เลือกตั้ง 2569: “สินบน=บาปใหญ่” ป้ายปริศนาที่ปัตตานี ใครทำ? ทำเพื่ออะไร?
กุลธิดา สามะพุทธิ: กองบรรณาธิการโคแฟค
ปัตตานี–โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 เขตเทศบาลเมืองปัตตานีเต็มไปด้วยป้ายหาเสียงทั้งของผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพรรคการเมือง แต่มีป้ายหนึ่งที่แตกต่างสะดุดตาและชวนให้สงสัย ป้ายนั้นมีภาพชายมุสลิมปูเต็มพื้นหลัง ด้านบนมีของเหลวสีดำไหลย้อยลงมาปกปิดดวงตาและใบหน้าครึ่งบน บนพื้นสีดำนั้นมีคำว่า “ริชวะห์” ในภาษาอาหรับและภาษาไทย บรรทัดถัดมามีข้อความว่า “สินบน=บาปใหญ่”
ป้ายนี้มีไม่เยอะก็จริง แต่ตั้งอยู่ในจุดสำคัญที่ผู้สัญจรในเขตเทศบาลเมืองปัตตานีต้องได้เห็น เช่น หน้ามัสยิดกลางจังหวัดปัตตานีและถนนเจริญประดิษฐ์ ซึ่งเป็นย่านชุมชนและแหล่งค้าขายหลังมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ถามคนแถวนั้นได้ความว่าป้ายนี้เพิ่งมาติดไม่นาน ช่วงเดียวกับที่พรรคการเมืองมาติดป้ายหาเสียงเลือกตั้ง
คำใบ้เดียวเกี่ยวกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังป้ายปริศนานี้คือคำว่า “JUST HOME” ที่มุมขวาล่าง

JUST HOME คือใคร
เอ็มโซเฟียน เบญจเมธา ศิลปินนักออกแบบและผู้ประกอบการธุรกิจหัตถกรรมชุมชนเชิญชวนเพื่อน ๆ ที่สนใจเรื่องมนุษยธรรมตั้งกลุ่มเปิดเพจเฟซบุ๊ก JUST HOME ขึ้นเมื่อ 4 ปีที่แล้วเพื่อเป็นพื้นที่สื่อสารเรื่องการสร้างสันติภาพในพื้นที่ความขัดแย้งและร่วมกันดูแลบ้านเมืองของเราเอง
“ไม่ต้องเป็นมุสลิมก็สามารถเห็นใจคนปาเลสไตน์ได้” เอ็มโซเฟียนหรือ “เอ็ม” ชายมุสลิมวัย 47 ปี หนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่ม Just Home กล่าวกับโคแฟค
เอ็มเป็นคนอำเภอปานาเระ หลังจากจบการศึกษาที่วิทยาลัยเทคนิคยะลา เขาเดินทางมาเรียนต่อด้านสถาปัตย์ที่กรุงเทพฯ จนจบปริญญาตรี จากนั้นก็ไปเรียนด้านศิลปะและการออกแบบต่อในฝรั่งเศสนาน 4 ปี กลับมาทำงานออกแบบอยู่สักพักจึงตัดสินใจกลับมาปักหลักทำงานที่ปัตตานีบ้านเกิด
จากการสื่อสารผ่านเพจเฟซบุ๊ก Just Home เริ่มทำกิจกรรมเพื่อสังคมมากขึ้น เช่น ช่วงวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้เมื่อปลายปี 2568 ทางกลุ่มก็จัดกิจกรรมช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วยแนวคิดเรื่องการพึ่งพาตัวเอง
“เราขับเคลื่อนด้วยจิตสำนึกว่าจะไม่ปล่อยให้ความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น ถ้าเราเห็นคนทำไม่ดีกับคนอื่น เราก็ต้องตักเตือน เราต้องไม่ปล่อยผ่าน ต้องเป็นหูเป็นตาต่อสู้ให้คนที่ไม่ได้รับความยุติธรรม” เอ็มยกตัวอย่างแนวคิดในการทำงานของกลุ่ม Just Home
หลังจากน้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย ประเทศไทยเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ปัตตานีเริ่มคึกคัก ผู้สมัคร สส. เปิดตัว หัวคะแนนเริ่มเคลื่อนไหว ป้ายหาเสียงผุดขึ้นมากมาย จากคนที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องการเมือง เอ็มเกิดความคิดขึ้นมาว่า “เราไม่สนใจการเมืองไม่ได้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับชีวิตเรา เกี่ยวกับอนาคตของลูกเรา อยากให้ลูกเติบโตในสังคมที่ดีกว่านี้” และนี่คือจุดเริ่มต้นการรณรงค์ต่อต้านการซื้อเสียงหรือการไม่รับสินบนหรือ “ริชวะห์” ในคำสอนศาสนาอิสลาม

ริชวะห์
เอ็มนิยามตัวเองว่านิยามตัวเองเป็นผู้ศรัทธาและต้องการเคร่งครัดในเรื่องศาสนา เขาเฝ้ามองความเป็นไปในสังคมมุสลิมปัตตานีอย่างใกล้ชิด เมื่อเห็นสิ่งใดที่ขัดบัญญัติกุรอานก็อยากนำเสนอตักเตือนให้มีการศึกษาคำสอนในอัลกุรอานอย่างจริงจัง
ในบริบทของการเลือกตั้งที่การซื้อเสียงเกิดขึ้นเป็นปกติในชุมชน แม้ไม่เคยเจอกับตัว แต่คำบอกเล่าจากหลายฝ่ายรวมถึงพนักงานของเขาทำให้เอ็มนึกถึงคำ ๆ หนึ่งในพระคัมภีร์ นั่นคือคำว่า “ริชวะห์” ที่แปลว่า “สินบน” และคำสอนของอิสลามเรื่องการเลือกคน
“ท่านนบีมูฮัมมัดบอกว่าผู้ใดที่ให้หรือรับสินบน หรือแม้แต่เป็นตัวประสานระหว่างผู้ให้และผู้รับสินบนนั้น พระเจ้าทรงสาปแช่ง ส่วนการเลือกคนต้องเลือกที่ความสามารถและความซื่อสัตย์”
เขาอ้างอิงคำสอนดังนี้
- กุรอาน อัลบะเกาะเราะฮฺ 2:188 เขียนว่า “และพวกเจ้าอย่าได้กินทรัพย์สินของกันและกันโดยมิชอบ และอย่าได้นำมันไปมอบให้แก่ผู้ปกครอง (ผู้มีอำนาจ) เพื่อที่พวกเจ้าจะได้กินทรัพย์สินของผู้คนบางส่วนโดยอธรรม ทั้งที่พวกเจ้าย่อมรู้ดีอยู่แล้ว”
- ท่านนบีมูฮัมมัด กล่าวว่า “อัลลอฮฺทรงสาปแช่ง ผู้ให้สินบน ผู้รับสินบน และคนกลาง”
- ซูเราะฮฺ อัลก็อศ็อศ (28:26) “แท้จริง คนที่ดีที่สุดที่ท่านจะว่าจ้าง คือ ผู้ที่มีความสามารถ และผู้ที่ซื่อสัตย์”
“ปัญหาคือในสังคมมุสลิมบ้านเราไม่ค่อยมีใครพูดถึงริชวะห์ มุสลิมรู้จักคำว่าฮาลาล (สิ่งที่ไม่ขัดต่อบัญญัติของศาสนาอิสลาม) รู้จักคำว่าฮารอม (สิ่งที่เป็นข้อห้ามตามหลักศาสนาอิสลาม) แต่คนไม่รู้จักริชวะห์ เราอยากหยิบคำนี้ขึ้นมาย้ำเตือนว่าสินบนคือฮารอม” เอ็นให้ความเห็น
“เวลาพูดถึงข้อห้ามในศาสนาอิสลาม คนทั่วไปนึกถึงอะไร?” เขาตั้งคำถามพร้อมเฉลยคำตอบ “ห้ามกินหมู ห้ามกินเหล้า ห้ามคิดดอกเบี้ย…แต่ไม่มีใครคิดถึงเรื่องการห้ามรับสินบน”
สร้างภาพจำใหม่: มุสลิม=ไม่รับสินบน
เอ็มมองว่าการสอนเรื่องฮารอมหรือข้อห้ามต่าง ๆ ในศาสนาอิสลามนั้นมีผลอย่างมากต่อความคิดความเชื่อและการปฏิบัติตัวของคนมุสลิม
“ถ้าจะบอกให้คนที่นี่ไม่ทำอะไรสักอย่าง ก็ต้องเชื่อมโยงกับเรื่องบาปที่อยู่ในกุรอาน ซึ่งเขียนไว้อย่างชัดเจนตรงไปตรงมาว่าสินบนเป็นบาป”
แต่ปัญหาคือเวลาพูดถึงฮารอมหรือสิ่งต้องห้ามที่เป็นบาป ผู้หลักผู้ใหญ่หรือผู้สอนศาสนาอิสลามมักพูดถึงไม่กี่อย่าง ในชุมชนมุสลิมที่เขาอยู่ น้อยคนนักที่จะพูดเรื่องการห้ามรับและให้สินบน ทั้งที่สินบนก็เป็นข้อห้ามอย่างหนึ่งตามหลักศาสนา หรือไม่ก็สอนแบบเลี่ยง ๆ เพื่อเปิดช่องให้ทำได้
“คนที่สอนเรื่องนี้ในสังคมมุสลิมก็คืออิหม่าม บาบอ ครู แต่ถ้าครูไม่เอ่ย บาบอไม่พูด ไม่กล้าฟันธง [ว่าการรับสินบนเป็นบาป] จะเกิดอะไรขึ้น”
เขาย้ำว่าการรับสินบนเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ในทุกกรณี แต่มุสลิมบางคนกลับบอกว่ารับมาแล้วไปกาเบอร์อื่นก็ได้ บางคนก็อ้าง “อะมานะห์” หรือความรับผิดชอบในสิ่งที่ได้รับมอบหมายคือเมื่อรับเงินมาแล้วก็ต้องเลือกเบอร์นั้นตามที่รับปากไว้ ถ้าไม่เลือกเท่ากับไม่มีอะมานะห์
“ในความเห็นของผม ไม่มีอมานะห์ในการเริ่มต้นที่จะขัดบัญญัติอิสลาม ไม่สามารถอ้างมารยาทใด ๆ ในการเชื้อเชิญให้ดื่มเหล้าหรือรับประทานสิ่งฮารอมต้องห้าม สินบนก็เช่นกัน นี่ไม่ใช่อะมานะห์ บางคนก็ตีความไปว่าสินบนคือค่าจ้าง คือฮาดียะห์ (ของขวัญ) หรือซอดาเกาะห์ (เงินบริจาคทาน) ทั้งหมดนี้เป็นการตีความเพื่อเปิดช่องให้รับสินบนได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง”
“มุสลิมต้องปฏิเสธสิ่งคลุมเครือ ถ้าไม่มั่นใจว่าฮาลาล เราต้องปฏิเสธไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย ริชวะห์จึงไม่สามารถอ้างเหตุผลเลี่ยงบาลีได้เลย ทุกสินน้ำใจ การให้ของขวัญหรือค่าตอบแทนต่าง ๆ แม้เป็นสิ่งเล็กน้อย แต่หากตามมาด้วยการคาดหวังของผู้ให้ ย่อมเป็นริชวะห์หรือสินบนอย่างแน่นอน”
“ข้อห้ามอื่นมุสลิมปฏิเสธอย่างเด็ดเดี่ยวชัดเจนมาก อยากให้เรื่องสินบนเป็นแบบนั้น อยากให้เป็นภาพจำเลยว่าคนมุสลิมไม่รับสินบน”

เพื่อ “บ้าน” และ “ลูกหลาน”
แคมเปญนี้อาจวัดผลสำเร็จเป็นรูปธรรมได้ยาก แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครแสดงความไม่เห็นด้วยหรือโต้แย้งสิ่งที่กลุ่ม Just Home สื่อสาร — “สินบน=บาปใหญ่”
“ผมเชื่อว่าทุกคนเห็นด้วยกับเรื่องนี้ เพราะเราอ้างอิงจากคำสอนของศาสนาอิสลามอย่างถูกต้องตรงไปตรงมา คนที่รับสินบนก็ไม่กล้าเถียง เพราะเขาย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าศาสนาของเราสอนแบบนี้ และเอาเข้าจริงเรื่องเงินสินบน มีนักการเมืองคนไหนอยากจ่ายบ้าง ถ้าเรื่องนี้มันหมดไปได้ นักการเมืองก็ไม่ต้องจ่ายเงิน ถ้าเราสร้างค่านิยมใหม่ได้ นักการเมืองเองก็ได้ประโยชน์”
กลุ่ม Just Home มีเงินที่ได้รับบริจาคเพื่อใช้ในการทำกิจกรรม ซึ่งทางกลุ่มได้อนุมัติให้นำเงินจำนวนหนึ่งไปผลิตป้ายไวนิลได้มาราว 30 ป้าย รวมทั้งจัดกิจกรรมขี่จักรยานเพื่อปฏิเสธการซื้อขายเสียง “Say No to Rishwah” ในเมืองปัตตานีวันที่ 6 ก.พ. 2569
เขาลงมือออกแบบป้ายเอง เลือกใช้ภาพชายมุสลิมที่สื่อถึงหัวหน้าครอบครัวและผู้นำสังคม ของเหลวสีดำที่ไหลย้อยลงมาเป็นสัญลักษณ์ของความสกปรมโสมมที่ยากจะล้างออก คราบดำปิดบังดวงตาให้มืดบอดแต่ปากยังคงพร่ำสอนศาสนา
ก่อนติดป้าย “สินบน=บาปใหญ่” เอ็มทำจดหมายขออนุญาตและบอกวัตถุประสงค์ถึงเทศบาลเมืองปัตตานี เมื่อได้รับอนุญาตแล้วก็ตระเวนติดป้ายโดยพาลูก ๆ ไปด้วย
“อยากให้ลูกเห็นว่าพ่อได้พยายามทำอะไรบางอย่างแล้วเพื่อส่งต่ออนาคตที่ดีให้พวกเขา” เอ็มกล่าว
