ไทยครองแชมป์เบอร์ 1 เอเชีย มิจฉาชีพถล่มสายโทร-SMS เร่งจี้รัฐ-กสทช. วางระบบคัดกรองพื้นฐานปกป้องประชาชน
COFACT ร่วมกับ Gogolook เผยสถิติน่าตกใจ ไทยพุ่งทะยานอันดับ 1 ประเทศที่มิจฉาชีพพุ่งเป้าโจมตีสูงสุดในเอเชีย พบยอดสายโทรและ SMS ก่อกวนปี 2568 สูงถึง 173 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้น16% ชี้กลโกงยกระดับเป็นอุตสาหกรรมข้ามชาติ ใช้จิตวิทยาเล่นกับความกลัว-ความรัก-ความโลภ หลอกได้ทุกวัยไม่เว้นแม้แต่นักศึกษา ขณะที่ภาคประชาชนจี้ กสทช. เร่งจัดระเบียบSMS ภายในสิงหาคมนี้ ย้ำต้องเป็นบริการพื้นฐานที่ไม่ปล่อยให้เบอร์ผิดกฎหมายหลุดรอดมาถึงผู้ใช้บริการ
สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT เปิดเผยในรายการ”โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว” ถึงสถานการณ์ภัยไซเบอร์ที่กำลังคุกคามคนไทยอย่างหนัก โดยระบุว่าข้อมูลจากรายงานของWhoscall แอปพลิเคชันระบุตัวตนสายเรียกเข้า พบสถิติที่น่าตกใจว่าประเทศไทยกลายเป็นเป้าหมายอันดับ 1 ของมิจฉาชีพในเอเชียซึ่งตัวเลขความสูญเสียและจำนวนครั้งการก่อกวนไม่ได้ลดลงเลยแม้จะมีการปราบปรามอย่างเข้มข้น โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา มิจฉาชีพได้ทำการก่อกวนคนไทยผ่านสายโทรศัพท์และ SMS รวมกันกว่า173 ล้านครั้ง ปัญหานี้ถูกยกระดับจากอุตสาหกรรมครอบครัวกลายเป็นอุตสาหกรรมข้ามชาติที่มีการทำงานอย่างเป็นระบบ
ด้าน กชศร ใจแจ่ม กรรมการผู้จัดการ บริษัท Gogolook Thailand ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน Whoscall ให้รายละเอียดว่า สถิติ 173 ล้านครั้งนั้นเป็นการเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้ใช้บริการ Whoscall ในไทยจำนวน 35 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าหากรวมประชากรทั้งประเทศ ตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้มาก โดยยอดการก่อกวนเพิ่มขึ้น16% จากปีก่อนหน้า จากการตรวจสอบพบว่ามิจฉาชีพทำงานในรูปแบบบริษัท มีทั้งนายทุน ผู้สรรหาพนักงาน (Recruit) ที่ใช้วิธีหลอกลวงคนไปทำงานหรือค้ามนุษย์ และทีมงานจัดหาข้อมูลส่วนบุคคลโดยมักใช้ SMS เป็นเครื่องมือด่านแรกในการ “ตกเบ็ด” เพื่อดึงข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ ที่อยู่ เลขบัตรประชาชน ผ่านลิงก์ปลอมที่เลียนแบบหน่วยงานรัฐ อาทิ กรมบัญชีกลาง กระทรวงสาธารณสุขหรือกรมที่ดิน โดยเน้นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ เช่น การอัปเดตเงินฌาปนกิจหรือการเสียภาษีที่ดิน
กชศรยังระบุถึงกลุ่มเป้าหมายที่ขยายกว้างขึ้นว่า ไม่ได้มีเพียงผู้สูงอายุเท่านั้นที่ตกเป็นเหยื่อ แต่กลุ่มนักเรียนนักศึกษาเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตของเหยื่อสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มิจฉาชีพมักใช้จิตวิทยาทำให้เด็กกลัว เช่น อ้างว่าบัญชีธนาคารของพ่อแม่กำลังถูกตรวจสอบ ทำให้เด็กยอมทำตามเพื่อปกป้องครอบครัว
นอกจากนี้ยังมีรูปแบบ “Romance Scam” ที่ปรับเปลี่ยนมาหลอกลวงกลุ่มผู้สูงอายุที่เหงา หรือแม้แต่เคสแม่บ้านต่างด้าวที่ถูกหลอกให้หลงรักจนต้องมาเบิกเงินเดือนล่วงหน้าจากนายจ้างเพื่อส่งไปให้มิจฉาชีพซึ่งความสูญเสียเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงแค่มูลค่าเงิน แต่รวมถึงการสูญเสียโอกาสทางสังคม เช่น คนไม่กล้ารับสายแปลกหน้าจนพลาดการติดต่อเรื่องงาน หรือพลาดสายสำคัญจากสภากาชาดไทยเรื่องการรับบริจาคอวัยวะ
ในส่วนของแนวทางการแก้ไข นางสาวสุภิญญาได้เสนอแนะว่า ภาครัฐและ กสทช. ควรยกระดับการคัดกรองเบอร์โทรศัพท์และ SMS ให้เป็นบริการขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะการจัดการเบอร์ Simbox หรือเบอร์ที่ไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้อง ซึ่งผู้ให้บริการเครือข่ายสามารถตรวจสอบและบล็อกได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ประชาชนติดตั้งแอปพลิเคชันเพิ่มเติม พร้อมทั้งจี้ให้ กสทช. รักษาสัญญาที่จะจัดระเบียบการลงทะเบียนผู้ส่ง SMS (Sender Name) ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนสิงหาคม 2569 นี้ เพื่อทำความสะอาดระบบ (Big Cleaning Day) และลดช่องว่างที่มิจฉาชีพจะเข้าถึงประชาชน เพราะในปัจจุบันการส่ง SMS มีต้นทุนต่ำและทำได้ในปริมาณมากมิจฉาชีพจึงสามารถปรับเปลี่ยนข้อความให้เข้ากับสถานการณ์ได้ตลอดเวลา
สำหรับมาตรการในระยะยาว กชศรเสนอ 3 เสาหลักในการรับมือคือ 1. การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็งจากภาครัฐ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าในช่วงที่มีการตัดไฟตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตตามชายแดน ยอดมิจฉาชีพจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด 2. การให้ความรู้ (Education) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชน และ 3. เครื่องมือทางเทคโนโลยี(Tools) ที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่นางสาวสุภิญญากล่าวทิ้งท้ายว่าท้ายที่สุดประชาชนต้องพึ่งพาตนเองด้วยการ “ตั้งสติ” อย่าเพิ่งเชื่อและอย่าเพิ่งโอน รวมถึงสร้างระบบชุมชนและครอบครัวที่เข้มแข็งในการปรึกษาหารือกันก่อนตัดสินใจทำธุรกรรมใดๆ เพื่อป้องกันความเจ็บปวดจากการถูกหลอกลวงที่อาจเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัยในยุคดิจิทัล
