จากโลกจริงถึงออนไลน์ หลายสิ่งยังต้องปรับเพื่อให้ผู้หญิงเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียมp
8 มี.ค. 2569 ที่ SCBX NEXT STAGE @NEXT TECH ศูนย์การค้าสยามพารากอน ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มูลนิธิฟรีดริช เนามัน ประเทศไทย (FNF Thailand) มูลนิธิสถาบันการจัดการวิถีพุทธเพื่อสุขและสันติ (สกพ. หรือ IBHAP)และสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ร่วมกันจัดเสวนาวิชาการวันสตรีสากล เรื่อง “Mrs.& Miss Information เรื่องเล่าที่หญิงเราควรรู้”

ดร.รัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องของผู้หญิงเป็นเรื่องของทุกคน แม้สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ประมาณการว่าจะต้องใช้เวลาถึง 130 ปี ชายและหญิงจึงจะเท่าเทียมกันในทุกมิติ เราจึงไม่อาจปล่อยให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นช้าๆ อย่างที่เป็นอยู่ได้ หากต้องการส่งเสริมศักยภาพของผู้หญิงให้มีบทบาทในการดูแลบ้านเมืองอย่างเต็มที่ สังคมต้องมีพื้นที่ปลอดภัย โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1.ครอบครัว ขณะนี้กำลังพิจารณาทบทวนร่างกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว จากเดิมที่เน้นการไกล่เกลี่ย แต่ต้องปรับการจัดการให้ผู้หญิงรอดพ้นจากสถานการณ์รุนแรงนั้นก่อน เพื่อให้ครอบครัวเป็นพื้นที่ปลอดภัย 2.สถานศึกษาและสถานที่ทำงาน ที่มีความคิดว่าผู้หญิงยังไม่เติบโตอย่างเท่าเทียม นายจ้างบางรายอาจไม่ให้เกียรติหรือเหยียดเพศในบางตำแหน่ง แม้จะมีกฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคเท่าเทียมแต่ยังไม่เกิดผลในความเป็นจริงเนื่องจากอยู่ที่ทัศนคติ 3.โลกออนไลน์ ปัญหาการหลอกลวง เช่น มิจฉาชีพประเภทหลอกให้รัก (Romance Scam) หรือแม้กระทั่งปัญญาประดิษฐ์ที่พูดคุยโต้ตอบได้เหมือนมนุษย์ (AI Chatbot) ที่ถูกพัฒนาขึ้นจนทำให้ผู้หญิงตกหลุมรัก AI แล้วไม่อยากมีคนรักเป็นมนุษย์จริงๆ เป็นต้น
“สิ่งเหล่านี้เป็นภัยคุกคามผู้หญิงที่เราจะต้องช่วยกัน กฎหมายต้องออกมาคุ้มครองสวัสดิภาพ เพื่อให้ผู้หญิงไม่ว่าจะอยู่บ้าน อยู่ที่ทำงาน อยู่โรงเรียน หรืออยู่ในโลกออนไลน์ ทุกคนต้องปลอดภัยมีความสุข และสามารถนำศักยภาพของเขามาใช้อย่างเต็มที่”ดร.รัชดา กล่าว

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) และอดีตคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เล่าย้อนไปในช่วงที่ยังดำรงตำแหน่งใน กสทช. ว่า ยุคนั้นมีประเด็นละครโทรทัศน์ที่ผลิตซ้ำความเชื่อที่มีผู้หญิงถูกกระทำ คือฉากที่พระเอกขืนใจนางเอกแล้วทำให้ทั้งสองคนรักกัน ซึ่งมีการรวบรวมรายชื่อประชาชนมาเรียกร้องให้ กสทช. กำกับดูแล เพราะในชีวิตจริงไม่มีทางที่ผู้หญิงจะรักผู้ชายที่ขืนใจตนเองได้
การเรียกร้องครั้งนั้นนำไปสู่การจัดวงพูดคุยกับผู้จัดละครและมีข้อถกเถียงกลับมาเช่นกัน ซึ่งอาจเป็นเรื่องของความแตกต่างระหว่างช่วงวัย เช่น คนรุ่นก่อนตั้งคำถามว่าคิดมากเกินไปหรือไม่กับละครที่สร้างมาจากนิยายแนวประโลมโลก แต่คนรุ่นถัดมารับไม่ได้กับประเด็นดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง ทำให้โฉมหน้าของละครไทยเปลี่ยนไปโดยละครที่มีเนื้อหาแบบนั้นคงไม่ได้รับความนิยมอีกแล้วในปัจจุบัน แต่ก็อาจมีเรื่องเล่าใหม่ๆ ที่สร้างอคติให้ต้องรื้อถอนกันต่อไป เช่น เสียงโต้แย้งที่ว่าผู้หญิงเรียกร้องสิทธิมากเกินไป ได้คืบจะเอาศอก เป็นต้น หรือในปัจจุบันที่โลกออนไลน์เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสาร มิติด้านเพศ (Gender Base) แทรกอยู่ในทุกมิติของการสื่อสาร ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะแก้ปัญหาด้วยการออกกฎหมายเพราะอยู่ในระดับของวัฒนธรรม แต่สุดท้ายก็ต้องมีทางออกในเชิงระบบ เพราะถึงจุดหนึ่งเมื่อพยายามหักล้างข้อมูลลวงหรือมายาคติ แต่เนื้อหาที่ทำให้ผู้หญิงถูกด้อยค่าหรือทำให้ถูกกระทำความรุนแรงยังคงไหลเวียนในแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) อินเตอร์เน็ตยังมีมุมมืดที่ผู้หญิงถูกคุกคามไม่ว่าด้วยเหตุผลด้านธุรกิจหรือความพึงพอใจ เช่น ภาพโป๊เปลือย เป็นต้น
“จุดสมดุลระหว่างการที่เรายังให้ผู้หญิงและทุกเพศสภาพได้แสดงออกอย่างเต็มที่ แต่ขณะเดียวกันยังคงเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่ละเมิดกันและกันจะอยู่ตรงไหน สุดท้ายบทบาทของแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้งหลายต้องเคารพหลักการนี้อย่างจริงจังและช่วยกันสร้างระบบนิเวศของโลกออนไลน์ที่ทำให้เรื่องเล่าเพื่อส่งเสริมศักยภาพผู้หญิงให้เกิดขึ้นได้อย่างสมดุล ซึ่งต้องลงมือทำร่วมกัน” สุภิญญากล่าว

ชมพูนุท เฉลียวบุญ ผู้จัดการโครงการภูมิภาค Westminster Foundation For Democracy(WFD) กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศที่ให้ผู้หญิงมีสิทธิเลือกตั้งและลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) มาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับแรก ในปี 2476 มีผู้หญิงลงสมัคร 2 คน จากนั้นในปี 2492 จึงมีผู้หญิงคนแรกได้รับเลือกตั้งเข้าไปทำหน้าที่ สส. ในสภาฯ ขณะที่ในปัจจุบัน แม้จำนวน สส. หญิงจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 19 ของจำนวน สส. ทั้งหมดในสภาฯ แต่ก็ยังน้อยเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของโลกที่เรียกร้องกันว่าอย่างน้อยควรจะมีสัดส่วนที่ 1 ใน 3 ของสภาฯ สวนทางกับภาคธุรกิจที่มีผู้หญิงเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กรอยู่เป็นจำนวนมากถึงร้อยละ 42
สาเหตุที่มี สส.หญิงเข้ามาในแวดวงการเมืองน้อย เนื่องจากปัจจัยด้านสถาบันทางการเมืองตลอดจนสังคมและวัฒนธรรม เช่น ผู้ชายเป็นผู้นำได้ดีกว่าผู้หญิง ต้นทุนการลงสมัครรับเลือกตั้ง ต้นทุนการดำรงตำแหน่ง พรรคการเมืองสนับสนุนนักการเมืองชายมากกว่า หรือมอบหมายให้ สส. หญิงในพรรคทำงานขับเคลื่อนประเด็นอื่นๆ มากกว่าประเด็นที่เกี่ยวกับผู้หญิง อีกทั้งผู้หญิงยังคงถูกคาดหวังว่าต้องมีบทบาทในการดูแลบ้านและครอบครัว รวมไปถึงมีปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นบนพื้นที่ออนไลน์
“จะเห็นว่าผู้หญิงที่เป็นผู้นำทางการเมืองหลายคนเมื่อออกมาเคลื่อนไหวประเด็นที่อ่อนไหว ประเด็นท้าทายต่อสังคม หรือตรวจสอบองค์กรสำคัญๆ มักจะโดนโจมตี หลายครั้งเป็นการโจมตีในเรื่องภาพลักษณ์ โจมตีโดยขุดเอาเรื่องส่วนตัวมาเปิดเผยในที่สาธารณะ ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย โจมตีโดยการใช้ข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) หรือการใช้เทคนิคปลอมแปลงภาพและเสียง (Deepfake) ต่างๆ ทำให้ต้องมาแก้ต่างเรื่องเหล่านี้แทนที่จะมุ่งเน้นประเด็นที่เรียกร้องหรือเคลื่อนไหว”ชมพูนุท กล่าว

วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงประเด็นความรุนแรงในครอบครัว ว่า หากดูข้อมูลของศูนย์พึ่งได้ กระทรวงสาธารณสุข มีผู้เข้ารับบริการกว่าหมื่นรายต่อปี ในจำนวนนี้ร้อยละ 90 เป็นผู้หญิง ขณะที่ตัวเลขของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีเป็นพันราย และตัวเลขการแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมีเพียงหลักสิบหรือร้อยเท่านั้น ปัจจัยที่เห็นได้ชัด คือจำนวนพนักงานสอบสวนประจำมีตำรวจผู้หญิงน้อย และยังขาดห้องสอบสวนที่เป็นสัดส่วนที่ความคุ้มครองเรื่องความเป็นส่วนตัว และสำคัญที่สุดกฎหมายต้องถูกปรับเปลี่ยน

ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมอาชญากร และอาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า ความรุนแรงไม่ใช่เพียงการใช้กำลังทำร้ายหรือใช้คำพูดด่าทอกันเท่านั้น แม้กระทั่งความเงียบก็เป็นความรุนแรงอย่างหนึ่ง เช่น ครอบครัวที่พ่อแม่ทะเลาะกันแต่ต่างฝ่ายเงียบใส่กัน นับเป็นความรุนแรงสำหรับเด็กที่เติบโตมาในครอบครัวแบบนี้ หรือแม้กระทั่งคนทั่วไปที่เห็นคู่รักทะเลาะกันแล้วเพิกเฉย มองว่าเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ในการเข้าไประงับเหตุ ก็เป็นความรุนแรงเช่นกัน
ส่วนเรื่องที่สถิติความรุนแรงในครอบครัวมีน้อย มาจากความคิดเรื่องการรักษาหน้าตาทางสังคมหรือคิดว่าต้องอยู่ไปแบบทนเพื่อลูก โดยเฉพาะในคนรุ่นก่อนๆ ที่แม้ในความเป็นจริงจะไม่สามารถอยู่กับคู่สมรสได้แล้วก็ตามแต่ก็ไม่หย่าร้างเพราะกลัวอาย ทั้งที่ความเป็นครอบครัวไม่สมบูรณ์มาตั้งแต่เริ่มมีการใช้ความรุนแรงแล้ว
“สำหรับเพศหญิงที่ไม่ได้ทำงาน ดูแลครอบครัวอย่างเดียว โดยได้เงินจากสามีเท่านั้น นับว่าผู้หญิงสูญเสียอำนาจทางการเงิน (Financial Authority) จะขาดอำนาจการต่อรอง ดังนั้นอยากให้เพศหญิงระลึกไว้ว่าบางทีการตกเป็นเหยื่อเป็นทาง (Choice) ที่เราเลือกเอง เป็นมายาคติที่ทำให้ผู้หญิงเชื่อว่าต้องทนอยู่ไป เลิกไม่ได้” อาจารย์ตฤณห์ กล่าว

วาเนสซา สไตน์เม็ทซ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิฟรีดริชเนามัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า วันสตรีสากลไม่ใช่เพียงวันเฉลิมฉลอง แต่เป็นช่วงเวลาที่ควรระลึกถึง สิทธิเสรีภาพของผู้หญิงในทุกวันนี้ล้วนเกิดจากความพยายามของผู้หญิงในอดีต ที่ทำให้ผู้หญิงมีอิสรภาพมากขึ้น คือ 1.สิทธิในการเลือกตั้ง 2.การเข้าถึงยาคุมกำเนิด และ 3.การขับรถซึ่งหมายถึงอิสระในการเดินทาง ขณะที่ในปัจจุบัน การต่อสู้ของผู้หญิงอาจเปลี่ยนไปบ้าง เช่น การเรียกร้องความเท่าเทียมทางโอกาส ค่าจ้างและการสนับสนุนของครอบครัว แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในสังคมและการเมือง
“ผู้หญิงทุกคนควรที่จะยืนเคียงข้างกันและสนับสนุนกัน สร้างเครือข่ายและช่วยกันเปิดโอกาสให้ผู้หญิงคนอื่นๆ ด้วย เพราะความสำเร็จของผู้หญิงคนเดียวไม่เพียงพอ แต่ผู้หญิงทุกคนควรได้รับการเข้าถึงโอกาสอย่างแท้จริง” วาเนสซา กล่าว

ผลิน เทพทัตต์ ผู้อำนวยการศูนย์การมีส่วนร่วมเยาวชน สกพ. ซึ่งมาเป็นตัวแทนของ Hnin Oo Wai (Research and communication intern at IBHAP foundation) กล่าวว่า คุณ Hnin Oo Wai เป็นชาวเมียนมา ปัจจุบันศึกษาระดับ ปริญญาโท ที่สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เติบโตมาในพื้นที่เล็กๆ ในเขตมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา เล่าว่า การเป็นผู้หญิงทำให้ถูกตั้งคำถามว่าเหตุใดต้องเรียนหนังสือสูงๆ ทำให้ครอบครัวเดือดร้อน ไม่สามารถช่วยงานที่บ้านได้ ผู้หญิงต้องแต่งงานและมีสามีคอยดูแล และแม้บางคนจะบอกว่าปัจจุบันผู้หญิงได้รับการยอมรับมากขึ้นแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอหากผู้หญิงยังคงมีอุปสรรคในการเข้าถึงโอกาส

“Nann” Legal and Human Rights Research, Assistant Intern at IBHAP Foundation กล่าวว่า ตนเองมาจากประเทศเมียนมา โดยขอเริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต เงิน ชื่อเสียง ความสำเร็จ อำนาจ หรือบ้านที่หรูหรา แต่สำหรับตนแล้วสิ่งสำคัญที่สุดคือความเมตตากรุณาและปัญญา
“ผู้หญิงถือครองบางอย่างที่ทรงพลังไม่แพ้กันคือความเมตตากรุณาและปัญญา ดิฉันนึกถึงคุณย่า ท่านไม่ได้สอนผ่านคำปราศรัยแต่สอนผ่านการเสียสละอย่างเงียบๆ ผ่านการอดทนและการดูแลเอาใจใส่ ท่านคือผู้รักษาสันติในครอบครัว ผู้เจรจาอย่างเงียบงัน ผู้พิทักษ์ความกลมเกลียว แม่ส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนี้ พวกเธอปกป้องดูแล อดทน พวกเธอมอบแสงสว่างโดยไม่เรียกร้องการยอมรับ หากผู้ชายมักได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษในยามวิกฤติ ผู้หญิงก็คือรากฐานที่ทำให้สังคมไม่พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง” Nann กล่าว

“Thu Zar Win” Digital Peacebuilding & Conflict Analysis Intern Institute of Buddhist Management for Happiness and Peace Foundation ตัวแทนผู้หญิงชาวเมียนมาอีกคนหนึ่ง กล่าวว่า ตนเติบโตในรัฐฉานเหนือ ประเทศเมียนมา ซึ่งต้องเผชิญกับการปกครองของทหารและการละเมิดสิทธิมนุษยชนมานานหลายปีโดยเฉพาะในชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ ซึ่งทำให้เกิดความขัดแย้งและการพลัดถิ่นต่อผู้หญิงในเมียนมา
เนื่องในวันสตรีสากลขอยกย่องผู้หญิงชาวเมียนมาทุกคนที่ยังคงลุกขึ้นดูแลผู้อื่นและยืนหยัดต่อสู้แม้หลายครั้งจะเกิดขึ้นอย่างเงียบงันและมองไม่เห็น ขอส่งเสียงไม่ใช่เฉพาะเพื่อตนเองแต่เพื่อผู้หญิงอีกนับไม่ถ้วนที่เรื่องราวของพวกเธอถูกฝังอยู่ใต้เงาของความขัดแย้ง ความหวาดกลัวและการพลัดถิ่น เรื่องราวที่สมควรได้ยิน สมควรถูกจดจำและได้รับความเคารพ ความขัดแย้งได้พรากหลายสิ่งไปไม่ว่าจะเป็นบ้าน ความปลอดภัย ความมั่นคงในชีวิต อนาคตที่เคยจินตนาการไว้

วศินี พบูประภาพ ผู้สื่อข่าว BBC Thai และผู้แปลหนังสือ The Feminist City กล่าวถึงสิ่งที่ผู้เขียนหนังสือ The Feminist City ตั้งคำถามว่า ในเมืองที่มีประชากรครึ่งหนึ่งเป็นผู้หญิงและสาธารณูปโภคต่างๆ ก็มีผู้หญิงใช้บริการด้วย แต่ผู้หญิงกลับรู้สึกไม่สะดวกสบาย เพราะการออกแบบไม่ได้ผ่านสายตาหรือประสบการณ์ของผู้หญิง หรือหากมองในโลกออนไลน์ เช่น ค้นว่าใครคือนักกีฬาฟุตบอลที่ทำประตูในนามทีมชาติมากที่สุด ผลการค้นหาเบื้องต้นมักออกมาเป็นนักฟุคบอลเพศชายคือ คริสเตียโน โรนัลโด ที่ทำได้ 143 ประตูในนามทีมชาติโปรตุเกสในขณะที่นักฟุตบอลเพศหญิงอย่าง คริสติน ซินแคลร์ ที่ทำได้ 190 ประตูในนามทีมชาติแคนาดา มักไม่ค่อยปรากฏผลการค้นหาขึ้นมาเป็นลำดับแรกๆ ทั้งที่ทำสถิติได้สูงกว่า เว้นแต่จะต้องใส่คำค้นหาที่เจาะจงเพศสภาพด้วยว่าเป็นนักกีฬาฟุตบอลเพศหญิง
“รวมถึงการมาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่พบว่า เมื่อทดลองให้ AI สร้างรูปภาพด้วยคำสั่ง “Housekeeper (พนักงานทำความสะอาด)” พบว่ามักได้เป็นภาพของผู้หญิง ซึ่งการทำงานของ AI นั้นอยู่บนฐานของข้อมูล (Data) ที่ถูกผลิตโดยผู้ใช้งานที่เป็นบุคคลหรือสถาบันใดๆ ก็ตามที่มีเว็บไซต์เป็นของตนเอง จึงเป็นที่มาของสิ่งที่เรียกว่า“ข้อมูลที่คำนึงถึงมิติของผู้หญิง (Data Feminism)”มีกลุ่ม Correct the Internet ที่เฝ้าดูว่า AI ตอบเรื่องไหนเกี่ยวกับเรื่องเพศผิดบ้างแล้วรณรงค์ว่าหากค้นหาอะไรแล้วรู้ว่าคำตอบไม่ถูกต้องก็ให้รายงานเพื่อให้เกิดการแก้ไข”วศินีกล่าว
-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-













