่หากินบนความสำเร็จของผู้อื่น
