มองการทำงานตรวจสอบข่าวลวงของหลายองค์กร ในสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา 1 สัปดาห์หลังตกลงหยุดยิง

By : Zhang Taehun

หมายเหตุ : เป็นการรวบรวมครั้งที่ 2 โดยนับจากวันที่ 29 ก.ค. 2568 ซึ่งเป็นวันแรกตามข้อตกลงหยุดยิงไทย – กัมพูชา จนถึงวันที่ 16 ส.ค. 2568 ซึ่งเป็นวันแรกที่ทั้ง 2 ฝ่ายเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee – GBC) ที่ประเทศมาเลเซีย สำหรับรายงานสรุปครั้งแรก สามารถอ่านได้ที่นี่ https://blog.cofact.org/report68-68/

ศุนย์ต่อต้านข่าวปลอม (ประเทศไทย) 

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

– วันที่ 29 ก.ค. 2568 : พบทั้งหมด 9 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 8 ข่าว ประกอบด้วย 

1.เสียงปืนสงบแล้ว หลังกัมพูชาบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับไทย (อ้างอิง กองบัญชาการกองทัพไทย Royal Thai Armed Forces Headquarters)

2.นอร์เวย์มอบ F-16 ให้ประเทศไทย 14 ลำ หลังเกิดปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา (อ้างอิง กองทัพอากาศ กระทรวงกลาโหม)

3.ไทยจู่โจม ฮุนเซน ส่งบินรบพุ่งเป้าคฤหาสน์หรูกรุงพนมเปญ (อ้างอิง กองทัพอากาศ กระทรวงกลาโหม) 

4.จีนเตรียมส่งมอบปืน C-RAM ให้กัมพูชา เพื่อใช้ต่อต้านเครื่องบินรบ F-16 ของไทย (อ้างอิง กองทัพอากาศ กระทรวงกลาโหม) 

5.กองทัพอากาศไทย ใช้ F-16 ทิ้งระเบิดใส่กัมพูชา เป็นการละเมิดข้อตกลง EUA กับสหรัฐฯ(อ้างอิง กองทัพอากาศ กระทรวงกลาโหม) 

6.ประเทศไทย ยอมเจรจากับกัมพูชาแล้ว หลังถูกยิงเครื่องบิน F-16 ตก 2 ลำ (อ้างอิง กองทัพอากาศ กระทรวงกลาโหม) 

7.ทหารไทยทำร้ายและตัดหัวทหารกัมพูชา (อ้างอิง เพจทีมโฆษกกองทัพบก)

8.กองทัพไทยใช้อาวุธชีวภาพโจมตีกัมพูชา(อ้างอิง เพจกองทัพบก Royal Thai Army)

ข่าวบิดเบือน 1 ข่าว คือ ไทยใช้อาวุธหนักและเครื่องบินรบ F-16 ทิ้งระเบิด ทำปราสาทพระวิหารเสียหาย โดยชี้แจงว่า มีการใช้เครื่องบินรบ F-16 ทิ้งระเบิดจริง แต่ไม่ใช่โบราณสถานทางวัฒนธรรม ซึ่งผิดตามหลักบัตรสหประชาชาติ โดยมุ่งเป้าหมายแค่ส่วนคลังอาวุธของกัมพูชาเท่านั้น (อ้างอิง กองทัพอากาศ กระทรวงกลาโหม) 

– วันที่ 30 ก.ค. 2568 : พบทั้งหมด 3 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว ประกอบด้วย 

1.กองบิน 21 ถูกฝูงโดรน 30 ลำ โจมตี โดยชี้แจงว่า ความเสียหายที่อ้างถึงนั้นเกิดจากพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง (อ้างอิง เพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

2.รมช.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ งดให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยกัมพูชา (อ้างอิง สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กระทรวงกลาโหม)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ กองทัพขอความร่วมมือ หากพบเห็นโดรนที่น่าสงสัย ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที (อ้างอิง เพจกองทัพภาคที่ 2)

– วันที่ 31 ก.ค. 2568 : พบทั้งหมด 8 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 7 ข่าว ประกอบด้วย 

1.กองทัพไทยโจมตีพื้นที่พลเรือนของกัมพูชาโดยชี้แจงว่า ภาพความเสียหายที่ปรากฏในพื้นที่ปฏิบัติการนั้น เป็นผลจากการใช้กำลังรบของทั้งสองฝ่ายในพื้นที่แนวปะทะ (อ้างอิง เพจกองทัพภาคที่ 2)

2.ทหารไทย ลักพาตัวทหารกัมพูชา 20 คน ขณะเข้าไปจับมือหลังมีข้อตกลงหยุดยิง (อ้างอิง เพจศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา)

3.ไทยเสียปราสาทตาควายให้ทหารกัมพูชา(ปัจจุบันทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชายังไม่มีฝ่ายใดยึดครองปราสาทตาควายได้ เนื่องจากข้อตกลงหยุดยิงที่มีผลอยู่ในขณะนี้ ทำให้ทหารของทั้งสองฝ่ายต่างควบคุมพื้นที่คนละด้านของโบราณสถาน : อ้างอิง ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา) 

4.กองทัพอากาศไทยทิ้งระเบิด MK-84 หนัก 1 ตัน ลงหมู่บ้านในกัมพูชา ปฏิบัติการทางอากาศของไทยดำเนินการอย่างแม่นยำ มุ่งเป้าหมายทางทหารที่ได้รับการยืนยันแล้ว ไม่มีการโจมตีพื้นที่พลเรือน และเป็นไปตามหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ , ระเบิดที่พบในฝั่งกัมพูชามีสภาพเก่า สนิมขึ้นชัดเจน ลักษณะคล้ายถูกขุดขึ้นจากใต้ดินมากกว่าการตกจากอากาศ ทั้งความลึกของหลุมและทิศทางไม่สอดคล้องกับแรงปะทะจากอากาศยาน , การทิ้งระเบิดของฝูงบิน F-16 และ Gripen เกิดขึ้นก่อนข้อตกลงหยุดยิง โดยลูกระเบิดทำงานสมบูรณ์ ตรวจสอบซากได้ครบถ้วน : อ้างอิง เพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

5.ไทยส่งนกพิราบติด GPS ไปกัมพูชา (อ้างอิง กองทัพอากาศ กระทรวงกลาโหม) 

6.ตำรวจนครราชสีมา ตั้งรางวัลนำจับโดรนสายลับ 1 แสนบาท (สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยัน ไม่เคยมีการประกาศหรือดำเนินการในลักษณะดังกล่าว : อ้างอิง เพจสำนักงานตำรวจแห่งชาติ)

7.ผ่อนผันการปิดด่านจันทบุรี – ตราด เตรียมขนเสบียงส่งให้กัมพูชา (อ้างอิง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)

ข่าวบิดเบือน 1 ข่าว คือ สระแก้ว ผ่อนปรนด่านชายแดน-จุดผ่อนปรนการค้า รถขนส่งสินค้าสามารถเดินทางเข้า-ออกได้ โดยชี้จงว่า ข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค. 2568 ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสระแก้วยังคงดำเนินมาตรการควบคุมจุดผ่านแดนถาวรและจุดผ่อนปรนเพื่อการค้าฯ ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว โดยยังคง งดการผ่านเข้า–ออกของยานพาหนะทุกประเภท อย่างไรก็ตาม ได้มีการพิจารณาผ่อนผันเป็นกรณีเฉพาะ สำหรับยานพาหนะที่มีวัตถุประสงค์ด้านมนุษยธรรม สิทธิมนุษยชน เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และอุตสาหกรรม ซึ่งได้รับการประสานจากฝ่ายกัมพูชาในการขอผ่าน โดยจะพิจารณาอนุญาตภายใต้ กรอบของกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่งของผู้บังคับบัญชา และ มาตรการควบคุมฯ ตามที่กองกำลังบูรพากำหนด อย่างเคร่งครัด (อ้างอิง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)

– วันที่ 1 ส.ค. 2568 : พบ 1 ข่าว เป็นข่าวบิดเบือน สวีเดนระงับการขาย Gripen ให้กับกองทัพอากาศไทย โดยมีคำชี้แจงว่า เนื่องจากโครงการจัดหาเครื่องบินรบ Gripen เพิ่มเติมของกองทัพอากาศ ยังคงอยู่ในระหว่างกระบวนการจัดซื้อ ไม่ได้ถูกระงับแต่อย่างใด (อ้างอิง เพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

– วันที่ 2 ส.ค. 2568 พบ 2 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 1 ข่าว คือ ทหารกัมพูชาเสียชีวิตที่โรงพยาบาล เนื่องจากได้รับควันพิษจากการโจมตีทางอากาศของไทย (เพจทีมโฆษกกองทัพบก)

ข่าวจริง1 ข่าว คือ บินโดรนในพื้นที่ห้าม เข้าข่ายภัยต่อแผ่นดิน โทษถึงประหารชีวิต โดยการใช้โดรนในลักษณะสอดแนมหรือโจรกรรมข้อมูลลับ เช่น บินเหนือพื้นที่ทหาร พรมแดน หน่วยงานราชการ บันทึกภาพ เสียง สัญญาณ เพื่อส่งให้ต่างชาติ หรือดัดแปลงติดอุปกรณ์พิเศษ เช่น กล้องอินฟราเรด เครื่องดักฟัง เข้าข่ายความผิดฐานจารกรรม / สายลับ กระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร บทลงโทษตามกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 122 (3) , พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร , พระราชบัญญัติการเดินอากาศ โทษหนัก จำคุกตลอดชีวิตหรือถึงขั้นประหารชีวิต หากมีเจตนาและพฤติการณ์ร้ายแรง (อ้างอิง เพจกองทัพบก Royal Thai Army)

– วันที่ 3 ส.ค. 2568 : พบ 6 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 4 ข่าว ประกอบด้วย 

1.รองนายกรัฐมนตรี สั่งให้ทหารถอนกำลังจากพื้นที่ที่ยึดได้ ทำให้ประเทศไทยต้องเสียดินแดน (มีการนำคลิปรองนายกรัฐมนตรีมาตัดต่อ บอกว่า เป็นคำสั่งในเวลาปัจจุบัน ให้ทหารถอนกำลังจากพื้นที่ที่ยึดได้ : อ้างอิง สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี) 

2.แจ้งเตือนประชาชนให้อพยพออกจากพื้นที่ อำเภอพนมดงรัก (ไม่มีการปะทะ ไม่มีคำสั่งอพยพ : อ้างอิง เพจกองทัพภาคที่ 2)

3.ทหารไทยได้ทำร้ายร่างกายเชลยศึกก่อนการส่งตัวกลับประเทศ (กองทัพบกได้ดำเนินการทุกขั้นตอนภายใต้กรอบของกฎหมายและหลักปฏิบัติสากลอย่างเคร่งครัด : อ้างอิง เพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาร้องขอไทยให้ยุติการบินโดรนเหนือดินแดน (ประเทศไทยดำเนินมาตรการควบคุมการใช้โดรนอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน และไม่มีนโยบายใช้โดรนเพื่อรุกล้ำอธิปไตยของประเทศเพื่อนบ้านแต่อย่างใด : อ้างอิง กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี)

ข่าวจริง 2 ข่าว ประกอบด้วย 

1.คลัง-พาณิชย์ ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา(อ้างอิง : เพจไทยคู่ฟ้า) 

2.ธ.ก.ส. ประกาศยกหนี้ ให้ครอบครัวทหารและ ตชด. ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ (อ้างอิง : ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กระทรวงการคลัง)

– วันที่ 4 ส.ค. 2568 : พบ 7 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 3 ข่าว ประกอบด้วย 

1.ทหารไทยสั่งอพยพประชาชน เตรียมเปิดฉากบุกก่อนประชุม GBC (ไม่มีการสั่งอพยพ : อ้างอิง เพจกองทัพบก Royal Thai Army)

2.ไทยส่งโดรนล้ำน่านฟ้ากัมพูชา (กองทัพอากาศ ยืนยัน ฝ่ายไทยไม่ได้ส่งโดรนบินล้ำอธิไตยเหนือดินแดนกัมพูชา : เพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force) 

3.จับสายลับกัมพูชา ลอบเข้าชายทะเลโป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี พร้อมโดรนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชี้เป้าโจมตีกองบิน 5 (อ้างอิง : กองทัพอากาศ กระทรวงกลาโหม)

ข่าวจริง 4 ข่าว ประกอบด้วย 

1.ไทยจะปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชา 18 นาย เมื่อความไม่สงบสิ้นสุดลง ไม่ใช่เพียงหยุดยิง (อ้างอิง เพจกองทัพบก ทันกระแส)

2.ศรีสะเกษ ขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยชะลอการเดินทางกลับภูมิลำเนา (เนื่องจากยังมีการออกปฏิบัติการเก็บกู้ระเบิดและมีการทำลายระเบิดที่ยังมีหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ : อ้างอิง สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดศรีสะเกษ)

3.กองทัพภาคที่ 2 ร่วมมือ 20 จังหวัดภาคอีสาน ลาดตระเวนเข้มรับมือโดรน (อ้างอิง กองทัพภาคที่ 2 ร่วมกับ 20 จังหวัดภาคอีสาน เร่งจัดหาเครื่องแอนตี้โดรน มาป้องกันจังหวัดของตัวเอง , มีการสั่งจัดตั้งชุดลาดตระเวนตรวจตราเข้ม โดยเฉพาะการพิสูจน์บุคคลแปลกหน้า : อ้างอิง กรมประชาสัมพันธ์ (เพจ NBT Connext))

4.กัมพูชาปล่อยทิ้งร่างทหารเน่าคาพื้นที่การรบ(โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ประณามการกระทำของรัฐบาลกัมพูชาและกองทัพกัมพูชา ที่ปล่อยร่างทหารของตนเองไว้ในพื้นที่การรบโดยไม่มีการจัดการใด ๆ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไร้ซึ่งมนุษยธรรมและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง : เพจกองบัญชาการกองทัพไทย Royal Thai Armed Forces Headquarters)

สรุปรวมระหว่างวันที่ 29 ก.ค. – 4 ส.ค. 2568 ศุนย์ต่อต้านข่าวปลอม (ประเทศไทย) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดำเนินการตรวจสอบไปทั้งสิ้น 36 ข่าว แบ่งเป็นข่าวปลอม 25 ข่าว ข่าวจริง 8 ข่าว และข่าวบิดเบือน 3 ข่าว โดยมีข้อสังเกตว่า ในส่วนของข่าวปลอมและข่าวจริง พบการอธิบายอย่างละเอียดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงวันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 ที่จะเน้นอธิบายไปที่ข่าวบิดเบือนเป็นหลัก

ThaiPBS Verify 

– วันที่ 29 ก.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ กัมพูชาอ้างไทย ใช้เครื่องบินรบปล่อยควันพิษ พบแท้จริงเป็นภาพที่สร้างจาก AI” สืบเนื่องจากบัญชี Facebook ชื่อ Meas Soksensan แชร์ภาพเครื่องบินรบบินผ่านป่า โดยเครื่องบินนั้นมีการปล่อยควันออกมา ซึ่งมีการแสดงความรู้สึก 3,100 ครั้ง แสดงความคิดเห็น 17 ข้อความ และมีการแชร์ไปกว่าหมื่นครั้ง โดยโพสต์ดังกล่าวมีข้อความและคำอธิบายภาพระบุว่า “It’s a CRIME! Shame on you! From now on you are part of the dark history! Your action will be judged!”  “Thai aircraft released toxic smoke in the disputed area on July 27 according to the Cambodia’s Ministry of Nation Defense.” 

นำมาแปลความหมายได้ว่า “การกระทำนี้เป็นอาชญากรรม มันจะถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์อันดำมืด และจะต้องมีการพิจารณาโทษ” “เครื่องบินของไทยปล่อยควันพิษในพื้นที่พิพาทเมื่อวันที่ 27 ก.ค. ตามรายงานของกระทรวงกลาโหมกัมพูชา” อย่างไรก็ตาม ด้วยเครื่องมือ wasitai ซึ่งเป็นเครื่องมือตรวจสอบภาพ AI พบว่า ภาพดังกล่าวถูกสร้างขึ้นจาก AI นอกจากนั้นเมื่อสอบถามไปยังแหล่งข่าวในกองทัพอากาศ ก็ได้รับคำยืนยันว่าไม่ใช่เครื่องบินของกองทัพอากาศไทย และเครื่องบินรบของไทยก็ไม่สามารถปล่อยควันพิษจากตัวเครื่องได้ รวมถึงยังไม่เคยทำการบินโดยใช้อาวุธเคมีแต่อย่างใใด ทั้งนี้ปัจจุบันกองทัพอากาศไทย มีการส่งเครื่องบินรบ 2 ประเภท ได้แก่ เครื่องบิน F- 16 และเครื่องบินกรินเพน (Gripen) เข้าปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ของกัมพูชาเพียง 2 ประเภทเพียงเท่านั้น

– วันที่ 30 ก.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ กัมพูชาอ้าง! สื่อไทยปล่อยข่าวปลอม “ไทยคุม 11 พื้นที่ชายแดน” ด้าน ศบ.ทก. ยืนยัน ควบคุมพื้นที่ได้ทั้งหมดจริง” โดยเเพจเฟซบุ๊ก PR Cambodian Government โพสต์ภาพข่าวของ TOP News ที่รายงานข่าว “เปิด 11 พื้นที่ทหารไทยปักธง ปกป้องอธิปไตยชาติจากทหารเขมรผู้รุกราน” พร้อมข้อความกล่าวว่า “ការបង្ហោះរបស់បណ្ដាញផ្សព្វផ្សាយថៃនេះគឺជាព័ត៌មានក្លែងក្លាយ! គិតត្រឹមពេលនេះ កងទ័ពកម្ពុជាកំពុងឈរជើងគ្រប់គ្រងយ៉ាងពេញលេញនៅតំបន់ចំនួន ៨ ដែលស្ថិតនៅក្នុងដែនអធិបតេយ្យរបស់កម្ពុជា​។ដូចនេះសូមប្រជាពលរដ្ឋកុំយល់ច្រឡំ សូមឈប់ផ្សព្វផ្សាយនិងកុំចែករំលែកព័ត៌មាននេះ!”

ทั้งนี้แปลความหมายได้ว่า “การเผยแพร่ของสื่อไทยนี้เป็นข้อมูลเท็จ! จนถึงขณะนี้ กองทัพกัมพูชายังคงยืนหยัดควบคุมพื้นที่ทั้ง 8 แห่งได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งอยู่ในเขตอธิปไตยของกัมพูชา ดังนั้น ขอให้ประชาชนอย่าเข้าใจผิด ขอให้หยุดเผยแพร่และอย่าแชร์ข้อมูลนี้!” ซึ่งเมื่อใช้เครื่องมือ Google Lens ค้นหาภาพที่ถูกอ้าง ก็พบว่า เป็นภาพที่อ้างอิงข้อมูลจากศูนย์ข่าว ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2568

ซึ่งในวันที่ 29 ก.ค. 2568 ทางสำนักข่าว ThaiPBS ได้รายงานข่าวเดียวกัน โดยอ้างการเปิดเผยของ พล.ร.ต. สุรสันต์ คงสิริ โฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ว่า ประเทศไทยสามารถเข้าควบคุมพื้นที่ได้ทั้งหมด 11 แห่ง ภายในเวลา 06.00 น.  ได้แก่ ภูมะเขือ, ช่องอานม้า, ปราสาทตาเมือนธม, ปราสาทตาควาย,แนวเขตแดนช่องบก, โดนตวล, สัตตาโสม, ช่องจอม, ช่องสายตะกู บ้านกรวด, พระวิหารและพลาญยาว

– วันที่ 31 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว ประกอบด้วย 

1.เพจอ้าง “บิ๊กเล็ก” ใช้คำแรง ปัดความช่วยเหลือกัมพูชาด้านการแพทย์ในไทย กลาโหมยืนยันไม่เป็นความจริง : มีเพจเฟซบุ๊ก (ThaiPBS ยกตัวอย่างเพจ “HotNews -ข่าวประเทศไทย” โพสต์ภาพของ “บิ๊กเล็ก” พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) พร้อมข้อความที่อ้างว่าได้กล่าวกับสื่อ ดังนี้ 

“เดือดทะลุปรอท! รมช.กลาโหม ฟิวขาด หลังนักข่าวจี้คำถามแทงใจ ซัดกลับ เขมรมันไม่ใช่ญาติผม ถ้ามันจะตายก็ตายๆ ไปซะ อย่าได้หวังว่าผมจะช่วย ​, นี่คือประเทศไทย จะมาเรียกร้องอะไรมากมาย รักษาไม่ได้ก็ให้มัน”ตาย”ตรงนั้นเเหล ยิงใส่ลูกน้องผมบาดเจ็บล้มตายหลายราย บางคนก็ได้กลับไปหาครอบครัว บางคนก็ไม่ได้กลับ มันยังมีหน้าทำหนังสือมาขออนุญาตขอความช่วยเหลืออีกเหรอ , สำหรับผม ใครจะช่วยก็ช่วย แต่ผมไม่ช่วยเด็ดขาด และหน่วยงานในสังกัดผมก็จะไม่ให้ความช่วยเหลือใด ๆ ทั้งสิ้นเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม สำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม ชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊ก ยืนยันว่า พล.อ.ณัฐพล ไม่เคยให้สัมภาษณ์อย่างที่ถูกกล่าวอ้างในโลกออนไลน์! อีกทั้งเมื่อนำภาพของ พล.อ.ณัฐพล ที่ถูกนำมาใช้ประกอบโพสต์ดังกล่าวไปค้นหาด้วย Google Lens ก็พบว่า เป็นภาพเก่าเมื่อปี 2561สมัยที่ พล.อ.ณัฐพล ยังดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารบก 

2. KHMER TIME” อ้างไทยทิ้งบอมบ์หมู่บ้านกัมพูชา ศบ.ทก. โต้ “ระเบิดเก่า” ยันไม่ใช่ฝีมือเครื่องบินไทย สืบเนื่องจากสำนักข่าว KHMER TIME โพสต์ข่าว “ CMAC shows 1 tonne bomb, dropped by Thailand on Cambodia “ แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “CMAC (ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดกัมพูชา) แสดงหลักฐานระเบิดหนัก 1 ตัน ที่ทิ้งโดยประเทศไทยในกัมพูชา”

นอกจากนั้นยังมีบัญชีเฟซบุ๊ก HENG Ratana โพสต์ข้อความเป็นภาษาเขมร ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า เช้าวันที่ 30 ก.ค. 2568 หน่วยงาน CMAC (Cambodian Mine Action Centre) เข้าตรวจสอบพบระเบิดชนิด MK-84 ซึ่งเป็นระเบิดทางอากาศขนาดใหญ่ที่สุดในตระกูล MK (MK-81, MK-82, MK-83 และ MK-84) โดยมีน้ำหนักรวมเกือบ 1,000 กิโลกรัม และมีขนาดยาวประมาณ 3.5 เมตร ภายในบรรจุวัตถุระเบิดกว่า 500 กิโลกรัม เบื้องต้น ระบุว่าระเบิดลูกนี้ ตกลงจากกองทัพอากาศของประเทศไทยเมื่อไม่นานมานี้ และถือเป็นอาวุธที่ไม่ค่อยถูกใช้งานนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามอินโดจีน

อย่างไรก็ตาม ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้ชี้แจงว่า ระเบิด MK-84 ที่ถูกกล่าวอ้างนั้น อยู่ในสภาพเก่า และมีลักษณะคล้ายถูกขุดขึ้นมาจากใต้ที่พักอาศัยของประชาชน หากดูจากเส้นรอบวงและความยาวของลูกระเบิด มีลักษณะเป็นลูกระเบิดอากาศขนาด 2,000 ปอนด์แบบตะวันตกที่มีใช้ทั่วไป อีกจุดสังเกตหนึ่งคือ มีสภาพที่วางขนานกับพื้น ไม่เหมือนทิ้งจากเครื่องบิน ทั้งหมดเป็นข้อมูลบ่งชี้ว่า เป็นไปไม่ได้ที่ลูกระเบิดนี้จะเกิดจากการปฏิบัติการทางอากาศของไทยในช่วงเวลานี้ พร้อมกับยืนยันว่าปฏิบัติการทางอากาศของไทยนั้นพุ่งเป้าไปที่เป้าหมายทางทหารทั้งหมด และเป็นไปตามหลักการป้องกันตนเองและปกป้องอธิปไตย

3.คลิปอ้างจีนส่งขีปนาวุธ DF-26 ช่วยกัมพูชา ตรวจสอบแล้วเป็นคลิปเก่า ถูกนำมาบิดเบือน บัญชี TikTok ชื่อ The Secret Area โพสต์คลิปอ้างจีนขนยุทโธปกรณ์เป็น ขีปนาวุธพิสัยกลางชนิด IRBM Dongfeng ลำเลียงไปที่ชายแดนกัมพูชา แต่เมื่อใช้เครื่องมือ Google Lens ตรวจสอบภาพ ผลปรากฏว่าภาพดังกล่าวตรงกับคลิปวิดีโออื่นที่เคยเผยแพร่ใน Rumble แพลตฟอร์มวิดีโอจากสหรัฐฯ เมื่อปี 2566อย่างไรก็ตาม แหล่งที่มาหรือเนื้อหาของคลิปต้นฉบับจากเว็บไซต์นี้ ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างแน่ชัด (ถึงกระนั้นก็ชัดเจนเป็นเหตุการณ์เก่าที่เกิดขึ้นในบริบทอื่น ไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบันในกัมพูชา หรือเหตุการณ์ปะทะชายแดน ไทย-กัมพูชา แต่อย่างใด)

– วันที่ 2 ส.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ “มาลี โสเจียตา” โฆษกกลาโหมกัมพูชา พูดภาษาไทย ตัดพ้อ รพ.ชายแดนไม่รักษาทหารกัมพูชา แท้จริงสร้างจาก AI สืบเนื่องจากบัญชีแพลตฟอร์ม X ชื่อ IamTHAI โพสต์คลิปวิดีโอ พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกลาโหมกัมพูชา ระบุว่า “อิหยังวะ….สุวรรณมาลี มึงด่าไทยทุกวัน  วันนี้มีงอน เสียมไม่มีน้ำใจ ไม่รับทหารกัมพูชาบาดเจ็บมารักษาที่ไทย” และมีข้อความประกอบในคลิปว่า โรงพยาบาลไทยตอนนี้รวมใจไม่รับเขมรรักษาแล้วจ้า , กองทัพเขมรขอส่ง

ซึ่งเมื่อทำการตรวจสอบคลิปดังกล่าว ผ่านเครื่องมือตรวจสอบวิดีโอ deepware.ai พบว่าเสียงในคลิปใช้เทคโนโลยี AI ในการบิดเบือนข้อเท็จจริงระหว่างภาพ เสียงและเนื้อหา เข้าข่ายการใช้โมเดล AI-Deepfake ดังนี้ เข้าข่ายการใช้โมเดล Deepware ในระดับ 65% , เข้าข่ายการใช้โมเดล Seferbekov ในระดับ 51% , เข้าข่ายการใช้โมเดล Ensemble ในระดับ 58% พบความผิดปกติการเคลื่อนไหวของท่าทาง รูปปากขณะกำลังพูด ที่ไม่เป็นธรรมชาติ

ด้าน สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ชี้แจงกรณีมีข่าวว่าโรงพยาบาลของไทยในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ปฏิเสธการรักษาทหารกัมพูชา ว่า ไม่มีข้อเท็จจริง ยังคงมีการรักษาคนไข้ชาวกัมพูชาอยู่ ไม่มีการไล่ให้ออกจากโรงพยาบาล และดูแลตามหลักสิทธิมนุษยชน ส่วนกรณีการให้หยุดปฏิบัติหน้าที่คือ กรณีที่ชาวกัมพูชามาทำงานในโรงพยาบาล หรือบุคคลที่ทำหน้าที่ล่ามแปลภาษาไทยกับกัมพูชา ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว เหตุเพราะมีโดรน มาบินอยู่บริเวณโรงพยาบาล จึงต้องมีการป้องกันและระมัดระวัง และยอมรับว่า ป้องกันเรื่องการเป็นสายลับ และรอผลการเจรจาสองประเทศในวันที่ 4 ส.ค. 2568 ที่ต้องฟังกระทรวงกลาโหมเป็นหลัก

– วันที่ 3 ส.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ คลิปไวรัล ร.31 รอ. ปะทะช่วง 5 นาทีสุดท้าย ที่แท้คลิปเก่า สืบเนื่องจาก ผู้ใช้บัญชี TikTok รายหนึ่ง โพสต์คลิปพร้อมข้อความระบุว่า “นาที ร.31 ยืนแลก 🪖🇹🇭🫡 #ร31 #รบพิเศษ #ทหาร” โดยภายในคลิปเป็นภาพการใช้อาวุธของทหารในเวลากลางคืน ถูกโพสต์เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2568 อย่างไรก็ตาม ตรวจสอบด้วยการค้นหาคำสำคัญ “ยิงปืนเวลากลางคืน” เพื่อค้นหาว่าคลิปดังกล่าวเคยถูกโพสต์มาก่อนหรือไม่ 

ทำให้พบคลิปของผู้ใช้บัญชี TikTok ที่ชื่อ “cetoz282” ได้โพสต์คลิปลักษณะเดียวกัน โดยระบุข้อความว่า “You can hide but you cant run!!🤫🤫 LF22 ฝึกยิงปืนในเวลากลางคืน AN/PVS-14 และ Wilcox Raid X #ไทยนี้รักสงบเเต่ถึงรบไม่ขลาด #ทหารไทย #กัมพูชา #thailand #RTA #specialforces” ซึ่งเมื่อนำคลิปดังกล่าวมาตรวจสอบด้วยเครื่องมือ InVID-WeVerify ในการแยก Keyframe และนำภาพที่ได้ไปตรวจสอบกับคลิปต้องสงสัยพบว่า ภาพในคลิปดังกล่าวมีจุดที่ตรงกัน

โดยบัญชี TikTok “cetoz282” ได้โพสต์คลิปดีงกล่าวไว้เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2568 อีกทั้งในเวลาต่อมา เจ้าตัวยังโพสต์ข้อความเพิ่มเติมในช่องแสดงความคิดเห็นด้วยว่า “คลิปนี้ยืนยันว่าเป็นการฝึกของทหารราบนะครับ LF22 Lightning Forge ฝึกใช้อุปกรณ์ยิงประกอบในเวลากลางคืน มิใช่เหตุการณ์ล่าสุด จากวันที่ลงคลิปนี้นานแล้ว วันที่ 6-6 ที่ผ่านมา” เพื่อยืนยันว่า เหตุการณ์ในคลิปดังกล่าว เกิดขึ้นก่อนสถานการณ์ขัดแย้งไทย-กัมพูชา

– วันที่ 4 ส.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ ข่าวปลอม ! สื่อกัมพูชาอ้างสวีเดนระงับขาย เครื่องบินขับไล่ Gripen ให้ไทย หลังจากกองทัพอากาศไทยโจมตีกัมพูชา สืบเนื่องจาก เว็บไซต์ข่าวออนไลน์ The Phnom Penh Post รายงานว่า สวีเดนระงับการขาย Saab JAS-39 Gripen ล็อตใหม่ให้ไทย หลังไทยใช้เครื่องบิน Gripen โจมตีทางอากาศในกัมพูชา โดยพบการโพสต์บนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2568 อย่างไรก็ตาม สถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย ชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊ก Embassy of Sweden in Bangkokว่า ตามที่ปรากฏข่าวที่แพร่หลายไปในขณะนี้เกี่ยวกับการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริปเปนโดยกองทัพอากาศไทย  ขอเรียนว่ายังไม่มีการตัดสินใจใด ๆ เพื่อระงับการจำหน่ายเครื่องบินขับไล่ให้แก่ประเทศไทย

สรุปรวมระหว่างวันที่ 29 ก.ค. – 4 ส.ค. 2568 ThaiPBS Verify ซึ่งตรวจสอบเฉพาะข่าวปลอม ดำเนินการไปทั้งสิ้น 8 ข่าว โดยจุดเด่นของ ThaiPBS Verify นอกจากจะอธิบายกระบวนการตรวจสอบแล้ว ยังให้ข้อมูลเป็นเกร็ดความรู้เพิ่มเติมด้วย เช่น กรณีจีนส่งขีปนาวุธ DF-26 หรือขีปนาวุธพิสัยกลางชนิด IRBM Dongfeng ช่วยกัมพูชายังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ขีปนาวุธรุ่น DF‑26 (Dongfeng‑26) เป็นขีปนาวุธชนิดพิสัยกลาง (IRBM – Intermediate-Range Ballistic Missile) มีพิสัยยิงได้ประมาณ 3,000 – 5,000 กิโลเมตร ถือเป็นขีปนาวุธที่มีคุณสมบัติทำลายล้างสูง ปัจจุบันอยู่ในความควบคุมของ PLA Rocket Force สาธารณรัฐประชาชนจีน และโดยทั่วไป ขีปนาวุธที่มีพิสัยยิงไกลและขีดความสามารถสูง มักจะไม่ถูกส่งออกไปให้ประเทศอื่น ๆ เนื่องจากถือเป็นข้อมูลด้านความมั่นคงระดับสูง เป็นต้น

AFP Fact Check

– วันที่ 29 ก.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ Photo of US aircraft dropping fire retardant falsely linked to Thailand-Cambodia conflict โดยมีการแชร์ภาพเครื่องบินกำลังพ่นควันสีชมพู แล้วบรรยายเป็นภาษาเขมรว่า “ไทยใช้อาวุธควันพิษโจมตีกัมพูชา” ภาพดังกล่าวถูกโพสต์เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2568 แต่เมื่อใช้เครื่องมือของ Google ตรวจสอบภาพย้อนกลับ ก็พบว่าเป็นภาพเก่าในเหตุการณ์ไฟป่าที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา อาทิ สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2568 ว่า มีความพยายามในการดับไฟป่าพาลิเซดส์ ซึ่งเป็นเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่สุดในช่วงไฟป่าลอสแอนเจลิส และบรรยายภาพนี้ว่า เครื่องบินบรรทุกน้ำมันทิ้งสารหน่วงไฟที่ไฟป่าพาลิเซดส์ ภาพจากวูดแลนด์ฮิลส์ เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2568 

– วันที่ 31 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว ประกอบด้วย 

1.Video edited with motion graphics software falsely linked to Thailand-Cambodia conflict ว่าด้วยคลิปวีดีโออ้างเป็นเหตุการณ์ไทยส่งเครื่องบินรบ F-16 ไปโจมตีกัมพูชา เพื่อตอบโต้กรณีกัมพูชาโจมตีใส่เป้าหมายพลเรือนของไทย โดยเครื่องบิน F-16 ใช้เวลาปฏิบัติการ 20 นาที ก่อนกลับฐานอย่างปลอดภัย ซึ่งถูกแชร์ในพื้นที่ออนไลน์ที่ใช้ภาษาจีนตั้งแต่วันที่ 25 ก.ค. 2568 ซี่งแม้ไทยจะส่งเครื่องบินรบ F-16 ร่วมปฏิบัติการสู้รบกับกัมพูชา แต่ตลิปดังกล่าวเมื่อตรวจสอบภาพย้อนกลับ พบเป็นคลิปเก่าที่เคยถูกนำมาอ้างในการสู้รบระหว่างอินเดียกับปากีสถาน เมื่อเดือน พ.ค. 2568 

AFP ยังตามต่อไปจนพบว่าต้นทางของคลิปนี้มาจากช่องยูทูบ “Unreal vfx” เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2566 โดยผู้โพสต์ได้บรรยายไว้ใต้ใต้คลิปว่า คลิปนี้ถูกสร้างขึ้นด้วย Adobe After Effects ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์กราฟิกเคลื่อนไหวและเอฟเฟกต์ภาพ และเมื่อทาง AFP ได้สอบถามไปว่า วิดีโอนี้แสดงภาพจริงหรือไม่ ผู้โพสต์คลิปดังกล่าวตอบว่าเป็นกราฟิกเคลื่อนไหวนอกจากนั้น ในช่อง Unreal vfx ยังมีคลิปวีดีโอที่มีฉากหลัง (อาคารสถานที่) แบบเดียวกัน แต่เปลี่ยนจากการถูกเครื่องบินรบโจมตีเป็นถูกอุกกาบาตพุ่งชนแทน 

2.Old video of Cambodian homes gutted by fire falsely linked to border clashes มีการแชร์คลิปวีดีโอใน TikTok ตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 เป็นภาพบ้านเรือนได้รับความเสียหาย พร้อมคำบรรยายว่า ความยุติธรรมสำหรับกัมพูชา #ประเทศไทยเริ่มต้นสงคราม แต่เมื่อนำภาพไปสืบค้นย้อนกลับด้วย Google ก็พบว่า คลิปนี้เคยถูกโพสต์ในวันที่ 10 ก.ค. 2568 หรือ 2 สัปดาห์ก่อนการปะทะกันทางทหารระหว่างไทยกับกัมพูชา 

และเมื่อตามต่อจากความเห็นในคลิปนั้นที่ระบุว่าน่าจะเป็นเหตุเพลิงไหม้ในจังหวัดกำปงชนัง เมื่อปี 2566 ก็ยังค้นพบภาพที่คล้ายกันจากสื่อท้องถิ่น Khmernote รวมถึงเพจเฟซบุ๊กของสำนักงานตำรวจแห่งชาติกัมพูชาที่ได้รับการยืนยัน ซึ่งแสดงรูปภาพเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดจากเหตุเพลิงไหม้

– วันที่ 4 ส.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ Clip shows Thai shop hit by rocket strike, not ‘Cambodian military positions’ สืบเนื่องจากในวันที่ 24 ก.ค. 2568 มีผู้โพสต์คลิป Reel ในเฟซบุ๊ก ระบุว่า กองทัพอากาศของไทยโจมตีเป้าหมายทางทหาร 2 จุดที่กัมพูชา แต่เมื่อตรวจสอบภาพประกอบในคลิป พบว่าเป็นร้านสะเดวกซื้อและปั๊มน้ำมันในประเทศไทยซึ่งถูกกัมพูชาโจมตี ซึ่งเกิดขึ้นในวันเดียวกัน 

เพจเฟซบุ๊กของกองทัพภาคที่ 2 ของไทย บรรยายภาพนี้ว่า จรวด BM-21 จากฝ่ายกัมพูชาโจมตีปั๊มน้ำมันปตท. ที่บ้านผือ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ มีนักเรียนและประชาชนได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ยังมีชาวบ้านในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ที่โพสต์คลิปลักษณะเดียวกัน บรรยายว่า ตนกำลังจะเลี้ยวรถเข้าปั๊ม จู่ๆ ร้านสะดวกซื้อก็ถุกโจมตี นอกจากนั้น ภาพของร้านสะดวกซื้อและปั้มน้ำมันที่ถูกนำไปอ้างว่าอยู่ในกัมพูชา ยังตรงกับภาพ Google Street View ที่เคยถ่ายไว้ก่อนหน้านี้ด้วย รวมถึงในวันที่ 25 ก.ค. 2568 ยังมีช่างภาพของ AFP ลงพื้นที่ไปเก็บภาพความเสียหาย 

สรุปรวมระหว่างวันที่ 29 ก.ค. – 4 ส.ค. 2568 AFP Fact Check ซึ่งตรวจสอบเฉพาะข่าวปลอม ดำเนินการไปทั้งสิ้น 4 ข่าว แม้จะมีปริมาณไม่มาก แต่จุดเด่นสำคัญคือนอกจากจะยืนยันว่าเป็นข่าวปลอมพร้อมอธิเบายกระบวนการตรวจสอบแล้วยังพยายามไปให้ถึงต้นตอของภาพหรือคลิปวีดีโอนั้นด้วย

ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย

ในช่วงวันที่ 29 ก.ค. – 4 ส.ค. 2568 ซึ่งตรวจสอบพบทั้งข่าวปลอม ข่าวบิดเบือนและคลาดเคลื่อน  รวมจำนวน 9ข่าว ดังนี้ 

– วันที่ 29 ก.ค. 2568 คลิปทหารไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา (ข่าวบิดเบือน) : สืบเนื่องจาก วันที่  28-29 ก.ค. 2568 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียและกลุ่มเทเลแกรมของชาวกัมพูชาเผยแพร่คลิปวิดีโอที่อ้างว่าเป็นภาพทหารไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา คลิปนี้มีความยาวประมาณ 2 นาที ถ่ายจากบนรถขณะพลขับซึ่งเป็นชาวต่างชาติขับไปรับทหารไทย 3 นาย จากจุดที่มีควันสีแดงพวยพุ่ง ทหารทั้งหมดสวมเครื่องแบบติดธงชาติไทย เมื่อขึ้นมาบนรถมีเสียงพูดเป็นภาษาไทยว่า “ปลอดภัย ปลอดภัย”  

โคแฟคตรวจสอบภาพในคลิปอย่างละเอียดพบว่าหนึ่งในทหารที่อยู่ในคลิปสวมหมวกที่มีอักษรย่อ LRRP ซึ่งย่อมาจาก long-range reconnaissance patrol หรือหน่วยลาดตระเวนระยะไกล จึงได้สอบถามไปที่เจ้าหน้าที่กองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 1 ให้ช่วยตรวจสอบภาพในคลิป เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าเป็นคลิปการฝึกทางทหารของหน่วยลาดตระเวนระยะไกล แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นการฝึกเมื่อไหร่ สถานที่ใด

โดยมีจุดสังเกต 1.สัญลักษณ์ LRRP บนหมวกของทหารลาดตระเวนระยะไกล ซึ่งมีการฝึกร่วมกับต่างประเทศบ่อยครั้ง 2.ควันสีแดงเป็นควันที่ใช้เป็นปกติในการฝึก เพื่อแสดงสัญลักษณ์ของฝ่ายหรือเพื่อบอกตำแหน่ง 3.ปลายกระบอกปืนติดอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยในการฝึกหรือซ้อมรบ 4.หากควันในภาพเป็นสารเคมีมีพิษจริง ทหารที่อยู่ในคลิปก็ต้องใส่หน้ากากกันสารพิษด้วย แต่ในคลิปไม่มีการใส่หน้ากากป้องกัน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2568 ทั้งกระทรวงการต่างประเทศและกองทัพบกไทยได้แถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหาของโฆษกกลาโหมกัมพูชา โดยยืนยันว่ากองทัพไทยไม่มีการใช้ #อาวุธเคมี ขณะที่โคแฟคและสื่อมวลชนหลายสำนักตรวจสอบพบว่าเพจสถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรียได้นำภาพเครื่องบินปล่อยสารเคมีดับไฟป่าในลอสแอนเจลิสของสำนักข่าวรอยเตอร์สมาบิดเบือนว่าเป็นการใช้อาวุธเคมีของไทย ซึ่งต่อมาทางเพจได้นำภาพออกไปจากโพสต์

– วันที่ 30 ก.ค. 2568 ภาพธงชาติไทยบนภูมะเขือ (ใช้ภาพที่ทำให้เข้าใจผิด) : สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ วันที่ 29 ก.ค. 2568 พล.ร.ต. สุรสันต์ คงสิริ โฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ด้านความมั่นคงแถลงข่าวว่าฝ่ายไทยสามารถควบคุมพื้นที่ 11 จุด ซึ่งมีภูมะเขืออยู่ด้วย อย่างไรก็ตาม ในสื่อสังคมออนไลน์มีการแชร์ภาพที่อ้างว่าเป็นภาพของธงชาติไทยและทหารไทยยืนประจำการ ณ ภูมะเขือ อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี

แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นภาพ “เขาหน่อ” สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังใน อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ มาใส่คำบรรยายเท็จว่าเป็นภูมะเขือ บางโพสต์ยังนำภาพไปตัดต่อหรือใช้เอไอเติมภาพทหารถือปืนยืนประจำการอยู่ด้วย โดยภาพต้นฉบับมาจากเพจเฟซบุ๊ก “ที่นี่ปากน้ำโพ” ซึ่งเมื่อสอบถามไปก็ที่เพจดังกล่าวก็ได้ความว่า เป็นภาพที่โพสต์ไว้ในเพจตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 

– วันที่ 31 ก.ค. 2568 ภาพรัฐมนตรีช่วยกลาโหมกับข้อความ เขมรไม่ใช่ญาติ- ตัดความช่วยเหลือ (ข่าวปลอม) : วันที่ 30 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “HotNews – ข่าวประเทศไทย” โพสต์ภาพ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมกับคำบรรยายว่า “รมช.กลาโหม ฟิวขาด หลังนักข่าวจี้คำถามแทงใจ ซัดกลับ เขมรมันไม่ใช่ญาติผม ถ้ามันจะตาeก็ตาeๆ ไปซะ อย่าได้หวังว่าผมจะช่วย” พร้อมกับฝังข้อความในภาพทำให้เข้าใจว่าเป็นคำพูดของ พล.อ.ณัฐพล โพสต์นี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 2.4 พันครั้ง และถูกนำไปเผยแพร่ต่อทั้งในอินสตาแกรมและติ๊กตอกอย่างกว้างขวาง

อย่างไรก็ตาม โคแฟคตรวจสอบคลิปการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ณัฐพล หลังการประชุมสภากลาโหม เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2568 ที่สื่อมวลชนรายงาน ไม่พบว่ามีคำพูดดังกล่าว ในการให้สัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวถามว่าไทยกับกัมพูชาจะกลับไปเป็นเพื่อนบ้านที่ดีกันได้หรือไม่ พล.อ.ณัฐพลตอบว่า “ได้ๆ แต่ตอนนี้ชะลอการช่วยเหลือทางการทหารไปก่อน” จนกว่าสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองประเทศจะดีขึ้น นอกจากนั้น สำนักโฆษกกระทรวงกลาโหมชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กว่าโพสต์ดังกล่าวเป็น #เนื้อหาเท็จ โดยระบุว่า “รมช.กห. ไม่เคยให้สัมภาษณ์อย่างที่ถูกกล่าวอ้างในโลกออนไลน์”

– วันที่ 1 ส.ค2568 พบการตรวจสอบ 3 ข่าว ดังนี้ 

1.หนังสือพิมพ์ภาษาเยอรมันในสวิตเซอร์แลนด์พาดหัวข่าวไทย-กัมพูชาผิด เรียกไทยเป็นไต้หวัน(เนื้อหาจริง แต่ข่าวที่เผยแพร่ในเวอร์ชันออนไลน์พาดหัวข่าวถูกต้องแล้ว) : สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กในไทยเผยแพร่ภาพพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ The Neue Zürcher Zeitung (NZZ) สื่อภาษาเยอรมันในสวิตเซอร์แลนด์ รายงานข่าวการตกลงหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชา แต่เขียนชื่อประเทศไทยในพาดหัวข่าวผิดเป็น “ไต้หวัน-กัมพูชา บรรลุข้อตกลงหยุดยิง”  (ใช้คำว่า Taiwan แทนที่จะเป็น Thailand)

นอกจากนั้น เพจเฟซบุ๊ก “Taiwan in München” ได้เผยแพร่ภาพหนังสือพิมพ์ฉบับอิเล็กทรอนิกส์ (e-paper) ของ NZZ ฉบับวันที่ 29 ก.ค. 2568 ที่พาดหัวข่าวผิดเช่นเดียวกัน ซึ่งเมื่อสอบถามไปก็ได้รับการตอบกลับทางอีเมลจาก NZZ ว่า ทางกองบรรณาธิการเสียใจกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เราได้ดำเนินการตรวจสอบภายใน และได้พิมพ์ข้อความแก้ไขในหนังสือพิมพ์ฉบับวันรุ่งขึ้นแล้วขณะที่พาดหัวข่าวในเวอร์ชั่นออนไลน์ ระบุว่า Thailand und Kambodscha einigen sich auf Waffenstillstand ซึ่งเป็นพาดหัวที่ถูกต้อง 

2.ภาพ “4 นักบินสาว F-16 แห่งกองทัพไทย”(ภาพปลอม ถูกทำขึ้นด้วย AI) : สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2568 ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กหลายบัญชีเริ่มแชร์ภาพของผู้หญิงในเครื่องแบบนักบินโดยอ้างว่าเป็นภาพของ “4 นักบินสาว F-16 แห่งกองทัพไทย” ชื่อปลายฟ้า อิงดาว น้ำฝน และมณฑา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทหารแนวหน้าที่ต่อสู้กับกัมพูชาในความขัดแย้งครั้งล่าสุด โพสต์ลักษณะนี้ได้รับการกดถูกใจรวมกันหลายพันครั้งและถูกแชร์ต่ออีกหลายร้อยครั้ง

อย่างไรก็ตาม ภาพทั้ง 4 มีลักษณะผิดปกติ เช่น ใบหน้าของทั้ง 4 ภาพมีลักษณะดวงตาและคิ้วเหมือนกัน เส้นผมมีลักษณะเป็นแผ่น ไม่เป็นเส้นตามธรรมชาติ แสงและเงาบนใบหน้าไม่สอดคล้องกัน รวมถึงป้ายบนเครื่องแบบของพวกเธอซึ่งแตกต่างกันออกไปแต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของหน่วยงานใดหรือประเทศไหน 

และเมื่อเปรียบเทียบชุดเครื่องแบบในภาพ ก็พบว่าไม่สอดคล้องกับเครื่องแบบนักบินของกองทัพอากาศไทยที่มีป้ายระบุสังกัดกองบิน ป้ายชื่อของนักบิน หรือป้ายกำกับที่มีสัญลักษณ์ของธงชาติไทยเป็นอย่างน้อย นอกจากนี้ การตรวจสอบภาพกับเครื่องมือตรวจจับภาพจาก AI ชื่อ Hive Moderation ก็ให้ผลสอดคล้องกัน โดยระบุว่ามีแนวโน้มว่าภาพทั้งหมดนี้ถูกสร้างขึ้นจากปัญญาประดิษฐ์สูงถึงร้อยละ 99

3.คลิปปะทะเดือดที่ปราสาทตาควาย (คลิปเก่าก่อนเหตุการณ์สู้รบไทย  กัมพูชา ครั้งล่าสุด) :สืบเนื่องจากหลังข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชามีผลบังคับในเวลาเที่ยงคืนวันที่ 28 ก.ค. 2568 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียเริ่มมีการแชร์คลิปเป็นภาพการยิงในเวลากลางคืน มีเสียงปืนดังและเสียงทหารตะโกนสื่อสารกัน ต่อมาสื่อมวลชนหลายสำนักได้นำคลิปนี้ไปเผยแพร่ต่อโดยบรรยายว่าเป็นภาพเหตุการณ์ “ปะทะเดือดที่ปราสาทตาควาย” ผู้ใช้เฟซบุ๊กจำนวนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่าคลิปนี้เป็นคลิปเดียวกับที่มีผู้เผยแพร่ในติ๊กตอกตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2568

โคแฟคตรวจสอบในติ๊กตอกพบว่าคลิปนี้เคยถูกโพสต์โดยผู้ใช้งานรายหนึ่งเมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2568พร้อมคำบรรยายว่าเป็นคลิป “การฝึกยิงในเวลากลางคืน” เมื่อนำมาเปรียบเทียบอย่างละเอียดพบว่าทั้งเสียงและภาพตรงกันกับคลิปที่อ้างว่าเป็นเหตุปะทะที่ปราสาทตาควาย ความยาวก็ใกล้เคียงกันคือประมาณ 1 นาทีกว่าๆ และในวันที่ 30 ก.ค. 2568 ผู้โพสต์คลิปดังกล่าวได้โพสต์ข้อความชี้แจงเพิ่มเติมว่า คลิปนี้ยืนยันว่าเป็นการฝึกของทหารราบฝึกใช้อุปกรณ์ยิงประกอบในเวลากลางคืน มิใช่เหตุการณ์ล่าสุด จากวันที่ลงคลิปนี้นานแล้ววันที่ 6-6 ที่ผ่านมา

– วันที่ 2 ส.ค. 2568 คลิปวิดีโอการชุมนุมของชาวกัมพูชาตามหาญาติที่ไปเป็นทหารแล้วสูญหายในการรบกับไทย (เนื้อหาปลอม  นำคลิปอื่นมาอางให้เข้าใจผิด) : ผู้ใช้ติ๊กตอกและเฟซบุ๊กชาวไทยแชร์คลิปวิดีโอการชุมนุมของชาวกัมพูชากลุ่มหนึ่ง บางคนถือรูปและธงสัญลักษณ์พรรคประชาชนกัมพูชา ข้อความในโพสต์อ้างว่าเป็นครอบครัวของทหารกัมพูชาที่เรียกร้องให้นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ตามหาทหารที่สูญหายหลังการสู้รบที่ชายแดนไทย-กัมพูชา   

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบกลับพบว่าคลิปดังกล่าวเคยถูกเผยแพร่โดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียกัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 10 ก.ค. 2568 โดยเพจเฟซบุ๊ก CJ News ของกลุ่มนักข่าวพลเมืองกัมพูชา รายงานว่าเหตุการณ์การชุมนุมของพ่อค้า – แม่ค้าชาวกัมพูชาในตลาดชนกตรุ จังหวัดกัมปงชนัง โดยผู้ชุมนุมต้องการให้นายกฯ กัมพูชาสั่งการให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยุติการรื้อแผงขายของเพื่อจัดระเบียบตลาด

– วันที่ 3 ส.ค. 2568 ข่าวหัวหน้าพรรคประชาชนประณาม รพ. ที่ปฏิเสธรักษาคนเขมร (ข่าวปลอม) :สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2568 โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ออกหนังสือแจ้งเวียนภายในโรงพยาบาลเรื่อง “ขอยกเลิกการปฏิบัติงานชั่วคราวของผู้ช่วยสื่อสารชาวกัมพูชา และการให้บริการผู้ป่วยชาวกัมพูชา” ได้แก่ 1) ยกเลิกการปฏิบัติงานชั่วคราวของผู้ช่วยสื่อสารชาวกัมพูชา 2) ปิดการให้บริการ SMC Premium ชั่วคราว 3) ยกเลิกการรับยาแทน และงดรับเคสใหม่ผู้ป่วยชาวกัมพูชา 4) ผู้ป่วยชาวกัมพูชาที่ยังนอนรักษาอยู่ในโรงพยาบาล ให้จำกัดพื้นที่ให้ชัดเจน  มีผลตั้งแต่วันที่ 31 ก.ค.- 10 ส.ค. 2568  

ซึ่งในวันที่ 31 ก.ค. 2568 เวลา 11.16 น. พรรคประชาชนโพสต์ข้อความทางเพจเฟซบุ๊กเกี่ยวกับหนังสือเวียนฉบับนี้ โดยแสดงความกังวลว่าการเลือกปฏิบัติของโรงพยาบาลในการรักษาผู้ป่วย ถือว่าขัดต่อหลัก International Humanitarian Law จะทำให้ประเทศไทยเสียหายมากในเวทีโลก และเสี่ยงต่อการถูกกัมพูชานำไปขยายผลในเวทีระหว่างประเทศ 

ในวันเดียวกัน เวลา 12.25 น. นพ.มนต์ชัย วิวัฒนาสิทธิพงศ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ แถลงชี้แจงว่าบันทึกข้อความดังกล่าวเป็นหนังสือแจ้งเวียนภายใน แต่เมื่อถูกนำไปเผยแพร่ได้ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน แท้จริงแล้วเป็นการปรับระบบบริการและภารกิจในช่วงสถานการณ์เฉพาะหน้าเพื่อระดมทรัพยากรมาดูแลผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บจากชายแดน โดยการปรับลดงานที่ไม่จำเป็นลง หนึ่งในนั้นคือบริการผู้ป่วยนอกพรีเมียม ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ใช้บริการเป็นชาวกัมพูชาที่ลดจำนวนลงมากในตอนนี้ และยืนยันในหลักมนุษยธรรมว่าทางโรงพยาบาลยังรับผู้ป่วยถ้าหากมีความจำเป็นหรือฉุกเฉิน รวมถึงชาวกัมพูชาที่อยู่ในพื้นที่หรือมาจากพื้นที่อื่นๆ  

อย่างไรก็ตาม พบผู้ใช้แพลตฟอร์ม X และเฟซบุ๊กหลายรายเผยแพร่ภาพนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ฝังข้อความที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นคำพูดของนายณัฐพงษ์ว่า “ในฐานะผมอยู่พรรคประชาชน ขอประณามโรงพยาบาลอุบลที่คิดปฏิเสธรักษาคนเขมร เป็นคนไทยที่ทำตัวแย่มาก” ขณะที่ทางพรรคประชาชนได้ชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊ก “พรรคประชาชน – People’s Party” ว่า “ข้อความและคำพูดในภาพดังกล่าวเป็นเท็จ เพราะไม่เคยปรากฏว่าณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เคยสื่อสารถ้อยคำดังกล่าว”

นอกจากนั้นยังไม่พบรายงานจากสื่อมวลชน รวมทั้งช่องทางโซเชียลมีเดียของนายณัฐพงษ์และพรรคประชาชน ก็ไม่พบคลิปหรือข้อความตามที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียนำมาอ้างเท็จว่าเป็นคำพูดของนายณัฐพงษ์ที่ประณามโรงพยาบาลด้วยถ้อยคำรุนแรงแต่อย่างใด 

– วันที่ 4 ส.ค. 2568 คลิปฝูงแร้งและอีกาบินว่อน คาดมากินซากศพทหารกัมพูชา (เนื้อหาเท็จ) : สืบเนื่องจากเมื่อ วันที่ 1 ส.ค. 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กและติ๊กตอกจำนวนมากเผยแพร่คลิปที่อ้างว่าเป็นภาพฝูงแร้งและอีกาบินอยู่บนท้องฟ้าเหนือภูมะเขือ จ.ศรีสะเกษ และปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ คาดว่าบินมากินซากศพทหารกัมพูชาที่ถูกทิ้งอยู่บริเวณที่มีการปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาระหว่างวันที่ 24-28 ก.ค. 2568   

อย่างไรก็ตาม เมื่อนำคลิปดังกล่าวไปสอบถามกับ ดร.เพชร มโนปวิตร นายกสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย ได้รับคำอธิบายว่า 1) แม้ในกัมพูชายังคงมีประชากรแร้งในธรรมชาติอยู่ก็จริง แต่ทั้ง 3 ชนิดคือ พญาแร้ง (Red-headed Vulture) แร้งเทาหลังขาว (White-rumors Vulture) และแร้งสีน้ำตาล (Slender-billed Vulture) ต่างมีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically-endangered) โอกาสที่จะเห็นแร้งรวมฝูงอย่างในภาพแทบจะเป็นไปไม่ได้ 

ซึ่งในปี 2567 ข้อมูลจากการสำรวจทั่วประเทศนับจำนวนแร้งเทาหลังขาวได้ 78 ตัว และแร้งสีน้ำตาล 48 ตัว ส่วนพญาแร้ง (Sarcogyps calvus) ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ โดยมีการบันทึกพบเพียง 14 ตัวในปีที่ผ่านมา 2) ลักษณะของแร้งในภาพไม่เหมือนแร้งทั้งสามชนิดที่พบได้ในกัมพูชา 

และ 3) แร้งและอีกามีพฤติกรรมการกินซาก (Scavenging Behavior) แร้งเป็นสัตว์ที่พึ่งพิงซากสัตว์เป็นอาหารหลักเกือบทั้งหมด ไม่ล่าสัตว์มีชีวิตเป็นอาหาร ส่วนอีกาเป็นสัตว์ที่ปรับตัวเก่ง กินได้ทั้งซากสัตว์และอาหารหลากหลายชนิด แต่จำนวนแร้งที่ลงกินซากในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเป็นกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น เพราะประชากรมีค่อนข้างน้อย แต่เนื่องจากคุณภาพของภาพในคลิปไม่ชัด จึงยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นนกอะไร ถ่ายในพื้นที่ไหน

หมายเหตุ เป็นการรวบรวมครั้งที่ 3 โดยนับจากวันที่ 5 ส.ค. 2568 ซึ่งเป็นวันที่ 2 ของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee – GBC) ระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ประเทศมาเลเซีย /ถึงวันที่ 16 ส.ค. 2568 ซึ่งทั้ง 2 ประเทศได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee – RBC)ที่ประเทศไทย

ศุนย์ต่อต้านข่าวปลอม (ประเทศไทย) 

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

– วันที่ 5 ส.ค. 2568 : พบทั้งหมด 6 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 4 ข่าว ประกอบด้วย 

1.สั่งเปิดด่านสระแก้ว ให้ส่งสินค้าไปขายได้ ณ วันที่ 5 ส.ค. 2568 ยังไม่มีคำสั่งให้เปิดด่านศุลกากรอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้วแต่อย่างใด (อ้างอิง กรมศุลกากร) 

2.กรมศิลปากร พร้อมให้ทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร เพราะสามารถบูรณะใหม่ได้เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะโบราณสถานคือมรดกทางวัฒนธรรมของชาติและของมนุษยชาติ แม้จะมีความสามารถในการบูรณะก็ไม่อาจทดแทนของจริงได้ (อ้างอิง กรมศิลปากร)อ

3.ลูกระเบิด MK-84 ที่พบในกัมพูชา เป็นของที่ไทยจัดซื้อจากอิสราเอล กองทัพอากาศ ไม่ได้จัดซื้อระเบิดจากแหล่งที่กล่าวอ้าง (อ้างอิง เพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

4.ไทยวางแผนลอบสังหารผู้นำกัมพูชา กองทัพอากาศ ยึดมั่นในหลักคุณธรรมและกฎหมายสากล ทุกปฏิบัติการทางอากาศดำเนินการภายใต้สิทธิในการป้องกันตนเองตามกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 51 และเป็นไปตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด โดยยึดหลักความชอบธรรมในการป้องกันตนเองเป็นสำคัญ (อ้างอิง เพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

ข่าวจริง ข่าว ประกอบด้วย 

1.เปิดจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก ชายแดนสระแก้ว ให้ประชาชนกลับภูมิลำเนาได้  อำนวยความสะดวกการเดินทากลับภูมิลำเนาของทั้งชาวไทยและกัมพูชา (อ้างอิง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)

2.ช่องอานม้า อยู่ในเขตอธิปไตยของไทย เจ้าหน้าที่มีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและใช้เครื่องจักรเข้าจัดการพื้นที่ (อ้างอิง เพจกองทัพภาคที่ 2)

– วันที่ 6 ส.ค. 2568 : พบทั้งหมด 3 ข่าว โดยเป็นข่าวจริง ประกอบด้วย 

1.เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 68 ทหารกัมพูชาเข้ารื้อรั้วลวดหนาม บริเวณช่องอานม้าที่ทหารไทยล้อมไว้ เกิดขึ้นเวลา 16.30 น. บริเวณตลาดช่องอานม้า ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายไทยได้วางแนวลวดไว้จำนวน 2 แถว เพื่อแสดงแนวเขตชัดเจน โดยเมื่อฝ่ายไทยเข้าไประงับเหตุ ทางฝ่ายกัมพูชาก็ได้ปฏิบัติตามและออกจากพื้นที่โดยสงบ (อ้างอิง เพจกองบัญชาการกองทัพไทย Royal Thai Armed Forces Headquarters)

2.กยศ. ยกหนี้ให้ทหารที่เสียชีวิตจากเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา โดยขอให้ญาติของผู้กู้ยืมจัดส่งเอกสารหลักฐานแจ้งการถึงแก่กรรมมายังสำนักงาน กยศ. (อ้างอิง กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กระทรวงการคลัง)

3.ครม. เพิ่มเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตชายแดนไทย-กัมพูชา สูงสุด 10 ล้านบาท (อ้างอิง กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี)

– วันที่ 7 ส.ค. 2568 : พบทั้งหมด 3 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวบิดเบือน 1 ข่าว (บนหน้าเว็บไซต์มี 2 ข่าว แต่เป็นเรื่องเดียวกัน) คือ ทหารกัมพูชาป่วยเป็นไข้มาลาเรีย โดยอ้างว่าเนื่องจากสารเคมีของไทยอาการป่วยของทหารกัมพูชามีลักษณะคล้ายอาการไข้มาลาเลีย แต่ยังไม่สามารถยืนยันโรคที่ชัดเจนได้และไม่เกี่ยวกับสารเคมีของไทย (อ้างอิง กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี)

ข่าวจริง 2 ข่าว ประกอบด้วย 

1.ยกเว้นเก็บค่าเช่าที่ราชพัสดุทุกประเภท ในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่เรียกเก็บค่าเช่าหรือค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุ เป็นเวลา 2 เดือน (กำหนดร้อยละ 0) สำหรับผู้เช่าที่ราชพัสดุทุกประเภทสัญญาเช่าที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบตามประกาศกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและหรือประกาศจังหวัด แล้วแต่กรณี (อ้างอิง กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง)

2.กรมการปกครอง สั่ง X-Ray เฝ้าระวังโดรนในพื้นที่ กองทัพอากาศ ขอความร่วมมือประชาชน ให้ความร่วมมือและเป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ในการปฏิบัติภารกิจสอดส่องออกลาดตระเวนในพื้นที่เพื่อเฝ้าระวังการใช้อากาศยานไร้นักบิน (โดรน) (อ้างอืง เพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

– วันที่ 8 ส.ค. 2568 : พบ 2 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวบิดเบือน 1 ข่าว สั่งจับแรงงานกัมพูชาส่งกลับประเทศ ไม่ให้ประกอบอาชีพในไทย มีการดำเนินการจับกุมแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย หรือลักลอบทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต โดยไม่ได้มุ่งเน้นปราบปราม ผลักดันเฉพาะสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง แต่เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2568 พบชาวกัมพูชา 100 คนที่ไม่สามารถแสดงเอกสารหนังสือเดินทางต่อเจ้าหน้าที่ได้ (อ้างอิง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)

ข่าวจริง ข่าว ประชาชนในจังหวัดสุรินทร์เริ่มทยอยกลับบ้านแล้ว (อ้างอิง เพจสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์)

– วันที่ 9 ส.ค. 2568 พบ 4 ข่าว เป็นข่าวจริงทั้งหมด ประกอบด้วย 

1.ไทยเตรียมเสนอข้อตกลง “เก็บกู้ทุ่นระเบิด-ปราบแก๊งคอลเซนเตอร์” เข้าการประชุม GBC ครั้งถัดไป (อ้างอิง เพจศูนย์เฉพาะกิจฯ ชายแดนไทย-กัมพูชา – Team Thailand)

2.กำลังพลร้อย.ร.111 เหยียบทุ่นระเบิดระหว่างลาดตระเวน ได้รับบาดเจ็บ 3 นาย (อ้างอิง เพจกองทัพภาคที่ 2)

3.จับกุมแรงงานกัมพูชา ลักลอบกลับเข้าไทยจำนวน 17 คน โดยเดินเท้ามาจากไร่อ้อยแนวชายแดน มุ่งหน้าเข้าสู่พื้นที่สวนปาล์มในเขตบ้านผ่านศึก ตำบลผ่านศึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2568 (อ้างอืง เพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.กัมพูชาฝ่าฝืนอนุสัญญาออตตาวา โดยใช้อาวุธในลักษณะซ่อนรูป อ้างถึงรายงานเมื่อวันที่ 4 ส.ค.2568 ที่ตรวจสอบพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 จำนวน 18 ทุ่น โดย 16 ทุ่น บรรจุในกระสอบ ยังไม่อยู่ในสภาพพร้อมระเบิด และ 2 ทุ่น วางแบบเร่งด่วนโดยไม่ฝังกลบ อยู่ในสภาพพร้อมระเบิด และยังตรวจพบลูกกระสุนเครื่องยิงลูกระเบิดและลูกจรวด RPG จำนวนมาก (อ้างอิง เพจทีมโฆษกกองทัพบก)

– วันที่ 10 ส.ค. 2568 : พบ 4 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 1 ข่าว คือ กัมพูชายังนำเข้าสินค้าไทยได้ตามปกติ ยกเว้นผัก ผลไม้ และน้ำมันเชื้อเพลิง ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.)ได้ยกระดับมาตรการปิดด่านทุกด่านตลอดแนวชายแดน เนื่องจากเหตุการณ์ปะทะ ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 2568 กรมศุลกากร ได้ปฏิบัติตามคำสั่ง งดการผ่านเข้า-ออก ของบุคคลและยานพาหนะทุกประเภท รวมถึงงดการสัญจรทางทะเลในเขตน่านน้ำประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ (10 ส.ค. 2568) ยังไม่มีคำสั่งให้เปิดด่าน ทำให้ปัจจุบันไม่มีการนำเข้า – ส่งออก ทางด่านศุลกากรทุกด่านแต่อย่างใด (อ้างอิง กรมศุลกากร)

ข่าวจริง 3 ข่าว ประกอบด้วย 

1.CAAT ผ่อนปรนอนุญาตการบินโดรนเพื่อการเกษตร สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ผ่อนปรนภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด (อ้างอิง เพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

2.คปภ. เร่งสำรวจความเสียหายเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา ออกแนวทางพิจารณาค่าสินไหมทดแทน ในเบื้องต้น คปภ. เห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่เข้าข่าย “สงคราม” ซึ่งเป็นข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ หากบริษัทประกันภัยเห็นว่าเข้าข้อยกเว้นอื่นที่จะไม่คุ้มครอง จะต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป และถึงแม้จะเข้าข้อยกเว้น บริษัทก็สามารถจ่าย “ค่าสินไหมทดแทนกรุณา” เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้ ซึ่งสำนักงาน คปภ. พร้อมจะเป็นคนกลางในการเจรจาเพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม (อ้างอิง สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย – คปภ.)

3.กรมปศุสัตว์ชะลอนำเข้าสัตว์ปีกจากกัมพูชา 90 วัน หลังพบการระบาดไข้หวัดนก H5N1 สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2568 องค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organisation for Animal Health : WOAH) ได้มีการรายงานการระบาดของโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรง ชนิด H5N1 ในกัมพูชา กรมปศุสัตว์จึงออกประกาศดังกล่าว มีผล 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ 6 ส.ค. 2568 (อ้างอิง กรมปศุสัตว์)

– วันที่ 11 ส.ค. 2568 : พบ 7 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 4 ข่าว ประกอบด้วย 

1.ทหารเขมรมากกว่า 40,000 คน รวมตัวกันที่ช่องอานม้า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ ตามภารกิจติดตามความมั่นคงชายแดน และได้ตรวจสอบกับหน่วยที่เกี่ยวข้องแล้ว ทุกอย่างเรียบร้อย ไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติ ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ ตามที่เป็นข่าวลือ (อ้างอิง เพจกองทัพภาคที่ 2)

2.ไทยควบคุมตัวทหารกัมพูชา 18 นาย ผิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ การปฏิบัติของฝ่ายไทยเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นไปตามหลักกฎหมายและหลักมนุษยธรรมสากล มีการเปิดให้องค์กรสากลที่เกี่ยวข้องเข้าเยี่ยม (อ้างอิงเพจศูนย์เฉพาะกิจฯ ชายแดนไทย-กัมพูชา – Team Thailand)

3.ทหารไทยใช้หนังสติ๊กยิงก่อกวนตามแนวชายแดน มีการอ้างภาพบุคคลแต่งกายคล้ายทหารยิงหนังสติ๊ก อย่างไรก็ตาม บุคคลในภาพนั้นไม่ใช่ทหาร แต่เป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า สังกัดอุทยานแห่งชาติทับลาน และเป็นภาพจากงาน “เทศกาลปลูกป่าลอยฟ้า ครั้งที่ 4” ตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2568 ณ ผาเก็บตะวัน อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา กิจกรรมนี้เป็นการรวมตัวของหลายหน่วยงานเพื่อปลูกป่าและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติภารกิจทางทหารใดๆ (อ้างอิง เพจกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช)

4.กองทัพไทยทิ้งระเบิด MK-84 และยิงถล่มใส่บ้านเรือน โรงเรียน และสถานีอนามัยของกัมพูชาสำหรับบริเวณวัดตาเมือนแซนเจย ต.โคกมอน อ.บันเตียอำปึล จ.อุดรมีชัย ที่มีปรากฏร่องรอยความเสียหายตามที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างถึงนั้น บริเวณพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เป้าหมายทางทหาร ซึ่งอยู่บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา มีระยะห่างจากแนวชายแดนเพียง 1.8 กิโลเมตร ไม่ใช่ลึกเข้าไปยังพื้นที่ตอนในไกลถึง 20-30 กิโลเมตร อีกทั้งในห้วงที่มีการสู้รบพื้นที่ดังกล่าวไม่มีพลเรือนอาศัยอยู่ มีเพียงทหารฝ่ายกัมพูชา ใช้เป็นพื้นที่รวมพลเพื่อเตรียมการนำกำลังเข้าตีฝ่ายทหารไทย รวมถึงใช้เป็นที่ตั้งในการควบคุมบังคับบัญชาการรบ (อ้างอิง เพจศูนย์เฉพาะกิจฯ ชายแดนไทย-กัมพูชา – Team Thailand)

ข่าวจริง 2 ข่าว ประกอบด้วย 

1.ออมสินมอบเงินและทุนอาชีพช่วยเหลือทหารบาดเจ็บ–ครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา ออกมาตรการช่วยเหลือทหารทุกรายที่บาดเจ็บและยังพักรักษาตัวอยู่ เป็นเงินรายละ 50,000 บาท มอบทุนอาชีพเสริมแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิต/ทุพพลภาพ ทั้งทหารและพลเรือน ด้วยการฝึกอาชีพให้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยมอบเงินทุนตั้งต้นให้รายละ 30,000 บาท(อ้างอิง เพจ GSB Society ธนาคารออมสิน)

2.กัมพูชาส่งตัวคนไทย 27 คน กลับประเทศ หลังกวาดล้างขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2568 ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสระแก้วได้รับตัวคนไทยจำนวน 27 ราย เป็นชาย 14 ราย และหญิง 13 ราย กลับเข้าประเทศไทย โดยสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเสียมราฐ เป็นหน่วยประสานให้รับตัว ภายหลังดำเนินการตรวจสอบข้อมูลบุคคลในระบบสารสนเทศตรวจคนเข้าเมือง ไม่พบข้อมูลการเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร จึงได้ทำการเปรียบเทียบปรับตาม ม.11 พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และตรวจสอบจากข้อมูลในระบบฯ พบว่ามี 4 รายที่เป็นบุคคลตามหมายจับ จึงได้ดำเนินการจับกุมและส่งตัวไปยัง สภ.คลองลึก เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป (อ้างอิง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)

ข่าวบิดเบือน 1 ข่าว คือ แม่ทัพภาคที่ 2 สั่งเคลื่อนย้ายกำลัง เข้ารุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา โดยมีคำชี้แจงจากกองทัพบก ยืนยัน เนื้อหาที่แม่ทัพภาคที่ 2 ให้สัมภาษณ์ ไม่ได้พูดเรื่องการเคลื่อนย้ายกำลัง เพื่อรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา สิ่งที่ได้กล่าว คือ ปราสาทตาควายอยู่ภายใต้อธิปไตยของไทย ซึ่งในช่วงที่มีการปะทะที่ผ่านมา พยายามเข้าไปยึดด้วยการวางกำลัง แต่ยังไม่สำเร็จ จึงได้ทำการวางกำลังบริเวณด้านนอก ห่างจากตัวปราสาท 30 เมตร และในอนาคตจะต้องพยายามนำกลับมาภายใต้การควบคุมของไทยให้ได้ตามขั้นตอนที่เหมาะสม 

พร้อมกล่าวว่าจะเตรียมการนำเรื่องต่าง ๆ ไปพูดคุยเจรจาในวงเจรจาในกรอบการประชุม RBC ที่จะเกิดขึ้นใน 2 สัปดาห์ และย้ำถึงจุดยืนว่าไทยจะไม่ถอยจากแนวการวางกำลังเดิม ดังนั้น จึงไม่ใช่ความพยายามที่มีการยั่วยุ และมีการวางแผนใช้กำลังทางทหารต่อกรณีปราสาทตาควาย ในห้วงเวลาปัจจุบันอย่างที่มีการกล่าวอ้างแต่อย่างใด (อ้างอิง กรมประชาสัมพันธ์ เพจ NBT Connext)

– วันที่ 12 ส.ค. 2568 : พบ 2 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ 12 ส.ค. 68 ทหารไทยเหยียบกับระเบิดอีกครั้ง บริเวณปราสาทตาเมือนธมเหตุเกิดเวลาประมาณ 09.10 น. ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บสูญเสียขา 1 นาย ได้ลำเลียงส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาแล้ว (อ้างอิง กองทัพบก กระทรวงกลาโหม)

ข่าวบิดเบือน 1 ข่าว คือ ไทยเตรียมฟ้องศาลโลก เรียกค่าเสียหายจากกัมพูชา ไทยประกาศไม่ยอมรับในเขตอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice: ICJ) หรือ ศาลโลก มาตั้งแต่ปี 2503 จนถึงปัจจุบัน แต่ไทยจะยื่นหลักฐานต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เอาผิดกัมพูชา เป็นอาชญากรสงคราม มีการทำร้ายพลเรือนอย่างชัดเจน

เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ได้มีหนังสือถึงประธานการประชุมรัฐภาคีของอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 (ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2568) ร้องเรียนการละเมิดพันธกรณีของกัมพูชาในพื้นที่บริเวณช่องโดนเอาว์-กฤษณา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้มีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเรียบร้อยแล้ว และจากการตรวจสอบหลักฐานพบว่า เป็นทุ่นระเบิดที่วางใหม่ ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

– วันที่ 13 ส.ค. 2568 : พบ 4 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 3 ข่าว ประกอบด้วย

1.สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ขอให้อพยพออกจากพื้นที่ กองทัพบก ยืนยัน ข้อเท็จจริงในปัจจุบัน สถานการณ์ชายแดนตลอดแนว กองกำลังสุรนารี อยู่ในภาวะปกติ มีการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ ยังไม่มีการปะทะหรือสู้รบแต่อย่างใด (อ้างอิง เพจกองทัพภาคที่ 2)

2.ทุ่นระเบิดที่พบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นของเก่าและฝังอยู่ในเขตกัมพูชา อ้างถึงเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบกับระเบิดเมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2568 โดยทหารนายดังกล่าวอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนตามแนวชายแดนไทย บนเส้นทางประจำ ห่างจากปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ ประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งกองทัพบก ยืนยัน เหตุการณ์นี้เป็นหลักฐานชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลง และไม่เคารพต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งห้ามใช้และวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลทุกชนิด นับเป็นการลอบโจมตีที่มีเป้าหมายต่อกำลังพลฝ่ายไทยโดยตรง และเกิดขึ้นในเขตแดนไทย(อ้างอิง ทีมโฆษกกองทัพบก)

3.กองทัพไทยเตรียมเปิดการโจมตีกัมพูชา ในคืนวันที่ 13 และเช้าวันที่ 14 สิงหาคม สืบเนื่องจากที่ฝั่งกัมพูชาอ้างว่า ฝ่ายไทยมีคำสั่งปิดโรงเรียน อพยพประชาชนในพื้นที่บ้านด่าน ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งกองทัพบก ตรวจสอบแล้ว ยืนยันว่า ไม่มีการสั่งอพยพหรือปิดโรงเรียนในพื้นที่บ้านด่าน โรงเรียนบ้านด่านยังเปิดตามปกติ ส่วนโรงเรียนบางแห่งในตำบลด่านฯ เพียงเลื่อนการเปิดเรียน On-site ออกไปจนกว่าจะเตรียมการสอนได้ตามจะปกติ (อ้างอิง ทีมโฆษกกองทัพบก)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ กองทัพ ปิดรับการสนับสนุนลวดหนามหีบเพลงแล้ว โดยกองทัพภาคที่ 2 ขอแจ้งว่า ขณะนี้ได้รับลวดหนามหีบเพลงเพียงพอต่อความต้องการใช้งานแล้ว ดังนั้น เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่เกิดการรับเกินความจำเป็น (อ้างอิง เพจกองทัพภาคที่ 2)

– วันที่ 14 ส.ค. 2568 : พบ 5 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว ประกอบด้วย 

1.สั่งอพยพประชาชนบ้านด่าน จ.สุรินทร์ ออกจากพื้นที่เสี่ยงชายแดนไทย-กัมพูชา กองทัพบก ยืนยัน (ณ วันที่ 14 ส.ค. 2568) ยังไม่มีการสั่งอพยพหรือปิดโรงเรียนในพื้นที่บ้านด่าน โรงเรียนบ้านด่านยังเปิดตามปกติ ส่วนโรงเรียนบางแห่งในตำบลด่าน เพียงเลื่อนการเปิดเรียน On-site ออกไปจนกว่าจะเตรียมการสอนได้ตามปกติ (อ้างอิง เพจทีมโฆษกกองทัพบก)

2.รัฐบาลเตรียมยุบ ศบ.ทก. เพื่อแสดงความจริงใจต่อกัมพูชา สภาความมั่นคงแห่งชาติ ยืนยัน ยังไม่มีคำสั่งให้ยุบ ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย- กัมพูชา (ศบ.ทก.)(อ้างอิง เพจศูนย์เฉพาะกิจฯ ชายแดนไทย-กัมพูชา – Team Thailand)

ข่าวจริง 1 ข่าว วันที่ 13 ส.ค. 2568 พบโดรนกว่า 20 ลำ บินข้ามมาฝั่งไทยทางเขาสัตตะโสม เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2568 เวลา 19.56 น. หน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่รายงานการตรวจพบ โดรน 20 ลำ บินจาก เขาพนมประสิทธิโส ฝั่งกัมพูชา มุ่งหน้า สัตตะโสม ฝั่งไทย ซึ่งมีการถ่ายภาพวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน (อ้างอิง เพจสำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม)

ข่าวบิดเบือน 2 ข่าว ประกอบด้วย 

1.แรงงานกัมพูชาในไทยแห่กลับบ้านกว่า 8 แสนคน ในส่วนของชาวกัมพูชาในไทยที่ประสงค์จะเดินทางข้ามกลับไปยังกัมพูชามีจำนวนมาก แต่มิได้เฉียด 8 แสนคน ตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด (อ้างอิง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)

2.งบจัดคอนเสิร์ต EDM ของกระทรวงวัฒนธรรม สูงกว่างบเยียวยาทหาร โดยเมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2568 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ชี้แจงว่า เป็นข่าวที่มีการบิดเบือนความจริง และมีความพยายามปลุกปั่นให้เกิดความเข้าใจผิด โดยมุ่งโจมตีนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมท่ามกลางสถานการณ์ของประเทศที่มีความอ่อนไหว 

และยืนยันว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นหน่วยงานหลักในการจัดงานดังกล่าว ไม่ใช่กระทรวงวัฒนธรรมแต่อย่างใด ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เผยแพร่เอกลักษณ์วัฒนธรรมไทยต่อชาวโลก สำหรับส่วนที่มีการเปรียบเทียบการจัดงานกับงบประมาณในการช่วยเหลือเยียวยากับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชานั้น ทางรัฐบาลได้มีการเตรียมงบประมาณที่จะนำมาเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสียอย่างสมเกียรติ โดยรัฐบาลจะพิจารณาถึงความเหมาะสมและความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณอย่างดีที่สุด (อ้างอิง สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม)

– วันที่ 15 ส.ค. 2568 : พบ 2 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 1 ข่าว คือ ทหารกัมพูชารื้อถอนลวดหนามในเขตแดนไทย จากคลิปวิดีโอที่อ้างว่าเป็นการรื้อถอนลวดหนาม ในพื้นที่จุ๊บตะโมก บริเวณปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ หลังการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยทหารในพื้นที่ประจำปราสาทตาเมือนธม ได้รับการยืนยันว่า ไม่ปรากฏเหตุการณ์หรือการปฏิบัติใด ๆ ของทหารกัมพูชาตามที่มีการกล่าวอ้าง (เพจศูนย์เฉพาะกิจฯ ชายแดนไทย-กัมพูชา – Team Thailand)

ข่าวบิดเบือน 1 ข่าว หลักหมุด RF80 เป็นหลักฐานสำคัญ ชี้ชัดเขตแดนไทยกัมพูชา โดยหลักหมุด RF80 หมายเลข 10 , 8 และ 2 ที่พบในคลิปวิดีโอตามภาพข่าว เป็นหลักหมุดที่ใช้ในการกำหนดเขตแนวป่าคุ้มครองของจังหวัดสุรินทร์ ใช้กำหนดหลักเขตการปกครองและการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ภายในประเทศ ตั้งอยู่ในแนวเส้นทางปราสาทตาควายไปจนถึงปราสาทตาเมือนธม

แม้หลักหมุดดังกล่าวจะเป็นหลักฐานสำคัญที่ระบุว่า ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด ปราสาทตาเมือน และปราสาทตาควาย อยู่ในเขตแดนประเทศไทย โดยอยู่ลึกเข้ามาในเขตแดนประเทศไทย และไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อนกับกัมพูชาแต่อย่างใด แต่หลักหมุด RF80 “ไม่มีผล” ต่อการกำหนดเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชาตามกฎหมายระหว่างประเทศ การแบ่งเขตแดนต้องดำเนินการผ่าน JBC เท่านั้น ไม่สามารถอ้างหมุด RF80 เพื่อ “ขีดเส้นพรมแดนรัฐต่อรัฐ” ได้

สำหรับการแบ่งเขตแดนบริเวณเขาพระวิหารนั้น ได้อ้างอิงตามคำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ที่ตัดสินให้อธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา โดยอ้างอิงจาก “แผนที่ภาคผนวก 1” (Annex I Map) ซึ่งเป็นแผนที่ที่จัดทำโดยฝรั่งเศสในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 (อ้างอิง กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม)

– วันที่ 16 ส.ค. 2568 : พบ 1 ข่าว เป็นข่างปลอม ทหารกัมพูชา 18 นาย ถูกกองทัพไทยลักพาตัวไปหลังการหยุดยิง และถูกทรมานอย่างโหดร้าย(อ้างอิง เพจกองทัพภาคที่ 2)

สรุปรวมระหว่างวันที่ 5 – 16 ส.ค. 2568 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (ประเทศไทย) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดำเนินการตรวจสอบไปทั้งสิ้น 43 ข่าว แบ่งเป็นข่าวปลอม 16 ข่าว ข่าวจริง 20ข่าว และข่าวบิดเบือน 7 ข่าว โดยมีข้อสังเกตว่า ในส่วนของข่าวปลอมและข่าวจริง พบการอธิบายอย่างละเอียดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงวันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 ที่จะเน้นอธิบายไปที่ข่าวบิดเบือนเป็นหลัก

ThaiPBS Verify 

– วันที่ 7 ส.ค. 2568 ดำเนินการ 2 ข่าว คือ 

1.โพสต์อ้างคลิปคนไทย “จัดฉากหลบภัย” แท้จริงเป็นคลิปเก่าไม่เกี่ยวข้องเหตุการณ์ไทย-กัมพูชา มีผู้ใช้แอปพลิเคชัน X ชาวต่างชาติรายหนึ่งโพสต์ข้อความพร้อมคลิป อ้างว่า ประเทศไทยมีการจัดฉากถ่ายทำภาพประชาชนที่หลบในหลุมหลบภัย จากเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยระบุข้อความเป็นภาษาอังกฤษ ว่า Thailand people are skilled in storytelling and entertaining the world  just observe them playing the role of the victim #ThailandCambodiaWar #ThailandOpenedFire #ThailandStartedTheWar (คนไทยมีความสามารถในการเล่าเรื่องและสร้างความบันเทิงให้กับโลก สังเกตได้จากรับบทเป็นเหยื่อ ที่กำลังแสดงอยู่ในขณะนี้)

จากการตรวจสอบคลิปวิดีโอที่แนบมาด้วยคำสำคัญ จากชื่อเจ้าของบัญชีที่อยู่ในคลิปดังกล่าว พบว่า ตรงกับวิดีโอที่เคยถูกโพสต์ผ่านเพจ Facebook ของแรปเปอร์ชาวชนเผ่าพื้นเมืองกะเหรี่ยง เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2568 และเจ้าของโพสต์ได้แชร์คลิปดังกล่าวอีกครั้ง เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2568  ภาษาที่ใช้สนทนาในคลิปวิดีโอดังกล่าวคือภาษากะเหรี่ยงปกาเกอะญอ ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้กันในกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง

ซึ่งเป็นการโพสต์ไว้ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย – กัมพูชา ที่เริ่มมีรายงานการยกระดับสถานการณ์ของความรุนแรง จนประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้รับความเสียหาย เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568จากนั้น ชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ จึงได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ได้มีการยิงปะทะกันที่ปราสาทตาเมือนธม ขอให้ประชาชนใน อ.พนมดงรัก หลบอยู่ในหลุมหลบภัยใกล้บ้าน และเตรียมอพยพไปศูนย์พักพิงชั่วคราว

2.คลิป-กราฟิก หัวหน้าพรรคประชาชน ประฌาม รพ. ไม่รักษาคนกัมพูชา ที่แท้ถูกบิดเบือนจากแถลงการณ ตรวจสอบพบคลิป Reel บน Facebook ชื่อบัญชี สมาคมหวยในประเทศไทย แชร์คลิปที่มีการใช้ภาพกราฟฟิกใบหน้าของนาย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคพลังประชาชน และภาพผู้ป่วย พร้อมข้อความ ระบุว่า “ในฐานะผมอยู่พรรคประชาชนขอประฌามโรงพยาบาลอุบลคิดปฏิเสธรักษาคนเขมรเป็นคนไทยที่ทำตัวแย่มาก”  โดยมีความยาวคลิป 0.13 วินาที ใช้เสียงในคลิปกล่าวว่า “หัวหน้าพรรคประชาชน ขอประฌามโรงพยาบาลสรรพสิทธิที่ปฏิเสธไม่รักษาคนเขมร แย่มากเลยโรงพยาบาลนี้ ว่าอย่างนั้นใช่ไหมเท้ง” โพสต์เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2568

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบพว่า ในวันที่ 31 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก พรรคประชาชน – People’s Party ได้โพสต์ แถลงการณ์ กรณีที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี ออกหนังสือประกาศเรื่องการยกเลิกปฏิบัติงานชั่วคราวของผู้สื่อสารชาวกัมพูชา และการให้บริการผู้ป่วยชาวกัมพูชา โดยมองว่า การเลือกปฏิบัติของโรงพยาบาลในการรักษาผู้ป่วย ถือว่าขัดต่อหลัก International Humanitarian Law จะทำให้ประเทศไทยเสียหายมากในเวทีโลก และเสี่ยงต่อการถูกกัมพูชานำไปขยายผลในเวทีระหว่างประเทศ

จากนั้นในวันที่ 2 ส.ค. 2568 พรรคประชาชนได้กล่าวปฏิเสธข้อความและคำพูดในภาพดังกล่าวเป็นเท็จ สำหรับความเห็นของพรรคประชาชนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีเพียงในโพสต์ของพรรค ซึ่งไม่ได้มีการใช้ถ้อยคำหรือความหมายที่ใกล้เคียงกับที่ปรากฏในภาพแต่อย่างใด โดยเป็นเพียงการแสดงความเห็นเรื่องข้อควรระวังในการทำให้ประเทศไทยไม่เสียเปรียบกัมพูชาในเวทีโลก ด้วยการยึดหลักกฎหมายและหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ตามอนุสัญญาเจนีวา ที่ประเทศไทยได้เป็นภาคี เน้นย้ำว่าแนวทางการสื่อสารของพรรคสอดคล้องกับที่ทางโรงพยาบาลดังกล่าวเองได้ดำเนินการสื่อสารในเวลาต่อมา รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และโรงพยาบาลในจังหวัดใกล้เคียงสื่อสารยืนยันด้วย

– วันที่ 13 ส.ค. 2568 : ดำเนินการ 2 ข่าว คือ 

1.ภาพปราสาทอ้างเป็น ‘ภูมะเขือ’ ศรีสะเกษ แท้จริงสร้างจาก AI พบโพสต์ในเฟซบุ๊กชื่อบัญชี ออมสินฟาร์ม โพสต์ภาพมีลักษณะเป็นปราสาทตั้งอยู่บนหน้าผา พร้อมข้อความระบุว่า “ที่นี่ภูมะเขือ สถานที่ที่เหล่านางฟ้าและคุรุเทวดาตลอดทั้งบรรพบุรุษวีรชนผู้กล้ารักษาไว้ให้กับเราคนไทยทุกคนครับ” แต่เมื่อนำภาพดังกล่าวไปตรวจสอบผ่าน  Google Lens พบว่าภาพดังกล่าวมีการแชร์ในไปในช่องทางโซเชียลมีเดียในลักษณะดียวกันจำนวนมาก จึงได้ทำการตรวจสอบภาพผ่านเว็บไซต์ wasitai พบว่าเป็นภาพที่สร้างจาก AI

อีกทั้งเมื่อตรวจสอบด้วยเครื่องมือ Google Earth พบภูมะเขือเป็นพื้นที่ป่า ไม่ได้มีลักษณะเป็นปราสาทตามโพสต์ดังกล่าว นอกจากนั้น สอบถามไปยัง พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ยืนยันว่า ในพื้นที่ภูมะเขือไม่มีปราสาท เหมือนกับภาพที่มีการนำมากล่าวอ้างแต่อย่างใด แม้กระทั่งโพสต์บนเฟซบุ๊ก Wanchana Sawasdee ของ พล.ต.วันชนะ สวัสดี  รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2568 ที่โพสต์คลิปเกี่ยวกับภูมะเขือ ที่ไทยสามารถสถาปนาความมั่นคงด้วยการปังธงประเทศไทยในพื้นที่ได้แล้ว ก็เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าไม่มีปราสาทตามโพสต์เช่นกัน

2.ชาวกัมพูชาโพสต์คลิปอ้างครอบครัวทหารไทยประท้วงให้นำร่างกลับ แท้จริงเป็นคลิปม็อบที่ดินสวนยางใน จ.นครศรีฯ ตรวจสอบเพจเฟซบุ๊กชื่อ “បោយ រើយ” ซึ่งเป็นบัญชีของชาวกัมพูชา ที่มีผู้ติดตามราว 13,000 คน เนื้อหาส่วนใหญ่นำเสนอเกี่ยวกับข่าวสารด้านการทหารของกัมพูชา และความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา โพสต์คลิปของม็อบจำนวนมาก พร้อมข้อความระบุว่า “គ្រួសារពលរដ្ឋ ថៃ ដែលទាហានបាត់ខ្លួន ដែលបាញ់គ្នាជាមួយ កម្ពុជា 5 យប់ 6ថ្ងៃ នាំគ្នាតវ៉ា អោយរដ្ឋាភិបាល និង មេទាហាន បង្ហាញសាកសព បើស្លាប់យកសពអោយ កុំទុកអោយត្មាតស៊ី បើនៅរស់ បង្ហាញមុខ !” ทั้งนี้เมื่อแปลด้วยเครื่องมือ Google Translate แปลข้อความดังกล่าวได้ว่า “ครอบครัวของคนไทยที่ทหารสูญหายหลังการสู้รบกับกัมพูชาเป็นเวลา 5 คืน 6 วัน กำลังประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลและผู้นำทหารนำศพมาแสดง หากพวกเขาเสียชีวิต ให้เก็บศพไว้และอย่าปล่อยให้เป็นสาธารณะ” ซึ่งคลิปดังกล่าวถูกโพสต์ไปเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2568 

แต่เมื่อนำภาพนิ่งจากคลิปดังกล่าวมาตรวจสอบผ่าน Google Lens ก็พบข่าวจากเพจเฟซบุ๊ก สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช มีการโพสต์ภาพนิ่งการประท้วงข้อพิพาทที่ดินทำกินสวนยางพาราใน ต.กรุงหยัน อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งภาพดังกล่าวมีสภาพทางกายภาพใกล้เคียงกับในคลิป และเมื่อนำคลิปดังกล่าวมาทำการค้นหาภาพย้อนหลังด้วยคีย์เฟรมจากเครื่องมือตรวจสอบภาพดิจิทัล InVid-WeVerify ก็พบว่า ชายที่อยู่ในคลิปดังกล่าว ตรงกับภาพจากโพสต์ของเพจ สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช ที่ได้โพสต์เอาไว้เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2568 อีกด้วย

ทั้งนี้ สำนักข่าว Thai PBS ได้รายงานข่าวเหตุการณ์ชุมนุมเรียกร้องที่ดินทำกินในพื้นที่การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ต.กรุงหยัน อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นมีการปะทะกันจนทำให้มีผู้บาดเจ็บ 14 คน แต่ไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา แต่อย่างใด

สรุปรวมระหว่างวันที่ 5 – 16 ส.ค. 2568 ThaiPBS Verify ซึ่งตรวจสอบเฉพาะข่าวปลอม ดำเนินการไปทั้งสิ้น 4 ข่าว โดยจุดเด่นของ ThaiPBS Verify ด้วยความที่ต่อยอดมาจากสำนักข่าว ThaiPBS ทำให้นอกจากจะตรวจสอบข่าวปลอมด้วยเครื่องมือดิจิทัลแล้ว ยังสามารถใช้ความเป็นสื่อมวลชน เข้าถึงแหล่งข่าวเพื่อสอบถามเพิ่มเจิมได้ด้วย 

AFP Fact Check

– วันที่ 6 ส.ค. 2568 พบ 3 ข่าว ประกอบด้วย 

1.Video from Myanmar conflict falsely shared as Thailand-Cambodia dispute โดยเมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2568 พบบัญชีเฟซบุ๊ก Ketua Miya โพสต์คลิปวิดีโอประกอบภาพชายกลุ่มหนึ่งบรรทุกรถบรรทุกยิงใส่ผู้คนหลายคนบนถนน พร้อมคำบรรยายว่า #สงครามกัมพูชาปะทะไทยสุดสยอง” “#สงครามกัมพูชา-ไทยอันน่าสะพรึงกลัว”

อย่างไรก็ตาม ภาพดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา โดยสามารถเห็นคน2 คนบนรถบรรทุกสวมหมวกที่มีตราสัญลักษณ์เป็นธงสีแดงมีดาวสีขาวอยู่ที่มุมบนซ้าย ซึ่งตรงกับธงของกลุ่ม PDF อันเป็นกองกำลังติดอาวุธฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารที่ทำรัฐประหารในเมียนมา นอกจากนั้น นักข่าว AFP ที่พูดภาษาพม่าได้ก็ยืนยันว่าบุคคลในวิดีโอพูดภาษาพม่าตลอดทั้งคลิป ขณะที่หน้าร้านหลายแห่งก็มีป้ายโฆษณาที่เขียนเป็นภาษาพม่า

AFP ยังสืบค้นต่อไปจนพบกลุ่มที่เชื่อมโยงกับกลุ่ม PDF ซึ่งกลุ่มดังกล่าวได้โพสต์วิดีโอที่คล้ายกันในวันก่อนหน้า พร้อมคำบรรยายภาพภาษาพม่าว่า กลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารโจมตีทหาร 5 นายจากสถานีทหารใน Zigon ขณะที่พวกเขากำลังเดินทางกลับจากการซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2568 โพสต์ดังกล่าวยังระบุด้วยว่าทหาร 4 นายเสียชีวิตในการสู้รบ ซึ่งสามารถเห็นชายคนเดียวกันที่สวมใส่เสื้อผ้าแบบเดียวกันในวิดีโอทั้งสอง

AFP ยืนยันได้ว่าวิดีโอดังกล่าวถ่ายทำในเมืองโดยใช้ชื่อร้านทองที่เห็นในวิดีโอเมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2568 ซึ่งสอดคล้องกับภาพภายนอกร้านที่โพสต์บนเพจ Facebook เมื่อเดือน ม.ค. 2564 ภาพหน้าจอจากวิดีโอนี้ยังใช้ในรายงานข่าวเมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2568 เกี่ยวกับการโจมตีโดยสำนักข่าวท้องถิ่น Democratic Voice of Burma

2.Old blast videos falsely linked to Southeast Asia conflict มีการเผยแพร่คลิปวีดีโอการโจมตีทางอากาศและเครื่องบินตก เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 โดยอ้างถึงสถานการณ์ปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชา อย่างไรก็ตาม พบว่าเป็นคลิปที่เคยถูกโพสต์มาก่อนสถานการณ์ดังกล่าวจะเริ่มขึ้น อาทิ คลิปวีดีโอเครื่องบินสูญเสียระดับความสูงและตกกระแทกพื้น ทำให้เกิดลูกไฟขนาดใหญ่ มีคำบรรยายเป็นภาษาพม่าว่าเครื่องบิน F-16 ของไทยถูกกัมพูชายิงตก เมื่อตรวจสอบด้วยเครื่องมือ Google Lens พบว่า คลิปดังกล่าวเคยถูกเผยแพร่โดยสำนักข่าว Pravda ของรัสเซีย เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2568 

โดยพาดหัวข่าวระบุว่า โดรนเจอเรเนียมโจมตีเป้าหมายในคาร์คิฟ โดยใช้การสะกดอีกแบบหนึ่งสำหรับเมืองคาร์คิฟ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของยูเครน นอกจากนั้น การค้นหาคำสำคัญเพิ่มเติมพบวิดีโอในช่อง Telegram ชื่อ “voenacher” ซึ่งได้แชร์ตำแหน่งการโจมตีในโพสต์อื่นลงวันที่ 26 เม.ย. 2568 โดยปล่องไฟที่มองเห็นได้ในวิดีโอ ซึ่งอยู่ในพื้นที่สีเขียวข้างลานจอดรถในเมืองคาร์คิฟ สามารถมองเห็นได้จากภาพถ่ายดาวเทียมของ Google Maps 

ขณะที่คลิปวิดีโอการโจมตีทางอากาศ มีคำบรรยายว่า การปะทะระหว่างไทย-กัมพูชากำลังทวีความรุนแรงขึ้น ฐานทัพกัมพูชาจะถูกโจมตีและทำลายพบว่าเคยมีการโพสต์ไว้ตั้งแต่วันที่ 6 มิ.ย. 2568 สำนักข่าว Newsflare ได้เผยแพร่วิดีโอดังกล่าวพร้อมคำบรรยายบางส่วนว่า “เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2568 ที่เมืองลุตสค์ ประเทศยูเครน วิดีโอบันทึกภาพการระเบิดหลายครั้งที่เกิดจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธสี่ลูกในเขตอุตสาหกรรมของเมือง”

3.Cambodia rally image falsely linked to Thailand conflict มีโพสต์บน TikTok เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2568 เป๋นภาพกลุ่มชาวกัมพูชา พร้อมคำบรรยายภาษาไทย ระบุว่า ชาวกัมพูชาประท้วง ฮุน เซน ประธานวุฒิสถา และอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา เรียกร้องให้ค้นหาทหารแนวหน้าที่ไม่สามารถติดต่อได้ เสียสละชีวิตเพื่อชาติแต่ถูกทิ้งไว้ราวกับศพไร้ญาติ แต่เมื่อใช้เครื่องมือตรวจสอบภาพย้อนกลับของ Google พบว่า เป็นภาพการชุมนุมประท้วงของชาวกัมพูชา เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2568 หรือ 2 สัปดาห์ก่อนการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชาจะเริ่มขึ้น 

ซึ่งการประท้วงในภาพดังกล่าว ตามรายงานของเว็บไซต์ข่าวกัมพูชา CJ News เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2568 ระบุว่า พ่อค้าแม่ค้าในตลาด Chhnuk Trou เมืองกำปงชนัง ได้รวมตัวกันเรียกร้องให้ ฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชา เข้ามาช่วยเหลือ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของเมืองกำปงชนังใช้กำลังไล่รื้อแผงค้า

– วันที่ 11 ส.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ AI-generated visuals depicting daughters of Thai soldiers killed in border clash spread online มีเฟซบุ๊กโพสต์ภาพและข้อความเป็นถาษาไทย ระบุว่า “อย่าเลื่อนผ่านตรงนี้ไป เว้นแต่คุณจะใจร้าย โปรดส่งกำลังใจให้นักเรียนและลูกสาวของทหารกล้าที่ปกป้องแผ่นดิน” เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2568โพสต์ดังกล่าวประกอบด้วยภาพ 2 ภาพของเด็กผู้หญิงในชุดนักเรียนถือกรอบรูปทหาร และภาพฉากงานศพที่มีโลงศพคลุมด้วยธง อีกทั้งมีคำบรรยายภาพว่า “จุฬาฯ มอบทุนการศึกษาเต็มจำนวน แก่บุตรและคู่สมรสของวีรบุรุษผู้เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องประเทศไทย”

โพสต์เหล่านี้ปรากฏขึ้นหลังจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยของไทยประกาศเมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2568 ว่าจะมอบทุนการศึกษาฟรีให้กับบุตรและคู่สมรสของทหารไทย ตำรวจตระเวนชายแดน และพลเรือนที่เสียชีวิตระหว่างการเผชิญหน้าทางทหารกับกัมพูชา อย่างไรก็ตาม ด้วยความสามารถในการตรวจจับภาพที่สร้างโดย AI ซึ่งใช้เทคโนโลยี SynthID ของ Google ซึ่งเปิดตัวโดยห้องปฏิบัติการ AI ของ DeepMind ในปี 2566 โดยฟีจอร์ About this image บ่งชี้ว่า ระบุว่าวิดีโอดังกล่าวถูกสร้างด้วย AI

นอกจากนั้น ยังพบความผิดปกติทางภาพที่เห็นได้ชัดเจนของภาพที่สร้างโดย AI ซึ่งรวมถึงป้ายชื่อที่อ่านไม่ออกบนเครื่องแบบนักเรียนและธงที่ไม่ตรงกัน โดยเครื่องแบบนักเรียนมีป้ายชื่อที่ผิดรูป ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในภาพที่สร้างโดย AI โดยภาษาที่ควรจะอ่านได้ถูกแทนที่ด้วยข้อความที่อ่านไม่ออก และธงที่แสดงในภาพถ่ายงานศพไม่ตรงกับธงชาติไทย แต่กลับมีลักษณะคล้ายธงชาติคอสตาริกา ซึ่งมีสีคล้ายกันแต่มีการจัดเรียงแถบสีที่ต่างกัน

วันที่ 12 ส.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.Video shows hornbills in southern Thailand, not ‘vultures feeding on soldiers’ bodies’ มีการโพสต์คลิปวีดีโอเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2568 เป็นภาพนกเกาะต้นไม้อย่างหนาแน่น โดยมีคำบรรยายเป็นภาษาเขมรว่า “แร้งและอีกาจำนวนมากกำลังจิกกินศพทหาร (ไทย)” , “ทหารไทย โปรดมารับศพไปเสียที หยุดทำร้ายประชาชนของตนเองเสียที พวกเขามีครอบครัวที่ต้องดูแล!” แต่จากการตรวจสอบย้อนกลับ ก็ไปพบคลิปวีดีโอเดียวกันถูกโพสต์ไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2568 ในบัญชีเฟซบุ๊ก Somchai Choosiri คำบรรยายใต้ภาพระบุว่า“นกเงือกปากกว้างฝูงใหญ่กำลังรวมฝูงและนอนใกล้ชิดกัน” และระบุสถานที่คือ จ.พัทลุง ทางภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทย-กัมพูชาหลายร้อยกิโลเมตร

2.Video from Malaysian airshow in 2023 falsely linked to Cambodia-Thailand clash มีการโพสต์คลิปวิดีโอบน TikTok เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2568 แสดงให้เห็นเครื่องบินสามลำปล่อยควันสีแดงและสีน้ำเงินระหว่างบิน พร้อมบรรยายว่า “ประเทศไทยใช้ควันพิษในดินแดนของตน กัมพูชาส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตของประชาชนชาวกัมพูชา นี่คือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษยชาติและเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ”

อย่างไรก็ตาม การค้นหาภาพย้อนกลับบน Google โดยใช้คีย์เฟรมจากโพสต์ปลอม พบวิดีโอเวอร์ชันที่ยาวกว่าและไม่ผ่านการครอบตัดบน TikTok เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2568 พร้อมคำบรรยายภาพว่า “#limalangkawi” โดยผู้โพสต์ที่ใช้ชื่อว่า @zainalabidinhassanal ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2568 ว่า วิดีโอดังกล่าวถูกถ่ายในช่วงงานนิทรรศการทางทะเลและอวกาศนานาชาติลังกาวี (LIMA) ซึ่งจัดขึ้นทุก 2 ปี โดยถ่ายไว้ตั้งแต่เมื่อปี 2566 งานนี้จัดขึ้นที่ศูนย์แสดงสินค้านานาชาติมะห์สุรี ซึ่งอยู่ติดกับสนามบินนานาชาติลังกาวี ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ นอกชายฝั่งทางตอนเหนือของมาเลเซีย

วันที่ 14 ส.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ Old clip of casino fire falsely shared as ‘arson targeting Thai workers in Cambodian scam centre’สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2568 มีการแชร์คลิปวีดีโอบน TikTok เป็นเหตุการณ์เพลิงไหม้ พร้อมคำบรรยายภาษาไทย แปลได้ว่า ชาวกัมพูชาเผาอาคารศูนย์หลอกลวง (ฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์) ซึ่งมีคนไทยติดอยู่ภายในจำนวนมาก คนไทยถูกขอให้อพยพ เนื่องจากเพลิงอาจลุกลามไปยังอาคารอื่นๆ ในปอยเปตได้

แต่เมื่อค้นหาภาพย้อนกลับโดยใช้คีย์เฟรมของวิดีโอบน Google พบวิดีโอ TikTok ที่เหมือนกัน ซึ่งเผยแพร่ไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.2565 คำบรรยายภาษาไทยระบุว่า ช่วงเวลาที่ผู้คนคลานออกมาเพื่อหนี #ไฟไหม้ปอยเปต ขณะที่ AFP เองก็เคยรายงานข่าวว่า เมื่อต่ำวันที่ 28 ธ.ค. 2565 เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่กาสิโนและโรงแรมแกรนด์ไดมอนด์ซิตี้ ในปอยเปต เมืองชายแดนกัมพูชาติดกับประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 26 ราย เบื้องต้นพบเป็นชาวไทย 17 รายชาวมาเลเซีย 1 ราย และชาวเนปาล 1 ราย ต่อมาทางการกัมพูชาได้ยืนยันว่าเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร และภาพถ่ายจาก Google Street View ในเดือน ก.พ. 2566 ยืนยันว่าองค์ประกอบในวิดีโอตรงกับอาคารแกรนด์ไดมอนด์ซิตี้และบริเวณโดยรอบ

สรุปรวมระหว่างวันที่ 5 – 16 ส.ค. 2568 AFP Fact Check ซึ่งตรวจสอบเฉพาะข่าวปลอม ดำเนินการไปทั้งสิ้น 7 ข่าว แม้จะมีปริมาณไม่มาก แต่จุดเด่นสำคัญคือนอกจากจะยืนยันว่าเป็นข่าวปลอมพร้อมอธิเบายกระบวนการตรวจสอบแล้วยังพยายามไปให้ถึงต้นตอของภาพหรือคลิปวีดีโอนั้นด้วย

ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย

ในช่วงวันที่ 5 – 16 ส.ค. 2568 ตรวจสอบรวม  9ข่าว ดังนี้ 

– วันที่ 5 ส.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ กรมศิลปากรระบุ “แผ่นดินสำคัญกว่าตัวปราสาท ต่อให้ปราสาทพัง ก็บูรณะใหม่ได้” (ข่าวบิดเบือนสืบเนื่องจากผู้ใช้ติ๊กตอกและเฟซบุ๊กเผยแพร่ข้อความที่อ้างว่ากรมศิลปากรพร้อมให้ทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร เพราะสามารถบูรณะใหม่ได้ เช่น ผู้ใช้ติ๊กตอกรายหนึ่งโพสต์ภาพปราสาทหินและฝังข้อความว่า “กรมศิลป์พูดแทนคนไทย ปราสาทเป็นผงเราก็ซ่อมได้ แต่แผ่นดินหาย อาจไม่ได้กลับมา”  

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 5 ส.ค. 2568 กรมศิลปากรชี้แจงผ่านศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลฯ ว่า กรมศิลปากรไม่เคยมีนโยบายหรือแสดงท่าทีว่าพร้อมให้ทำลายโบราณสถานใด ๆ เพื่อประโยชน์ทางทหาร 

“ความเข้าใจที่ว่าสามารถบูรณะได้จึงทำลายได้ เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน” กรมศิลปากรระบุ “เพราะโบราณสถานคือมรดกทางวัฒนธรรมของชาติและของมนุษยชาติ แม้จะมีความสามารถในการบูรณะก็ไม่อาจทดแทนของจริงได้…ดังนั้น แม้จะสามารถบูรณะได้ ก็ไม่ใช่เหตุผลที่เพียงพอหรือชอบธรรมที่จะยอมให้เกิดความเสียหายขึ้นตั้งแต่แรก”

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ข้อความเท็จนี้เป็นการบิดเบือนเนื้อหารายการโหนกระแสประจำวันที่ 30 ก.ค. 68 ซึ่งได้เชิญ ดร.ทนงศักดิ์ หาญวงษ์ นักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดี มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการบูรณะกลุ่มปราสาทหินตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยชี้ให้เห็นว่านักโบราณคดีของกรมศิลปากรมีความรู้ความสามารถที่จะบูรณะปราสาทหินที่เสียหายจากการสู้รบในอดีตให้กลับมามีสภาพใกล้เคียงของเดิมได้ 

ดร.ทนงศักดิ์กล่าวกับโคแฟคว่า มีผู้นำเนื้อหาในรายการไปบิดเบือนว่านักบูรณะโบราณสถานและกรมศิลปากรพร้อมให้ทำลายปราสาทหินเพื่อรักษาดินแดน เพราะมีความสามารถที่จะบูรณะซ่อมแซมได้

“กรมศิลปากรมีความสามารถที่จะบูรณะโบราณสถานได้ตามหลักวิชาการและมาตรฐานสากลจริง แต่เป็นไปไม่ได้เลยที่นักโบราณคดีหรือกรมศิลปากรจะสนับสนุนให้ทำลายปราสาท คนบูรณะโบราณสถาน ไม่มีใครต้องการให้โบราณสถานถูกทำลาย” ดร.ทนงศักดิ์กล่าว

– วันที่ 6 ส.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.คลิปแร้งและอีการุมทึ้งศพทหารไทย (ข่าวปลอม) สืบเนื่องจากวันที่ 5 ส.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊กชื่อ Army Media ของกัมพูชาซึ่งมีผู้ติดตามเกือบ 1 แสนบัญชี โพสต์คลิปวิดีโอฝูงนกในป่าแห่งหนึ่ง คำบรรยายอ้างว่าเป็นภาพฝูงแร้งและอีกากำลังรุมทึ้งร่างทหารไทย ขอให้ทางการไทยมานำร่างทหารกลับไปเสีย (แปลโดยเครื่องมือแปลภาษาของเฟซบุ๊กและ Google Translate)

ในโพสต์ดังกล่าวมีผู้ใช้โซเชียลมีเดียไทยจำนวนมากให้ข้อมูลว่าเป็นนกเงือกกรามช้างปากเรียบใน จ.พัทลุง โคแฟคจึงได้ติดต่อไปที่อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า จ.พัทลุง เจ้าหน้าที่ตรวจสอบคลิปดังกล่าวแล้ว ยืนยันว่าเป็นนกเงือกกรามช้างปากเรียบในพื้นที่พัทลุง และให้ข้อมูลว่าผู้ถ่ายคลิปนี้คือนายสมชาย ชูศิริ ช่างภาพอิสระใน จ.พัทลุง

นอกจากนั้น ในวันที่ 6 ส.ค. 2568 นายสมชายให้สัมภาษณ์โคแฟคทางโทรศัพท์โดยยืนยันว่าเขาเป็นผู้ถ่ายคลิปนกเงือกกรามช้างปากเรียบที่เพจเฟซบุ๊ก Army Media ของกัมพูชานำไปอ้างเท็จ จุดที่ถ่ายคลิปคือบ้านตะแพน อ.ศรีบรรพต จ.พัทลุง ช่วงพลบค่ำวันที่ 21 ก.ค. 68 และได้เผยแพร่ทางเฟซบุ๊กในวันเดียวกัน ขณะนี้คลิปที่เผยแพร่ในเฟซบุ๊กของนายสมชายมียอดชมกว่า 3.5 ล้านครั้ง จากการเปรียบเทียบภาพในคลิปที่ถ่ายโดยนายสมชายและคลิปที่เพจ Army Media นำไปอ้างเท็จ พบว่ามีความตรงกันหลายจุด รวมทั้งลายน้ำที่เป็นชื่อของเจ้าของคลิปด้วย

2.คลิปพลทหารกัมพูชาวัย 87 ปี รอร่ำลาลูกสาวก่อนไปรบที่ชายแดน (ข่าวบิดเบือนสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force” โพสต์คลิปชายชราสวมเครื่องแบบทหารกัมพูชา เขียนคำบรรยายว่า “พลทหารกัมพูชาวัย 87 ปีกำลังรอเพื่อลาลูกสาว (ลูกสาวเป็นเภสัชชุมชน) เพื่อไปเสริมกำลังที่แนวหน้าชายแดน”

โคแฟคตรวจสอบโดยใช้ Google Reverse Image Search พบว่าผู้ใช้ติ๊กตอกชาวกัมพูชาที่ใช้ชื่อว่า “Nun No Heart” โพสต์คลิปนี้ในช่วงเที่ยงของวันที่ 4 ส.ค. 2568 โดยไม่ได้มีคำบรรยายใด ๆ ที่ระบุว่าชายชราคนนี้มาร่ำลาลูกสาวเพื่อเตรียมตัวออกไปสู้รบ แต่ผู้โพสต์ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมในคอมเมนต์ว่าคุณตาไม่สบายและมาซื้อยาในจังหวัดมณฑลคีรี เธอพบเห็นโดยบังเอิญและรู้สึกสงสารจึงถ่ายคลิปไว้ โพสต์นี้มีคนไทยจำนวนมากเข้าไปแสดงความสงสารและเห็นใจ 

ต่อมาในวันที่ 6 ส.ค. 68 เวลาประมาณ 17.00 น. เจ้าของบัญชีติ๊กตอกดังกล่าได้โพสต์คลิปเป็นภาษาเขมรและภาษาไทยชี้แจงว่า ชายชราในคลิปที่เธอถ่ายและโพสต์ไม่ได้ถูกสั่งให้ออกไปสู้รบ “สวัสดีพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน ขอบคุณมาก ๆ ที่เป็นห่วงคุณตา จริง ๆ คุณตาไม่ได้ออกไปสู้รบ เขาไม่สบาย แล้ววันนั้นมาหาหมอ บังเอิญเจอแกก็เลยถ่ายคลิปไว้…อยากบอกให้ทุกคนเข้าใจ และขอขอบคุณที่เป็นห่วง เชื่อว่าคนไทยใจดี แล้วก็เชื่อว่าทุกคนไม่อยากให้มีสงคราม แต่มันก็เกิดขึ้นไปแล้ว ทำอะไรไม่ได้ ขอให้ประชาชนทั้งสองฝ่ายปลอดภัย”

โคแฟคติดต่อสอบถามเจ้าของบัญชีติ๊กตอก “Nun No Heart” โดยตรง เธอให้ข้อมูลโดยส่งเป็นคลิปเสียงภาษาไทยตอบกลับมาว่า “จริง ๆ แล้วคุณตาไม่ได้ออกไปสู้รบ แกเป็นทหารเก่าก็เลยใส่ชุดทหารออกมาแค่นั้น คุณตาอายุเยอะแล้ว ข่าวลือที่บอกว่าแกถูกส่งออกไปสู้รบไม่ใช่เรื่องจริง ทุกวันนี้แกก็อยู่บ้านกับลูกกับเมีย”

– วันที่ 7 ส.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.คลิปญาติหามศพทหารกัมพูชาไปเผา (ข่าวปลอมช่วงวันที่ 5 – 6 ส.ค. 2568 ผู้ใช้ยูทูบและอินสตาแกรมแชร์คลิปวิดีโอเป็นภาพชายสองคนถือแคร่ที่มีร่างคนนอนอยู่ คลิปในยูทูปมีข้อความบรรยายว่า “ศพตัวบวมเป่ง #ไทยกัมพูชา #ทหารเขมร” ส่วนคลิปในอินสตาแกรมฝังข้อความว่า “ญาติ ๆ ไปเก็บมาเผากันเองหลังจากถูกทิ้ง น่าสงสาร”

อย่างไรก็ตาม เมื่อใช้ Google Lens ตรวจสอบภาพพบว่าคลิปนี้เคยถูกเผยแพร่โดยบัญชีผู้ใช้ติ๊กตอกชื่อ “makeupthupn” เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 พร้อมคำบรรยายภาษาเวียดนาม แปลความได้ว่า “เบื้องหลังการถ่ายทำ ผลงานของฉัน” และเมื่อนำคำที่สกรีนบนเสื้อชายในคลิปไปสืบค้นพบว่าเป็นชื่อภาพยนตร์เวียดนาม และเมื่อโคแฟคติดต่อไปยังเจ้าของบัญชีติ๊กตอกรายนี้ ก็ได้รับคำยืนยันว่า คลิปดังกล่าวเป็นภาพเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์เวียดนามเรื่อง Kien Detective ซึ่งเธอรับหน้าที่เป็นช่างแต่งหน้าเอฟเฟกต์พิเศษ

2.คลิปปลดป้ายภาษาเขมรที่ห้องคลอด รพ.สุรินทร์ และอ้างว่าโรงพยาบาลใน จ.สุรินทร์ไม่รับรักษาคนกัมพูชา (ข่าวบิดเบือน มีความจริงเพียงบางส่วน) สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกเผยแพร่คลิปบันทึกภาพคนงานกำลังรื้อตัวหนังสือภาษาเขมรที่ห้องคลอดในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เมื่อซูมดูสัญลักษณ์ที่ติดอยู่หน้าประตูห้องเห็นได้ชัดว่าเป็นสัญลักษณ์ของโรงพยาบาลสุรินทร์ 

คลิปนี้ถูกนำไปแชร์ต่ออย่างแพร่หลายในทุกแพลตฟอร์ม ทั้งติ๊กตอก X เฟซบุ๊ก และยูทูบ ซึ่งหลายคลิปยังคงเข้าถึงได้ ณ วันที่ 7 ส.ค. 2568นอกจากนั้นยังมีคำบรรยายว่า “โรงพยาบาลในจังหวัดสุรินทร์ไม่รับคนกัมพูชามารักษาตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ลบตัวอักษรภาษาเขมรออกจากป้ายโรงพยาบาลทั้งหมด”

เรื่องนี้โคแฟคได้ตรวจสอบใน 2 ส่วนคือ 2.1 การปลดป้ายภาษาเขมรที่ห้องคลอด รพ.สุรินทร์ ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นในภาคอีสานซึ่งเดินทางไปที่โรงพยาบาลสุรินทร์เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2568 รายงานว่า“ป้ายห้องคลอดไม่มีภาษาเขมร แต่ส่วนงานอื่นๆ ในโรงพยาบาลยังมีป้ายสามภาษาอยู่ครบ คือ ภาษาไทย อังกฤษ​และเขมร” เช่น เวชศาสตร์ฟื้นฟู สูติ-นรีเวชกรรม และป้ายชื่อโรงพยาบาล

2.2 นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข (โฆษก สธ.) ให้สัมภาษณ์โคแฟคเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2568 ยืนยันว่า สธ. ไม่มีนโยบายและไม่มีการสั่งการให้โรงพยายาบาลในจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชารื้อภาษาเขมรออกจากป้ายต่างๆ ที่ให้ข้อมูลผู้มาใช้บริการ “สำหรับข้อความที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบางรายแชร์คลิปนี้พร้อมกับเขียนข้อความว่าโรงพยาบาลในจังหวัดสุรินทร์ไม่รับรักษาคนกัมพูชานั้น โฆษก สธ. ปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง .สถานพยาบาลของไทยยังคงให้บริการทางการแพทย์ตามหลักจริยธรรมและจรรยาบรรณของแพทย์ และย้ำว่าบุคลากรทางการแพทย์ไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้ป่วยในทุกกรณี”

นอกจากนั้น เว็บไซต์ นสพ.ข่าวสดรายงานคำให้สัมภาษณ์ของ นพ. ชวมัย สืบนุการณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์ เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2568 ยืนยันว่า “โรงพยาบาลทุกแห่งในสุรินทร์ยังรับผู้ป่วยชาวกัมพูชา เพราะเป็นเรื่องของมนุษยธรรมที่หมอทุกคนต้องมีอยู่ประจำใจ” ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหนที่อาศัยอยู่ใน จ.สุรินทร์ เมื่อมาโรงพยาบาลหมอจะรักษาให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม 

– วันที่ 8 ส.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ คลิปชายแต่งกายคล้ายทหารประกอบระเบิดพลาดใส่ตัวเอง(ข่าวปลอม) วันที่ 6 ส.ค. 2568 บัญชีเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อภาษาเขมรโพสต์คลิปวิดีโอความยาว 6 วินาทีเป็นภาพชายสองคนถือวัตถุคล้ายระเบิดก่อนจะตกลงบนพื้นและเกิดระเบิดขึ้น มุมบนขวาของคลิปมีธงชาติไทยและข้อความ “Made in Thailand” ผู้โพสต์เขียนคำบรรยายเป็นภาษาเขมรและภาษาสวีเดนว่า “ทหารไทยกำลังทำระเบิดเพื่อโจมตีทหารกัมพูชาแต่เกิดความผิดพลาด” (แปลโดยเครื่องมือแปลภาษาของเฟซบุ๊ก) และก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวไทยได้โพสต์คลิปวิดีโอเดียวกันนี้พร้อมใส่ข้อความและอิโมจิธงชาติกัมพูชาที่ทำให้เข้าใจว่าทหารกัมพูชาเสียชีวิต 2 นายจากการทำระเบิดตกใส่ตัวเอง  

อย่างไรก็ตาม เมื่อนำภาพจากคลิปดังกล่าวมาค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปนี้เคยถูกเผยแพร่มาแล้วหลายครั้งในเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียระหว่างเดือน ก.พ.-พ.ค. 2568 โดยมีการอ้างว่าเป็นภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ กันไปมากมาย เช่น โพสต์ภาษารัสเซียอ้างว่าเป็นภาพของทหารรัสเซียใกล้หมู่บ้านโทโปลีในยูเครน, ภาพนักรบกองโจรในเมียนมาทดลองปล่อยวัตถุระเบิดจากโดรนแต่ล้มเหลว, 

ภาพกองโจรในโคลอมเบียเตรียมโดรนพร้อมระเบิดมือ นอกจากนี้ยังมีผู้โพสต์คลิปพร้อมคำบรรยายภาษาเมียนมาอ้างว่าเป็นภาพผู้ก่อการร้ายกำลังเตรียมใช้โดรนทิ้งระเบิดใส่ฐานทัพทหาร ซึ่งแม้โคแฟคยังไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าคลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ใดและถ่ายเมื่อไหร่ แต่เนื่องจากคลิปนี้ถูกเผยแพร่มานานหลายเดือนก่อนหน้านี้ จึงสรุปได้ว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับการสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชาเมื่อ 24-28 ก.ค. 2568 แต่ถูกนำมาอ้างเท็จทั้งโดยผู้ใช้เฟซบุ๊กไทยและกัมพูชา

– วันที่ 12 ส.ค. 2568  พบ 1 ข่าว คือ คลิปวิดีโอชาวกัมพูชาก่อเหตุเผาตึกคอลเซ็นเตอร์ (ข่าวปลอม)ผู้ใช้ติ๊กตอกและเฟซบุ๊กในไทยจำนวนมากแชร์คลิปภาพเหตุการณ์ไฟไหม้โดยฝังข้อความในวิดีโอและเขียนคำบรรยายว่า “ชาวกัมพูชาก่อเหตุวางเพลิงตึกคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งมีคนไทยจำนวนมากอยู่ภายในตึก เตือนคนไทยให้รีบอพยพกลับบ้านด่วน…” คลิปนี้ถูกแชร์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชามีผลบังคับใช้เมื่อ 29 ก.ค. 2568 เป็นต้นมา

โคแฟคตรวจสอบด้วยการนำภาพจากคลิปดังกล่าวไปสืบค้นในกูเกิล พบวิดีโอที่ตรงกันทุกประการทั้งภาพและเสียงซึ่งเผยแพร่โดยผู้ใช้ติ๊กตอกเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2565 โดยผู้โพสต์ระบุว่าเป็นภาพเหตุการณ์ไฟไหม้กาสิโนที่ปอยเปต ประเทศกัมพูชา และเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับภาพถ่ายหลังเหตุไฟไหม้กาสิโนปอยเปตที่เผยแพร่ใน Google Maps พบว่าเป็นสถานที่เดียวกัน 

จึงสรุปได้ว่าคลิปนี้เป็นภาพเหตุไฟไหม้กาสิโนที่ปอยเปตเมื่อเกือบ 3 ปีที่แล้ว ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์สู้รบที่ชายแดนไทย-กัมพูชาโดยเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่กาสิโนในปอยเปตเกิดขึ้นในช่วงกลางดึกของวันที่ 28 ธ.ค. 2565 เจ้าหน้าที่ใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะควบคุมเพลิงได้ในช่วงสายของวันที่ 29 ธ.ค. 2565 เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 27 ราย ในจำนวนนี้มีคนไทยรวมอยู่ด้วย

– วันที่ 13 ส.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ คลิปสร้างถนนสู่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี (ข่าวบิดเบือน) โคแฟคตรวจสอบ 2 คลิปที่อ้างว่าเป็นการทำถนนสู่ช่องอานม้าซึ่งมีการแชร์อย่างกว้างขวาง จากการตรวจสอบด้วยการค้นหาภาพย้อนหลังและติดต่อเจ้าของคลิปต้นฉบับซึ่งเป็นบริษัทรับก่อสร้างถนนพบว่าเป็นภาพการก่อสร้างถนนในจังหวัดอื่นที่เคยเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียมาก่อนหน้าเกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 24-28 ก.ค. 2568 มีรายละเอียดดังนี้

1.1 คลิปรถเกลี่ยดินและรถบด: คลิปนี้ถูกนำมาจากบัญชีติ๊กตอกของห้างหุ้นส่วนจำกัด หนูเพียรส่งเสริการโยธา จ.กระบี่ ที่โพสต์เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2568 แอดมินบัญชีติ๊กตอกให้ข้อมูลกับโคแฟคว่าคลิปนี้เป็นภาพไซต์งานก่อสร้างถนนที่ จ.กระบี่ ช่วงเดือน พ.ค. 2568 ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

1.2 คลิปรถเกลี่ยดินวิ่งมาตามทางโค้งบนถนนลูกรัง: คลิปนี้เป็นภาพการทำงานปรับเส้นทางใน อ.รัตนะบุรี จ.สุรินทร์ ของบริษัท ท่าทรายรุ่งอรุณ จำกัด วิศวกรของบริษัทซึ่งตั้งอยู่ใน จ.ศรีสะเกษ ยืนยันกับโคแฟคว่าไม่ใช่พื้นที่ช่องอานม้า คลิปนี้ถ่ายและเผยแพร่ตั้งแต่วันที่ 26 มิ.ย. 2568

หมายเหตุ : สำหรับการตรวจสอบกรณีนี้ โคแฟคตรวจสอบเฉพาะคลิปที่นำมาอ้างเท็จว่าเป็นการสร้างถนนบริเวณช่องอานม้าหลังเหตุปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชา แต่เราไม่สามารถตรวจสอบหรือยืนยันได้ว่าขณะนี้มีการสร้างเส้นทางยุทธวิธีบริเวณช่องอานม้าหรือไม่ เนื่องจากเป็นข้อมูลทางการทหารที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง 

โดยเส้นทางไปช่องอานม้าในปัจจุบันเป็นถนนลาดยาง เว็บไซต์สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอุบลราชธานีให้ข้อมูลไว้ว่า การเดินทางไปช่องอานม้าใช้เส้นทางจากอำเภอนาจะหลวยไปอำเภอน้ำยืนมุ่งหน้าไปทางเขาพระวิหาร เมื่อเลยตัวอำเภอน้ำยืนไปได้ประมาณ 3 กม. จะมีป้ายบอกทางแยกซ้ายมือไปช่องอานม้า ขับไปจนสุดทางลาดยางจะมีลานจอดรถและตลาดแผงค้าขาย  

– วันที่ 14 ส.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ คลิปพระสงฆ์กัมพูชาเดินขบวนประท้วงฮุน เซน (ข่าวบิดเบือนโดยเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 68 ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “เต๋า พากินพาแซ่บ” โพสต์คลิปพระสงฆ์กลุ่มใหญ่ถือธงและป้ายผ้าเดินไปบนถนน ฝังคำบรรยายว่าเป็นภาพพระสงฆ์เขมรเดินขบวนประท้วงสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เพื่อร้องเรียนปัญหาศพทหารล้นวัดจนเผาไม่ทัน คลิปนี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 4,500 ครั้ง

เมื่อนำภาพจากคลิปมาค้นหาด้วย Google Lens พบคลิปวิดีโอและภาพเหตุการณ์เดียวกันที่เผยแพร่โดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียและสื่อหลายสำนักทั้งสื่อไทย สื่อกัมพูชา และสำนักข่าวต่างประเทศ โดยระบุว่าเป็นภาพพระสงฆ์กว่า 2,500 รูป เดินเรียกร้องสันติภาพในกรุงพนมเปญเมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2568   อาทิ ไทยพีบีเอสรายงานว่าเมื่อวันที่ 10 ส.ค. พระสงฆ์ 2,569 รูป เดินขบวนจากวัดพนมไปยังวิมานเอกราชในกรุงพนมเปญเป็นระยะทาง 3 กิโลเมตรเพื่อเรียกร้องให้ไทยเคารพข้อตกลงหยุดยิงและปล่อยตัวทหารกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัว 18 นายพร้อมทั้งแสดงความขอบคุณโดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ริเริ่มการเจรจาหยุดยิง

นอกจากนั้น เมื่อนำสถานที่ในคลิปมาระบุตำแหน่งด้วย Google Maps พบว่าจุดที่พระสงฆ์เดินขบวนเป็นถนนที่เชื่อมระหว่างวัดพนมและวิมานเอกราชสอดคล้องกับรายงานข่าวที่ระบุเส้นทางการเดินสันติภาพของพระสงฆ์กัมพูชา รวมถึงเพจเฟซบุ๊กพุทธสมาคมแห่งกัมพูชา (Buddhist Association of Cambodia) โพสต์ภาพและข้อความภาษาเขมรแปลเป็นไทยได้ว่า วันที่ 10 ส.ค. พระสงฆ์จัดกิจกรรมเดินเพื่อสันติภาพโดยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ข้อคือ ขอบิณฑบาตให้มีการหยุดยิงถาวร, ขอให้ฝ่ายไทยปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นาย และขอให้รัฐบาลไทยและกัมพูชารักษาสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพของประชาชนทั้งสองประเทศตลอดไป

อ้างอิง 

https://www.thaipbs.or.th/verify/highlight/thai-cambodia-situation

https://www.thaipbs.or.th/verify/content/4691 (คลิปอ้างจีนส่งขีปนาวุธ DF-26 ช่วยกัมพูชา ตรวจสอบแล้วเป็นคลิปเก่า ถูกนำมาบิดเบือน : ThaiPBS Verify 31 ก.ค. 2568)

https://factcheck.afp.com

https://www.facebook.com/CofactThailand