‘โคแฟค’ยืนหยัดสู้ภัย‘ข่าวลวง’ หวังเป็นแหล่งข้อมูลเชื่อถือได้-สร้างความตระหนักรู้สู่สุขภาวะที่ดี

ภาวะข้อมูลระบาด (Infodemic) คือการมีข้อมูลจำนวนมากเกินไป ซึ่งรวมถึงข้อมูลเท็จหรือข้อมูลที่ทำให้เข้าใจผิด (Fales & Misleading Information) ทั้งในสภาพแวดล้อมดิจิทัล(โลกออนไลน์และทางกายภาพ (โลกจริงในช่วงที่เกิดสถานการณ์โรคระบาด สิ่งนี้ก่อให้เกิดความสับสนและพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจในหน่วยงานด้านสาธารณสุขและบั่นทอนการตอบสนองด้านสาธารณสุข

ภาวะข้อมูลระบาดสามารถทำให้การระบาดรุนแรงขึ้นหรือยืดเยื้อออกไปได้ เมื่อประชาชนไม่แน่ใจว่าต้องทำอย่างไรเพื่อปกป้องสุขภาพของตนเองและคนรอบข้าง ด้วยการเพิ่มขึ้นของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การขยายตัวของสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) และการใช้อินเตอร์เน็ต  ข้อมูลสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็วขึ้น ด้านหนึ่งสิ่งนี้สามารถช่วยเติมเต็มช่องว่างข้อมูลได้เร็วขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งก็อาจขยายข้อความที่เป็นอันตรายได้เช่นกัน

“องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวถึงคำว่า“ภาวะข้อมูลระบาด (Infodemic)” ที่มักมาพร้อมกับสถานการณ์โรคระบาด ดังตัวอย่างสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด – 19 ช่วงปี 2563 – 2564 แต่ในความเป็นจริงผู้คนเผชิญกับภาวะดังกล่าวอยู่ตลอดเวลาผ่านความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล อาทิ รายงาน “Warning about sharp rise in illegal medicines sold in the EU” เผยแพร่เมื่อเดือน พ.ย. 2568 โดยสำนักงานยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA)ระบุถึงการพบโฆษณาขายยาลดน้ำหนักในกลุ่ม GLP-1 receptor agonists เพิ่มขึ้นมากบนเว็บไซต์ปลอมและสื่อสังคมออนไลน์ 

ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักจำหน่ายผ่านเว็บไซต์ปลอมและโฆษณาในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตและไม่เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพที่จำเป็น ซึ่งสุ่มเสี่ยงเป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพของประชาชน อาจไม่มีสารออกฤทธิ์ตามที่โฆษณาอวดอ้าง และอาจมีสารอื่นๆ ในระดับที่เป็นอันตราย ดังนั้น ผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จึงมีความเสี่ยงสูงมากต่อการรักษาล้มเหลว ปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงและไม่คาดคิด และปฏิกิริยาที่เป็นอันตรายกับยาอื่นๆ ที่ผู้บริโภคใช้อยู่

เจ้าหน้าที่ได้ระบุบัญชีปลอมที่ปรากฏบนเฟซบุ๊ก โฆษณา และรายการสินค้าออนไลน์ปลอมหลายร้อยรายการ ซึ่งหลายแห่งตั้งอยู่นอกสหภาพยุโรป (EU) เว็บไซต์และโฆษณาในสื่อสังคมออนไลน์บางรายก็ใช้ตราสัญลักษณ์ของหน่วยงานทางการและใช้คำรับรองเท็จเพื่อหลอกลวงผู้บริโภค รายงานของ EMA ระบุ 

ไม่ต่างจากสหรัฐอเมริกา รายงาน “FDA Launches Crackdown on Deceptive Drug Advertising” โดยองค์การอาหารและยาแห่งชาติสหรัฐฯ (FDA) เมื่อเดือน ก.ย. 2568 กล่าวในตอนหนึ่งว่า ชาวอเมริกันอาศัยอยู่ในยุคใหม่ของสื่อสังคมออนไลน์ การพึ่งพาช่องทางดิจิทัลและสื่อสังคมออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการโฆษณาโดยใช้ผู้มีอิทธิพลทางความคิดหรือบุคคลที่มีชื่อเสียง (Influencer) โดยไม่เปิดเผยข้อมูล ได้ทำให้เส้นแบ่งระหว่างเนื้อหาบทความ เนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้น และโฆษณายาจากบริษัทยาเลือนหายไป ทำให้ผู้ป่วยแยกแยะข้อมูลที่อิงตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และเนื้อหาโฆษณาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ

บทความวิจัยปี 2567 ในวารสาร Journal of Pharmaceutical Health Services Research เปิดเผยว่า ในขณะที่โพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับยา 100% เน้นถึงประโยชน์ของยา แต่มีเพียง 33% เท่านั้นที่กล่าวถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ 88% ของโฆษณายาที่ขายดีที่สุดนั้น โพสต์โดยบุคคลและองค์กรที่ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ความสมดุลที่เป็นธรรมของ FDA” รายงานของ FDA กล่าว 

ขณะที่ประเทศไทยของเรา ในเวทีเสวนาวิชาการหัวข้อ “ปัจจัยทางการค้ากำหนดสุขภาพ : มองปัญหาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมายด้วยกรอบคิดสากล” จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2568 เผยข้อมูลจาก “TaWai for Health” แพลตฟอร์มเฝ้าระวังกิจกรรมทางการค้าและผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค พบว่า ช่วงปี 2565-2568 พบประชาชนรายงานผลิตภัณฑ์อันตรายในระบบ 9,635 รายการ แบ่งเป็นโฆษณาเกินจริง ร้อยละ 45.8 รายงานอาการไม่พึงประสงค์ ร้อยละ 44 และผลิตภัณฑ์ต้องสงสัย ร้อยละ 10.2 

ความน่าเป็นห่วงของสถานการณ์ แม้จะมีข่าวผู้ใช้ผลิตภัณฑ์อันตรายแล้วถึงขั้นเสียชีวิต แต่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็ยังขายได้ – ขายดี เนื่องด้วยมีการใช้กลยุทธ์ เช่น “สร้างอุปสงค์เทียม” ผ่านการโฆษณาชวนเชื่อที่เล่นกับความหวังและความกลัวของผู้บริโภค อาทิ การการันตีผลลัพธ์ว่าหายขาดในโรคเรื้อรัง หรือใช้ถ้อยคำว่าผอมภายใน 7 วัน เป็นต้น อีกทั้งยังมีการ ทั้งในพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์และในกลุ่มปิด ทำให้หน่วยงานที่กำกับดูแลตรวจสอบได้ยาก


ภาพที่ 1 : หน้าเว็บ Cofact.org เมื่อครั้งก่อตั้งในปี 2563 
ที่มา : สสส.

ย้อนไปในเดือน เม.ย. 2563 ในช่วงที่ไวรัสโควิด – 19 ระบาดระลอกแรก สสส. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย เปิดตัว โครงการ “โคแฟค (Collaborative Fact Checking : Cofact)” เปิดพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่านเว็บไซต์ cofact.org และโปรแกรมการพูดคุยอัตโนมัติ (Chatbot)ไลน์ @cofact เพื่อร่วมตรวจสอบข่าวลวงด้านสุขภาพ โดยเฉพาะประเด็นโควิด-19 เพื่อให้ประชาชนเปิดรับสื่ออย่างรู้เท่าทัน ร่วมตรวจสอบข่าว นำมาสู่การเรียนรู้และพัฒนาทักษะเท่าทันสื่อของพลเมืองดิจิทัล ควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อร่วมสร้างระบบนิเวศสื่อและสังคมสุขภาวะ

ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) สุภิญญา กลางณรงค์ ซึ่งเป็นอดีตกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวในเวลานั้นว่า โครงการโคแฟค เปิดพื้นที่ให้ช่วยกันค้นหาข้อเท็จจริงกับข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นเพียงผู้รู้จริง เพราะบางครั้งข้อเท็จจริงอาจเปลี่ยนแปลงไปได้ตามกาลเวลาและเหตุปัจจัย ดังนั้นจึงต้องการสร้างพื้นที่กลางในการค้นหาความจริงร่วมกัน 

โครงการโคแฟคเชื่อว่า การแก้ปัญหาข่าวลวงในยุคดิจิทัลคือการทำให้ทุกคนกลายเป็นคนตรวจสอบข่าว และสร้างพื้นที่ในการแสวงหาข้อเท็จจริงร่วมกัน โดยเปิดเวทีให้มีตลาดทางความคิดเห็นที่หลากหลาย แยกแยะได้ระหว่างข้อเท็จจริงและความคิดเห็น โดยเชื่อมั่นในวิจารณญาณของสังคม สุภิญญา กล่าว 

การเดินทางที่ยาวนานร่วม 6 ปีของโคแฟค จากจุดเริ่มต้นที่การทำรายงานตรวจสอบข่าวลวงหรือช้อมูลบิดเบือนด้านสุขภาพ ได้ขยายไปถึงประเด็นอื่นๆ ตามความสนใจของสังคม ณ แต่ละช่วงเวลา เช่น ในปี 2568 จนถึงต้นปี 2569 เป็นช่วงเวลาแห่งความผันผวน มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมายทั้งแผ่นดินไหวในประเทศเมียนมาซึ่งส่งผลสะเทือนมาถึงอาคารหลายแห่งในกรุงเทพฯ , สถานการณ์ความขัดแย้งและการสู้รบตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา , อุทกภัยครั้งร้ายแรงใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา , การเลือกตั้ง , อคติต่อประชากรข้ามชาติและกลุ่มชาติพันธุ์ และล่าสุดคือสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง 

ภารกิจที่ขยายออกไปนี้สอดคล้องกับรายงาน Global Risk Reprot 2024 โดยองค์การสหประชาชาติ (UN) ที่สอบถามผู้เชี่ยวชาญ 1,100 คนจาก 136 ประเทศ ได้ข้อสรุปว่า ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือบิดเบือน (Misinformation or Disinformation) ถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุด และมากกว่าร้อยละ 80 กล่าวว่าสถานการณ์นี้กำลังเกิดขึ้นแล้ว รายงานยังชี้ว่าข้อมูลเท็จเป็นภัยคุกคามที่ประเทศต่างๆ รู้สึกว่าตนเองเตรียมพร้อมรับมือได้น้อยที่สุด

ข้อมูลเท็จสามารถทำลายสายใยที่ยึดเหนี่ยวสังคมไว้ด้วยกัน ในสภาพแวดล้อมที่มีความไม่มั่นคงเพิ่มมากขึ้น มันสามารถนำพาสังคมไปสู่ความรุนแรงได้ นอกจากนี้ยังสามารถเซาะกร่อนบ่อนทำลายบรรทัดฐานของการถกเถียงและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สังคมยึดถือเป็นเรื่องปกติได้อีกด้วย รายงานของ UN ระบุ

รายงานของ UN ยังแสดงความกังวลถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยยกตัวอย่างผู้สูงอายุวัย 85 ปี เห็นคลิปวิดีโอช้างกำลังเคลื่อนย้ายต้นไม้ ผู้สูงอายุบอกว่าน่ารักดี แต่หลานวัย 12 ปี ได้เตือนว่านั่นเป็นคลิปที่สร้างด้วย AI ตัวอย่างนี้อาจดูไม่เป็นอันตราย แต่ระบบที่สร้างเนื้อหาสังเคราะห์นั้นมีความซับซ้อนมากขึ้น และอาจถูกใช้ทำให้เกิดอันตรายมากขึ้น เช่น ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังและความรุนแรง ทำลายสุขภาพและวิทยาศาสตร์ ทำลายความเชื่อมั่นซึ่งรวมถึงในการเลือกตั้ง ทำลายความน่าเชื่อถือของการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศและความพยายามอื่นๆ ที่รัฐบาลนำเพื่อเร่งบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

ภาพที่ 2 : รายงานของ Cofact ว่าด้วยคลิปวิดีโอปลอมที่นำคลิปจากข่าวซึ่งนำเสนอผ่านสื่อมวลชนกระแสหลักมาตัดต่อเข้ากับเสียงพากย์ที่แนบเนียนราวกับเป็นรายงานข่าวโดยสื่อนั้นจริงๆ เจตนาเพื่อเรียกร้องความสนใจให้คลิกเข้าไปดู และจำนวนมากมีวัตถุประสงค์เพื่อโปรโมทเว็บไซต์พนันออนไลน์

อ่านรายละเอียดได้ที่ 

ยังมีเรื่องการถูกหลอกเอาทรัพย์สิน ข้อมูลล่าสุดจาก Whoscall ที่พบว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา คนไทยเผชิญปัญหามิจฉาชีพทางโทรศัพท์ 39 ล้านครั้ง และทางข้อความสั้น (SMS) 134 ล้านข้อความ ที่ต้องเตือนกันคือ “Link อันตราย” ที่มิจฉาชีพมักส่งข้อความมาตามช่องทางต่างๆ (เช่น SMS) ที่กดแล้วจะพาเข้าไปยังเว็บไซต์ปลอม (Phishing) หลอกให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว (เช่น รหัสต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางการเงิน) หรือให้ติดตั้งโปรแกรมประสงค์ร้าย (Malware) เพื่อดักรับข้อมูล มิจฉาชีพยังมีกลวิธีหลบเลี่ยงระบบคัดกรองของผู้ให้บริการโทรคมนาคม เช่น ใช้อีโมจิหรืออักขระพิเศษในการส่ง SMS

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับการเปิดเผยของพล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าตลอด 12 เดือนของปี 2568 มีการแจ้งความในระบบแจ้งความออนไลน์มากถึง 380,378 เรื่อง หรือเฉลี่ยวันละ 1,045 เรื่อง มูลค่าความเสียหายกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท หรือเฉลี่ยวันละ 69 ล้านบาท ที่น่ากังวลคือพบการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้วิเคราะห์เหยื่อ และจู่โจมโดยเลือกเป้าหมาย โดยนำข้อมูลส่วนบุคคลที่รั่วไหลมาใช้ อีกทั้งยังเลือกกลอุบายให้เข้ากับเทศกาล เช่น ในช่วงตรุษจีนมิจฉาชีพจะหลอกล่อด้วยการส่งข้อความแจกอั่งเปาฟรี เพื่อหลอกให้คลิก Link หรือปัจจุบันที่มีสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนก็จะหลอกล่อด้วยการแจกน้ำมันฟรี แจกคูปองน้ำมัน เป็นต้น

ภาพที่ 3 : (คนที่ 5 นับจากซ้ายมือของภาพ) สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโตแฟค (ประเทศไทย) ในงานเสวนานักคิดดิจิทัล Digital Thinker Forum #34 “ยกระดับกลไกการยืนยันตัวตน (Caller ID/ID Verifications) พันธกิจร่วมสู่ความปลอดภัยดิจิทัล” เมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2569 ซึ่งโคแฟคร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สภาองค์กรของผู้บริโภค สถาบัน ChangeFusion และมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย ประชุมร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมีระบบยืนยันตัวตนหมายเลขโทรศัพท์ (Caller ID) เป็นระบบฐานข้อมูลกลาง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคัดกรองความเสี่ยงจากมิจฉาชีพ
 
อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ : https://blog.cofact.org/th/forum690316/

รายงาน Global Risk Report 2026 (พ.ศ. 2569) จัดทำโดยสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่ระบุว่า ข้อมูลคลาดเคลื่อน – บิดเบือน เป็นความเสี่ยงอันดับ 2 ในระยะสั้น (2 ปี) และอันดับ 5 ในระยะยาว (10 ปี) และผลกระทบจากเทคโนโลยี AI เป็นความเสี่ยงอันดับ 6 ในระยะยาว (10 ปี) รายงานฉบับนี้ยังอ้างผลการสำรวจจากสถาบันรอยเตอร์ ที่ระบุว่า ร้อยละ 58 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลกกังวลเกี่ยวกับวิธีแยกแยะความจริงจากความเท็จในข่าวที่เผยแพร่ทางออนไลน์ 

รายงาน Reuters Institute Digital News Report 2025 (พ.ศ. 2568)โดยสถาบันรอยเตอร์ ยังกล่าวด้วยว่า ความไว้วางใจและการมีส่วนร่วมในข่าวสารที่ต่ำเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับสภาวะ “การหลีกหนีจากข้อมูลข่าวสาร (News Avoidance)” ซึ่งเป็นความท้าทายที่เพิ่มขึ้นในสภาพแวดล้อมข่าวสารที่มีทางเลือกมากมาย และข่าวสารมักสร้างความไม่สบายใจในรูปแบบต่างๆ กัน โดยเฉลี่ย 4 ใน 10 คน หรือร้อยละ 40 ยอมรับว่าตนเองได้หลีกเลี่ยงการติดตามข่าวสารเป็นบางครั้งหรือบ่อยครั้ง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 29 ในการสำรวจเมื่อปี 2017 (พ.ศ. 2560) และให้ข้อสรุปว่า ในทุกประเทศ ผู้รับสารคาดหวังว่าการนำเสนอข้อมูลข่าวสารจะมีความเป็นกลาง แม่นยำและโปร่งใสมากขึ้น

สำหรับการทำงานของโคแฟคฯ นั้นเล็งเห็นว่า เมื่อข้อมูลข่าวสารเต็มไปด้วยข่าวลวง ย่อมส่งผลต่อสุขภาวะทั้ง 4 ด้าน ประกอบด้วย ทางกายเช่น เมื่อหลงเชื่อข่าวลวงด้านสุขภาพ อาทิ สมุนไพรวิเศษ หรือการต่อต้านวัคซีนที่ไม่มีหลักฐานรองรับ ส่งผลเสียต่อร่างกายโดยตรง ทำให้ผู้ป่วยทิ้งการรักษาหลัก หรือได้รับสารอันตรายเข้าสู่ร่างกาย , ทางจิต เช่น ความเครียดและภาวะตื่นตระหนก เพราะข่าวลวงมักใช้อารมณ์เป็นตัวนำ โดยเฉพาะอารมณ์เชิงลบ เช่น ความกลัว ความโกรธ เพื่อให้เกิดการแชร์ 

และการได้รับข้อมูลลวงซ้ำๆ นำไปสู่ความรู้สึกเหนื่อยล้าและความวิตกกังวลสะสม จนเกิดภาวะสิ้นหวัง เกิดทัศนคติเชิงลบต่อโลกและสังคม เกิดความเครียด ลดทอนความสุขในการใช้ชีวิตประจำวัน , ทางสังคม ข่าวลวงหรือข้อมูลบิดเบือนกระตุ้นให้ความรู้สึกไม่ไว้วางใจ เกลียดชังและแตกแยกในสังคมร้าวลึกและรุนแรงขึ้น และท้ายที่สุดคือ ทางปัญญา ไม่สามารถรับรู้ได้ว่าข้อมูลใดถูก – ผิด ทำให้ยากที่จะเลือกหรือออกแบบวิถีชีวิตที่สมดุลและเป็นสุข

ซึ่งเมื่อไปดุบทบาทของสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา อันเป็นหน่วยงานหนึ่งภายใน สสส. และเป็นผู้สนับสนุนการทำงานของโคแฟคตลอดมา ก็ได้ระบุพันธกิจของสำนักฯ ไว้ว่า มีภารกิจในการพัฒนาคนทุกวัยให้เท่าทันชีวิต เท่าทันสื่อ สารสนเทศและดิจิทัล (MIDL) โดยมุ่งเน้นให้คนไทยฉลาคใช้สื่อเป็นเครื่องมือเพื่อนำไปสู่ชีวิตวิถีใหม่ที่มีสุขภาวะ 

และส่งเสริมการพัฒนาระบบนิเวศสื่อสุขภาวะที่เอื้ออำนวยให้มีความเป็นอิสระ วางใจ เป็นเจ้าของ ในการเรียนรู้ร่วมกัน ผ่านการสนับสนุนให้ประชาชนเป็นผู้ใช้และผู้สร้างสรรค์สื่อ (Media Users and Creators) ที่มีความเท่าทันสื่อ ความรอบรู้ทางสุขภาพ เกิดจิตสำนึกความเป็นพลเมืองที่มีความมั่นคงภายใน และความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ โดยมีขีดความสามารถเพียงพอต่อการดำรงชีวิตในยุคศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีสุขภาวะที่ดี

ขณะที่บทบาทของ สสส. ในภาพรวม ระบุว่า 2 ใน 3 ของโรคที่เกิดขึ้นล้วนมาจากปัจจัยทางสังคมและสิ่งแวดล้อม หลักการทำงานของ สสส.จึงมุ่งเน้นการ แก้ปัญหาด้วยหลักปัจจัยทางสังคมกำหนดสุขภาพ (Social Determinants of Health) เพื่อมุ่งสร้างสุขภาวะที่ครอบคลุมทั้งกาย ใจ สังคม ปัญญาให้คนไทยอย่างยั่งยืน

ภาพที่ 4 : โปสเตอร์งานวันตรวจสอบข่าวลวงโลก ประจำปี 2569 (International Fact Checking Day 2026)

อย่างที่กล่าวไปในตอนต้นแล้วว่าข้อมูลลวงเป็นความเสี่ยงสำคัญระดับโลก ทั้งเรื่องสุขภาพ ความเกลียดชัง และภัยจากมิจฉาชีพ จึงมีการกำหนดให้วันที่ 2 เมษายน ของทุกปี เป็นวันตรวจสอบข่าวลวงโลก (International Fact Checking Day) มาตั้งแต่ปี 2560 โดยเครือข่ายองค์กรตรวจสอบข่าวสากล(IFCN) เพื่อสร้างความตระหนักแก่สังคมในการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเชื่อหรือส่งต่อข้อมูลข่าวสารใดๆ ที่ได้รับมา โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลมหาศาลแพร่กระจายไหลเวียนในแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ 

ำหรับการจัดงานวันตรวจสอบข่าวลวงโลก ประจำปี 2569 (International Fact Checking Day 2026) จะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 2 เม.ย. 2569 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยครังนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม Lost in Information disorder ในยุคดิจิทัลและ AI ที่ข่าวลวงมีเป็นจำนวนมากจนยากจะหาความเชื่อมั่นในข้อมูลใดๆ ได้ ยิ่งต้องลงมือทำให้มากขึ้นเพื่ดธำรงไว้ซึ่งการมีข้อมูลที่ถูกต้องเชื่อถือได้ (Information Integrity) สร้างสังคมที่ให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงและความเป็นธรรม (Facts and Fairnessและส่งเสริมพลเมืองให้มีสติ ทักษะ เท่าทัน ( Keep Calm and Fact Checkนำไปสู่การมีสุขภาวะที่ดี!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.who.int/health-topics/infodemic/the-covid-19-infodemic#tab=tab_1 (The COVID-19 infodemic : องค์การอนามัยโลก)

https://www.ema.europa.eu/en/news/warning-about-sharp-rise-illegal-medicines-sold-eu (Warning about sharp rise in illegal medicines sold in the EU : EMA 3 พ.ย. 2568)

https://www.fda.gov/news-events/press-announcements/fda-launches-crackdown-deceptive-drug-advertising (FDA Launches Crackdown on Deceptive Drug Advertising : FDA 9 ก.ย. 2568)

https://www.thaihealth.or.th/สินค้าเถื่อนระบาดหนัก-เ/ (สินค้าเถื่อนระบาดหนัก! เตือนระวังสินค้าสุขภาพ-ยาชุด–ครีมปนสารอันตราย สสส.–ม.อ. เดินหน้าสร้างวัฒนธรรมตรวจสอบก่อนซื้อ : สสส. 12 ธ.ค. 2568)

https://www.thaihealth.or.th/เปิดตัวโคแฟค-ตัดวงจรข/ (เปิดตัว“โคแฟค” ตัดวงจรข่าวลวงที่ระบาดมากับโควิด-19 : สสส. 12 เม.ย. 2563)

https://www.thaipbs.or.th/verify/article/content/10200 (ไทยตกเป็นเป้าอันดับ 1 คอลเซนเตอร์ พบปี 68 โทรลวงคนไทย 173 ล้านครั้ง ! : TPBS 20 มี.ค. 2569)

https://www.pptvhd36.com/news/สังคม/271385 (คดีออนไลน์ปี 68 พุ่ง! เสียหาย 2.5 หมื่นล้าน วัยทำงานเป็นเหยื่อมากสุด : PPTV 20 มี.ค. 2569)

https://un-dco.org/stories/disinformation-global-risk-so-why-are-we-still-treating-it-tech-problem (Disinformation Is a Global Risk. So Why Are We Still Treating It Like a Tech Problem? : สำนักงานประสานงานการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ 20 ส.ค. 2568)

https://reports.weforum.org/docs/WEF_Global_Risks_Report_2026.pdf (Global Risk Report 2026 : World Economic Forum)

https://reutersinstitute.politics.ox.ac.uk/sites/default/files/2025-06/Digital_News-Report_2025.pdf (Reuters Institute Digital News Report 2025 : สถาบันรอยเตอร์)

https://www.thaihealth.or.th/wp-content/uploads/2022/07/682-2.pdf (สำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา – สสส.)

https://www.thaihealth.or.th/สุขภาพดี-4-มิติ/ (สุขภาพดี 4 มิติ : สสส. 15 ธ.ค. 2565)

https://www.bangkokbiznews.com/news/996560 (ทำความรู้จัก “Fact Checking Day” วันตรวจสอบข่าวปลอมและความจริง : กรุงเทพธุรกิจ 2 เม.ย. 2565)