ขึ้นภาษี VAT เป็น 10% เป็นข้อเสนอของสว. ปิยพัฒน์ รองอนุฯ กมธ. ด้านการคลังของวุฒิสภา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: สว. ชงขึ้นภาษี VAT 

✅ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง** เป็นข้อเสนอในงานสัมมนา “ภาษีไทย: ถึงเวลาปรับโครงสร้างภาษี เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย” เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2569

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 13 ก.พ. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND” โพสต์ข้อความในกลุ่มว่า “คนไทยเตรียมตัว ส.ว. ชงเข้มรัฐบาล ใหม่ให้ขึ้น VAT7% เป็น 10% ใน 3 ปี เก็บภาษีหุ้น-ทองคำทั้งซื้อขายแบบ ในร้านและออนไลน์ ยกเลิกเกณฑ์เงิน ได้ต่อปีไม่ถึง 1.8 ล้านไม่ต้องจด VAT ให้เก็บหมดแบบไม่มีเงื่อนไข เก็บภาษี เดินทางออกนอกประเทศสำหรับคน ไทยสูงสุดคนละ 1,000 บาท”

เจ้าของโพสต์ไม่ได้ให้รายละเอียดหรืออ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูล  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ปิยพัฒน์ สุภาวรรณ สมาชิกวุฒิสภาและรองประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการคลังของวุฒิสภา เป็นผู้เสนอเรื่องนี้ในงานสัมมนาเรื่อง “ภาษีไทย: ถึงเวลาปรับโครงสร้างภาษี เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย” จัดโดยคณะอนุกรรมาธิการฯ เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2569 

โคแฟคตรวจสอบวิดีโอบันทึกงานสัมมนาที่เผยแพร่ทางเฟซบุ๊กวุฒิสภา พบว่ามีรายละเอียดของข้อเสนอดังนี้

สว.ปิยพัฒน์ระบุว่า ปัจจุบัน VAT เป็นรายได้หลักของรัฐบาล มีมูลค่ากว่า 9 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 30 ของรายได้ทั้งหมดของประเทศ แต่ไทยเก็บ VAT ที่ร้อยละ 7 มานานกว่า 30 ปี และยังต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน จึงเสนอควรปรับอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 10 โดยปรับเพิ่มขึ้นทุกปีร้อยละ 1 ก็จะถึงเป้าหมายที่ร้อยละ 10 ได้ภายใน 3 ปี อย่างไรก็ตาม ต้องมีมาตรการบรรเทาผลกระทบของประชาชนด้วย

▪ เสนอให้เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากธุรกิจโดยไม่ยกเว้นเกณฑ์รายได้พึงประเมิน จากปัจจุบันที่มีข้อยกเว้นสำหรับธุรกิจที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี  ทั้งนี้เชื่อว่าการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจะทำให้รัฐจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นราว 2-3 แสนล้านบาท 

อย่างไรก็ตาม สว.ปิยพัฒน์เห็นว่าควรยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มในสินค้าบางประเภทต่อไป เช่น การขายพืชผลทางการเกษตร สัตว์และเนื้อสัตว์ภายในประเทศ เคมีภัณฑ์สำหรับใช้กับพืชและสัตว์ ปุ๋ย ปลาป่นอาหารสัตว์ หนังสือพิมพ์ นิตยสารและตำราเรียน

▪ เสนอให้จัดเก็บภาษีจากการขายหุ้นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากในส่วนนี้ได้รับการยกเว้นมานานกว่า 40 ปี โดยในช่วงที่เริ่มมาตรการยกเว้นนั้นให้เหตุผลว่าต้องการส่งเสริมการเติบโตของตลาด แต่ปัจจุบันมูลค่าตลาดหลักทรัพย์เติบโตสูงขึ้นมาแล้วถึง 22 เท่า จึงเห็นว่าไม่จำเป็นต้องยกเว้นภาษีขายหุ้นอีกต่อไป และหากจัดเก็บภาษีในส่วนนี้ได้รัฐจะมีรายได้เพิ่มราว 1.6-1.8 หมื่นล้านบาทต่อปี 

▪ เสนอให้ศึกษาแนวทางจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายทองคำและประเมินผลกระทบต่อผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมทองคำ รวมถึงระบบการลงทุนทองคำในประเทศอย่างรอบคอบ ไม่ว่าจะเป็น การซื้อขายทองคำจริง การซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มหรือการซื้อขายแบบ Paper Gold ตลอดจนการซื้อขายทองคำที่ส่งผลต่อค่าเงินบาท 

▪ เสนอว่าควรจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกประเทศทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ.2526 โดยเก็บในอัตรา 1,000 บาทต่อคน สำหรับการเดินทางโดยเครื่องบิน และ 500 บาทสำหรับการเดินทางโดยรถยนต์หรือเรือ คาดว่าจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่ม 2.8 หมื่นล้านบาทต่อปี และเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบกับการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามายังประเทศไทย