‘Fact – Check’แล้วไงต่อ? ย้อนดูตัวอย่าง5ข่าวเท็จ-บิดเบือน ตรวจสอบแล้วแต่แพลตฟอร์มยังไม่ลบ-แจ้งเตือน
By : Zhang Taehun
หมายเหตุ : บทความนี้สืบค้นข้อมูลและเขียนขึ้นในวันที่ 7 มี.ค. 2569 ซึ่งหลังจากนี้รายละเอียดอาจเปลี่ยนแปลงได้ ขณะที่ Link ของโพสต์ที่ระบุว่าเป็นข้อมูลเท็จหรือบิดเบือนซึ่งนำมาอ้างอิง ผู้เขียนมิได้มีเจตนาจะทำให้มีการเข้าไปกดติดตามมากขึ้น แต่ต้องการแจ้งให้ผู้ดูแลแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ทราบและดำเนินการนำออกจากระบบหรือติดข้อความแจ้งเตือนให้ชัดเจน รวมถึงคาดหวังให้ผู้โพสต์ภาพหรือคลิปวิดีโอเท็จหรือบิดเบือนเหล่านี้อาจนำออกจากระบบด้วยตนเองโดยสมัครใจ
ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 จนถึงต้นปี 2569 เป็นช่วงที่ประเทศไทยมีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย ทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนจนกลายเป็นการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชาถึง 2 ระลอก (24 – 28 ก.ค. และ 7 – 27 ธ.ค. 2568) , ภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างน้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่สร้างความเสียหายรุนแรงคือเหตุการณ์ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา , การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 เป็นต้น
ในช่วงสถานการณ์ที่เปราะบางเช่นนี้ ย่อมมีผู้ไม่ประสงค์ดีฉกฉวยสถานการณ์สร้าง“ข่าวปลอม –ข้อมูลบิด เป็นจำนวนมหาศาล และเป็นที่น่าสังเกตว่า “หลายเรื่องแม้จะตรวจสอบแล้วว่าเท็จแต่ก็ยังอยู่ในระบบของแพลตฟอร์ม” ทั้งโพสต์ดั้งเดิมที่เคยหยิบยกขึ้นมาตรวจสอบ โพสต์ๆ อื่นๆ ที่แชร์ข้อความ ภาพหรือคลิปวิดีโอเนื้อหาเดียวกันในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ตลอดจนเนื้อหาปลอมที่ตรวจสอบไปแล้วแต่ก็ยังคงถูกนำมาแชร์วนซ้ำ โดยผู้เขียนจะขอหยิบยกบางตัวอย่างมานำเสนอในที่นี้

Link คลิปอ้างเท็จ :https://web.facebook.com/watch/?v=817342991010274
อ่านรายงานการตรวจสอบได้ที่นี่ :https://blog.cofact.org/th/fact-check-thai-cambodia-30092025/
– คลิปอ้างเท็จเรื่องสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย – กัมพูชา : ในสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย – กัมพูชา หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงกันมากคือ “การสร้างรั้วหรือกำแพงตลอดแนวชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ” และที่ผ่านมาก็มีภาพหรือคลิปวิดีโอจากเหตุการณ์อื่นๆ ที่ถูกนำมาอ้างว่าทางการไทยเริ่มสร้างกำแพงแล้ว ดังตัวอย่างนี้ซึ่งเพจเฟซบุ๊ก “เซฟ คมพิศิษฐ์ พี.เอส.ที. เอ็นจิเนียริ่ง” ซึ่งเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ไปรับงานสร้างกำแพงคันดินให้ลูกค้าในพื้นที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โพสต์เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2568 ถูกนำไปโพสต์ซ้ำโดยบัญชีเฟซบุ๊ก “Ornrapim PNi Kongcharond” เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2568 อ้างว่าเป็นการสร้างรั้วชายแดนไทย – กัมพูชา
ซึ่งแม้จะมีการตรวจสอบและเผยแพร่รายงานไปแล้ว รวมถึงเพจเฟซบุ๊ก “เซฟ คมพิศิษฐ์ พี.เอส.ที. เอ็นจิเนียริ่ง” ที่เป็นเจ้าของคลิปต้นฉบับยังช่วยแชร์โพสต์ของโคแฟคเพื่อยืนยันว่าคลิปของตนถูกนำไปโพสต์ใหม่เป็นข่าวปลอม แต่ ณ วันที่ 7 มี.ค. 2569 คลิปอ้างเท็จเรื่องสร้างรั้วไทย – กัมพูชา ที่โพสต์โดยบัญชีเฟซบุ๊ก “Ornrapim PNi Kongcharond” ก็ยังคงเข้าถึงได้และมียอดการรับชมแล้วกว่า 2.3 ล้านครั้ง โดยไม่ถูกนำออกจากระบบหรือติดข้อความแจ้งเตือนข้อเท็จจริง

Link คลิปอ้างเท็จ :https://web.facebook.com/reel/1562203138439990
อ่านรายงานการตรวจสอบได้ที่นี่ : https://blog.cofact.org/th/fact-check-southern-flood-22122025/
– คลิปอ้างเท็จว่าเกิดน้ำท่วมที่หาดใหญ่ วันที่ 18 ธ.ค. 2568 : ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 เป็นช่วงที่เกิดอุทกภัยครั้งร้ายแรงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา รายงาน “เสียงจากหาดใหญ่ หลังวิกฤตน้ำท่วม” โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ วันที่ 21 – 28 พ.ย. 2568 ว่า ได้ประเมินผลกระทบน้ำท่วมต่อเศรษฐกิจภาคใต้ ทำให้สูญเสียรายได้ราว 15,700 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม(GDP) ของประเทศ ซึ่งผลเสียหายนี้จะหนักสุดในไตรมาส 4 ปี 2568 จนถึงไตรมาส 1 ปี 2569
ซึ่งในเวลาต่อมา บัญชีเฟซบุ๊ก “ช่างอัทนาปด อู่กาย ออโต้เซอร์วิส ตรัง” โพสต์คลิปวิดีโอเหตุการณ์น้ำท่วม แล้วฝังข้อความในคลิปอ้างว่าน้ำมาอีกแล้วที่หาดใหญ่ ในวันที่ 18 ธ.ค. 2568 แต่เมื่อโคแฟคตรวจสอบก็พบว่า คลิปเดียวกันกูกโพสต์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2568 โดยบัญชี TikTok “daina.05” ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หาดใหญ่กำลังเผชิญกับน้ำท่วม และเมื่อตรวจสอบด้วย Google Street View ก็ยืนยันได้ว่าคลิปนี้ถ่ายในพื้นที่ อ.หาดใหญ่จริงๆ
อีกทั้งเมื่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ก็ได้รับคำยืนยันว่าในวันที่ 18 ธ.ค. 2568 ไม่ได้มีเหตุน้ำท่วมอย่างที่ปรากฏในคลิปวิดีโอที่ถูกนำมากล่าวอ้างแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม แม้จะผ่านมากว่า 2 เดือนแล้ว คลิปอ้างเท็จที่โพสต์โดยบัญชีเฟซบุ๊ก “ช่างอัทนาปด อู่กาย ออโต้เซอร์วิส ตรัง” ก็ยังไม่ถูกนำออกจากระบบหรือติดเครื่องหมายแจ้งเตือน

Link คลิปอ้างบิดเบือน :https://web.facebook.com/share/r/1CBjuwQhHX/
อ่านรายงานการตรวจสอบได้ที่นี่ :https://blog.cofact.org/th/fact-check-thai-cambodia-24122025/
– คลิปอ้างอย่างบิดเบือนว่า สว.อังคณา กล่าวถึงชาวกัมพูชา 750,000 คน ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นจากความขัดแย้งชายแดนกับไทย : วันที่ 21 ธ.ค. 2568 ซึ่งเป็นช่วงที่ไทยกับกัมพูชากำลังสู้รบทางทหาร (วันที่7 – 27 ธ.ค. 2568) เพจเฟซบุ๊ก “ของดีน่าซื้อ” โพสต์คลิปวิดีโอระบุว่า อังคณา นีละไพจิตรสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาระบุว่า สถานการณ์ความขัดแย้งไทย – กัมพูชา ทำให้ให้ครอบครัวชาวกัมพูชาจำนวนมากต้องกลายเป็นหม้ายและมีประชาชนชาวกัมพูชาต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นกว่า 750,000 คน
แต่หากไล่ดูโพสต์จากบัญชีเฟซบุ๊ก “Angkhana Neelapaijit” จะพบว่า ในวันที่ 18 ธ.ค. 2568 สว.อังคณา ได้แชร์ข่าวจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ที่ทาง OHCHR ได้ประเมินว่า ความขัดแย้งนี้ทำให้ประชาชนประมาณ 750,000 คนต้องอพยพออกจากบ้านเรือนในพื้นที่ชายแดน โดยไม่ได้ระบุเป็นการเฉพาะว่าหมายถึงประชาขนสัญชาติใด ซึ่ง ณ วันที่ 7 มี.ค. 2569 คลิปบิดเบือนนี้ยังสามารถเข้าถึงได้โดยไม่มีการแจ้งเตือนจากแพลตฟอร์ม โดยมียอดการรับชมมากกว่า 5.2 แสนครั้ง และแชร์ต่อมากกว่า 670 ครั้ง

ภาพที่ 4 (ซ้ายบนและซ้ายล่าง) คลิปวิดีโออ้างบิดเบือน รังสิมันต์ โรม เสนอให้บัตรประชาชนพิเศษกับคนต่างด้าวเพราะเป็นฐานเสียงทางการเมือง เผยแพร่ช่วงเดือน ม.ค. – ก.พ. 2569 , (ขวา) คลิปเต็มการแถลงข่าว วันที่ 25 เม.ย. 2567 ซึ่ง รังสิมันต์ โรมอธิบายเรื่องการออกบัตรประชาชนพิเศษว่าไม่ใช่การให้สถานะความเป็นคนไทย แต่เพื่อนำบุคคลที่หนีภัยความไม่สงบจากเมียนมาเข้ามาสู่ระบบติดตามตรวจสอบของไทย
Link คลิปอ้างบิดเบือน :
https://web.facebook.com/watch/?v=1406383164432227
https://www.instagram.com/reel/DUM39ZlDBT1
https://www.tiktok.com/@thailove2566/video/7601761663515217173
https://web.facebook.com/share/p/1ZvTQmXkAk
อ่านรายงานการตรวจสอบได้ที่นี่ :https://blog.cofact.org/th/political-fact-check-24022026/
– คลิปอ้างบิดเบือน รังสิมันต์ โรม เสนอออกบัตรประชาชนพิเศษให้ต่างด้าวเข้าไทยได้โดยไม่ต้องขออนุญาต เพราะเป็นฐานเสียงทางการเมือง : ช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์2569 ซึ่งเป็นช่วงก่อนและหลังเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 พบคลิปวิดีโอสั้นถูกเผยแพร่บนเฟซบุ๊กและสื่อสังคมออนไลน์อีกหลายแพลตฟอร์ม เป็นคลิปที่ รังสิมันต์ โรม นักการเมืองจากพรรคประชาชน เสนอว่าการออกบัตรประชาชนรหัสพิเศษเป็นหนึ่งในมาตรการที่ควรนำมาใช้ในการติดตามตรวจสอบผู้หนีภัยความไม่สงบในเมียนมาเข้ามาในประเทศไทย ฝังข้อความในคลิปว่า “จะให้พม่าตั้งชื่อนามสกุลวันเดือนปีเกิดเองแล้วให้บัตรประชาชนพิเศษเลยเพื่อให้ต่างด้าวเข้าประเทศไทยโดยไม่ต้องขออนุญาต”
ซึ่งคลิปเก่าที่สุดเท่าที่สืบค้นได้ ถูกโพสต์เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2569 โดยบัญชีเฟซบุ๊ก “ชุ๊น อัพเดท’ มีการติด “#พรรคเพื่อพม่าและเขมร #ฐานเสียงชั้นดี”แม้ในคลิปจะได้ยินเสียงรังสิมันต์กล่าวอย่างชัดเจนว่า “ไม่ใช่การให้สถานะเป็นประชาชนชาวไทย”ก็ตาม โดยโคแฟคตรวจสอบพบว่า เหตุการณ์ในคลิปเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2567 ขณะนั้น รังสิมันต์ โรม เป็น สส. พรรคก้าวไกล และเป็นประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวเรื่องข้อเสนอในการรับมือสถานการณ์การสู้รบและผู้ลี้ภัยในเมียนมา

ภาพที่ 5 : (ภาพซ้ายสุด) เพจ “ศธ.360 องศา” ของกระทรวงศึกษาธิการ ชี้แจงโพสต์อ้าง นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว. ศึกษาธิการ กล่าวว่า “สะเทือนใจมากที่นักเรียนเขมรถูกส่งกลับ สงสารที่ถูกปิดโอกาสในการเรียน ถูกเผยแพร่และแชร์จำนวนมาก” เป็นข่าวปลอม เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2569 แต่หลังจากนั้นก็ยังคงพบโพสต์บิดเบือนด้วยข้อความเดียวกันปรากฏทั้งในเฟซบุ๊กและแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์อื่นๆ (3 ภาพนับจากขวามาซ้าย)
Link โพสต์อ้างบิดเบือน :
https://www.youtube.com/shorts/YUwbx9h4y6Y
https://web.facebook.com/share/p/176et3n6ui/
https://x.com/chanuttharu/status/2026844940912021608
อ่านรายงานการตรวจสอบที่นี่ :https://blog.cofact.org/th/fact-check-thai-cambodia-01032026/
– โพสต์อ้าง นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว. ศึกษาธิการ ระบุสะเทือนใจมากที่นักเรียนเขมรถูกส่งกลับ สงสารที่ถูกปิดโอกาสในการเรียน ถูกเผยแพร่และแชร์จำนวนมาก หลังกระทรวงศึกษาธิการ ออกประกาศประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 : ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ผู้เขียนพบการแชร์ภาพของ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมกับข้อความบรรยายว่า “สะเทือนใจมากที่นักเรียนเขมรถูกส่งกลับ พวกเขาน่าสงสารที่ถูกปิดโอกาสในการเรียน” เผยแพร่ในหลายแพลตฟอร์มทั้งเฟซบุ๊ก ยูทูบและ X
ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวถูกเผยแพร่ช่วงเดียวกับที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งแสดงความไม่พอใจและไม่เห็นด้วยกับประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติสำหรับสถานศึกษาในการรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรแต่พำนักอยู่ในประเทศไทยเข้าเรียน ซึ่งเป็นไปตามอนุสัญญาวว่าด้วยสิทธิเด็กที่รับรองสิทธิของเด็กทุกคนในการเข้าถึงการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติ
เบื้องต้นผู้เขียนตรวจสอบจากข้อความข้างต้น พบว่าเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2568 ซึ่งขณะนั้นเกิดกรณีนักเรียนชาวกัมพูชาอายุ 13 ปี ถูกจับในโรงเรียนในพื้นที่ อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ และกำลังจะถูกส่งกลับ โดยเว็บไซต์ ศธ. 360 องศา ซึ่งเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ของกระทรวงศึกษาธิการ รายงานความเห็นของนฤมลต่อกรณีดังกล่าวว่า ถ้าตอบในฐานะคนเป็นแม่ก็รู้สึกเสียใจที่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับลูกที่อายุเพียงแค่ 13 ปี ซึ่งถือเป็นความทุกข์ใจอย่างยิ่ง และตนก็เข้าใจครูที่สอนนักเรียนด้วยเช่นกันที่อยากให้ความเป็นธรรมกับเด็ก
“หากตอบในฐานะ รมว.ศธ. ต้องชี้แจงว่า การขับเคลื่อนการศึกษา เรายึดหลักมนุษยธรรมมาตลอด เพราะไม่เช่นนั้นนักเรียนจะไม่ได้ศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อย่างแน่นอน แต่เนื่องจากเหตุการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ที่จะต้องดูแล และดำเนินการตามกฎหมาย ดังนั้นจึงต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการต่อจากนี้ด้วย” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว
นฤมลยังกล่าวด้วยว่า จากรายงานของ กพฐ.พบว่า นักเรียนรายดังกล่าวพ่อแม่ไม่ได้เป็นคนไทย โดยจะต้องตรวจสอบถึงที่มาที่ไปของครอบครัวนี้ตั้งแต่ต้นว่า ได้เดินทางเข้าประเทศไทยมาถูกกฎหมายหรือไม่ และจากนี้หากจะสามารถดำเนินการทำให้ถูกกฎหมายใหม่ได้ ทางกระทรวงศึกษาธิการก็พร้อมจะดูแลเด็ก ทั้งนี้ อยากจะขอให้คนไทยทุกคนแยกแยะระหว่างความขัดแย้งระหว่างประเทศกับหลักมนุษยธรรมด้วย ซึ่งจะเห็นว่า “ไม่ใช่ข้อความลักษณะเดียวกับที่โพสต์บิดเบือนกล่าวอ้าง”
ทีมงานโคแฟคยังได้สอบถามไปยังว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2569 ได้รับคำยืนยันว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อตามข้อความที่ถูกนำไปอ้างอย่างบิดเบือนข้างต้นแต่อย่างใด อีกทั้งก่อนหน้านั้น ในวันที่ 24 ก.พ. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศธ.360 องศา” ได้นำภาพของ รมว.ศึกษาธิการ พร้อมข้อความที่โคแฟคนำมาตรวจสอบนี้ ติดสัญลักษณ์ “ข่าวปลอม” แต่จนถึงวันที่ 7 มี.ค. 2569 ที่ผู้เขียนลงมือเขียนบทความนี้ ก็ยังสามารถพบเห็นภาพและข้อความบิดเบือนที่อ้างว่า รมว.ศธ. นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็นผู้กล่าว อยู่ในระบบของหลายแพลตฟอร์มโดยไม่มีการติดสัญลักษณ์แจ้งเตือนหรือนำออก
ทั้ง 5 เรื่องนี้เป็นตัวอย่างข่าวลวง – ข้อมูลบิดเบือนที่ผู้เขียนเลือกย้อนกลับไปตรวจสอบว่าเมื่อมีการเผยแพร่รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วมีการตอบสนองจากผู้โพสต์หรือแชร์ ตลอดจนแพลตฟอร์มหรือไม่ (เช่น นำออกจากระบบหรือติดสัญลักษณ์คำเตือน) แต่ในความเป็นจริงยังพบอีกเป็นจำนวนมากที่แม้จะตรวจสอบแล้วแต่ก็ไม่ได้มีการลบหรือแก้ไขใดๆ ดังนั้นก็ต้องฝากไปถึงผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ทุกเจ้า ขอให้เอาจริงเอาจังกับการ “ลดมลภาวะจากข้อมูลเท็จ – บิดเบือน” เพื่อให้ผู้รับสารได้อยู่ใน “สภาพแวดล้อมของข้อมูลข่าวสารที่มีสุขภาวะ” ไม่ถูกยั่วยุหรือหลอกลวงจากข้อมูลเหล่านี้ให้เกิดความเครียด กังวล ตื่นตระหนก หรือเกลียดชังแตกแยกกันในสังคม!!!
-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-
อ้างอิง
https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/research/business-voices/business-voices-2025-12.html (เสียงจากหาดใหญ่ หลังวิกฤตน้ำท่วม : ธนาคารแห่งประเทศไทย 23 ธ.ค. 2568)https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/research/business-voices/business-voices-2025-12.html
