จากไทยรักไทยถึงเพื่อไทย! ข้อกล่าวหาโยง‘ขายชาติ’ศาลตัดสินอย่างไรบ้าง?
By : บัญชา จันทร์สมบูรณ์

เอ่ยชื่อ “พรรคเพื่อไทย” หรือหากจะย้อนไปไกลกว่านั้นคือตั้งแต่ยุคของ “พรรคไทยรักไทย – พรรคพลังประชาชน” หนึ่งในคำที่หลายคนอาจนึกถึงพร้อมกันคือ “ขายชาติ” เพราะเป็นคำที่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองมักหยิบยกมาโจมตีทางการเมือง อย่างในช่วงที่ แพทองธาร ชินวัตร ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากกรณี “คลิปหลุด” เสียงสนทนากับ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา หลังจากนั้นในพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ก็สามารถพบความเห็นโดยอ้าง “ศาลตัดสิน” ว่าเพื่อไทยขายชาติได้อยู่เนืองๆ
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.2554 ให้นิยามคำว่า “ขายชาติ” ว่าหมายถึง “ขยายความลับประเทศชาติของตนแก่ศัตรูหรือเอาใจออกหากไปเข้ากับศัตรู เพราะเห็นแก่สินจ้างหรือสิ่งตอบแทนเพื่อทำลายล้างประเทศชาติของตน, ขายบ้านขายเมือง ก็ว่า.” ซึ่งนับตั้งแต่ยุคสมัยของพรรคไทยรักไทยจนถึงพรรคเพื่อไทย มีหลายเรื่องราวที่รัฐบาลของขั้วการเมืองกลุ่มนี้ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับต่างประเทศและกลายเป็นคดีความในศาล แต่คำถามสำคัญคือ มีคดีใดบ้างหรือไม่ที่คำตัดสินของศาลเข้าข่ายนิยามดังกล่าว
– ทักษิณ ชินวัตร : ผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย อดีตนายกรัฐมนตรีช่วงปี 2544 – 2549 ก่อนจะถูกรัฐประหารและต้องหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศ ก่อนตัดสินใจกลับมาประเทศไทยเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2566 จนเกิดกรณี “นักโทษชั้น 14” เพราะอดีตนายกฯ ทักษิณ มีคดีที่ศาลตัดสินแล้วว่าผิดจริง 3 คดี รวมโทษจำคุก 10 ปี แต่กระบวนการนับเวลารับโทษสรุปเป็นจำคุก 8 ปี และต่อมาได้รับพระราชทานอภัยโทษ ลดโทษเหลือจำคุก 1 ปี
อย่างไรก็ตาม อดีตนายกฯ ทักษิณ ถูกส่งไปรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพไม่เคยได้อยู่ในเรือนจำจนถึงวันได้รับอนุญาตให้พักโทษ เกิดการร้องเรียนกรณีนี้ขึ้น กระทั่งวันที่ 9 ก.ย. 2568 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงมีคำสั่งบังคับโทษ ส่งกลับเข้าเรือนจำตามโทษจำคุก 1 ปี โดยไม่ให้นับเวลา 120 วันที่พักอยู่ รพ.ตำรวจ เนื่องจากไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นเหตุวิกฤติจนต้องนำตัวออกมารักษานอกเรือนจำ ซึ่งใน 3 คดีดังกล่าว จะมีอยู่ 1คดี ที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ ดังนี้

ที่มา : ไทยโพสต์
“คดี EXIM Bank ปล่อยกู้รัฐบาลเมียนมา” ย้อนไปเมื่อปี 2546 มีการประชุมร่วมกันของ 4 ประเทศ คือไทย เมียนมา ลาวและกัมพูชา ในกรอบความร่วมมือ 5 ด้าน คือ การค้าและการลงทุน , การเกษตรและอุตสาหกรรม , การเชื่อมเส้นทางคมนาคมในภูมิภาค , ด้านการท่องเที่ยว , การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยไม่ได้กล่าวถึงความร่วมมือด้านโทรคมนาคมหรือการสื่อสารแต่อย่างใด แต่ในเวลาต่อมา ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น สั่งการให้ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) ปล่อยสินเชื่อให้รัฐบาลเมียนมา 4,000 ล้านบาท ในโครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคม ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุนของธนาคาร ซึ่งมีข้อสังเกตว่า บริษัทเอกชนของไทยที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับโครงการนี้เป็นธุรกิจในเครือญาติของทักษิณ
ภายหลังรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย ถูกรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแห่งรัฐ (คตส.) ขึ้นมาตรวจสอบการกระทำต่างๆ ของรัฐบาลอดีตนายกฯ ทักษิณ ซึ่งเมื่อ คตส. หมดวาระ ได้ส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการต่อ มีการส่งฟ้องคดี EXIM Bank ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จนกระทั่งวันที่ 23 เม.ย. 2562 พิพากษาจำคุกอดีตนายกฯ ทักษิณ 3 ปี ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น
ส่วนอีก 2 คดี เป็นเรื่องภายในประเทศ คือ 1.คดีหวยบนดิน (สลากเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว) คดีนี้เกี่ยวข้องกับการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 และ 3 ตัว (หวยบนดิน) ระหว่างงวดวันที่ 1 ส.ค.2546 – 16 ก.ย.2549 แม้จะมีรายงานผลการศึกษาว่าสุ่มเสี่ยงขัดต่อกฎหมาย แต่ทักษิณซึ่งเป็นนายกฯ ในขณะนั้น ได้สั่งการให้เร่งรัดการดำเนินการโดยไม่แก้ไขกฎหมายเสียก่อน อีกทั้งเมื่อดำเนินการแล้วยังทำให้กองสลากขาดทุน 7 งวด กระทั่งในวันที่ 6 มิ.ย. 2562 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินจำคุกอดีตนายกฯ ทักษิณ 2 ปี ในความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
และ 2.คดีแปลงสัญญาสัมปทานหุ้นชินคอร์ป ว่าด้วยช่วงปี 2544 – 2549 ที่ทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีพฤติกรรมถือหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือชินคอร์ป โดยให้บุคคลอื่นถือหุ้นแทน ซึ่งเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100 (2) ประกอบมาตรา 122 ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ
นอกจากนั้น คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีทักษิณเป็นนายกฯ ยังอนุมัติให้ออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราภาษีและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 68) ลงวันที่ 28 ม.ค. 2546 ให้ลดพิกัดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิตสำหรับกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่จากอัตราร้อยละ 50 เหลือร้อยละ 10 และมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2546 เห็นชอบแนวทางให้คู่สัญญาภาคเอกชนนำภาษีสรรพสามิตมาหักออกจากส่วนแบ่งรายได้หรือค่าสัมปทานที่คู่สัญญาภาคเอกชนจะต้องนำส่งให้คู่สัญญาภาครัฐได้
การกระทำดังกล่าวส่งผลให้ บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เชอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS และบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด หรือ DPC ซึ่งอยู่ในเครือชินคอร์ปได้ประโยชน์ จึงเข้าข่ายความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 152 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น คดีนี้ในวันที่ 30 ก.ค. 2563 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินจำคุกอดีตนายกฯ ทักษิณ 5 ปี
โดยสรุป..ข้อกล่าวหาที่ศาลตัดสินว่าอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดและต้องโทษจำคุกนั้น ทั้งหมดเป็นคดีที่เกี่ยวกับ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” การใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้องแต่ทำให้รัฐเสียหายทั้งสิ้น รวมถึงคดี EXIM Bank ซึ่งในปี 2561 ทาง EXIM Bank ได้ออกมาเปิดเผยว่า เงินกู้ 4,000 ล้านบาท ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ทางการเมียนมาได้ใช้คืนจนครบถ้วนไปตั้งแต่ปี 2559 แล้ว

ที่มา : เฟซบุ๊ก “Noppadon Pattama”
– นพดล ปัทมะ : หากจะมีใครที่เกี่ยวข้องกับขั้วการเมืองของทักษิณ ชินวัตร แล้วโดนข้อกล่าวหาที่ตรงกับนิยาม “ขายชาติ” อย่างชัดเจนที่สุด คงหนีไม่พ้น นพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชนพรรคการเมืองรุ่นที่ 2 สืบต่อมาจากพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบไป เนื่องจากเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับต่างประเทศโดยตรง
ย้อนไปในปี 2551 ประเทศไทยในยุคของรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ซึ่งมี สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี เผชิญความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านอย่างประเทศกัมพูชา เมื่อกัมพูชาต้องการนำ “ปราสาทพระวิหาร” ไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกกับองค์การยูเนสโก นพดลซึ่งเป็น รมว.ต่างประเทศ ในขณะนั้น ได้ไปลงนาม “แถลงการณ์ร่วมไทย – กัมพูชา” ในวันที่ 18 มิ.ย. 2551
การกระทำดังกล่าวทำให้ถูก ป.ป.ช. ยื่นฟ้องตาม ป.อาญา ม.157 ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต โดยชี้ว่า ข้อตกลงดังกล่าวอาจทำให้ไทยเสียดินแดน แต่ไม่มีการนำเข้าที่ประชุมรัฐสภา ตามบทบัญญัติมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ที่บังคับใช้อยู่ในเวลานั้น กระทั่งในวันที่ 4 ก.ย. 2558 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงมีคำพิพากษา “ยกฟ้อง” โดยสรุปได้ดังนี้
1.ประเด็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ : ศาลเห็นว่า เมื่อจำเลย (นพดล ปัทมะ) เข้ารับตำแหน่งและรับทราบข้อมูลต่างๆ ก็ได้จัดให้มีการเจรจาเพื่อให้ประเทศไทยได้ประโยชน์จากกรณีที่ประสาทพระวิหารจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยไม่เสียดินแดน ซึ่งได้นำข้อเสนอของฝ่ายกัมพูชามาหารือและข้อความเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อน จึงแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่าได้คำนึงถึงผลประโยชน์และระมัดระวังรักษาสิทธิ์ในดินแดนของประเทศไทยเป็นอย่างดีแล้ว อีกทั้งเป็นไปตามแนวทางที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอมาเป็นลำดับ
2.ประเด็นการเร่งรีบดำเนินการจนอาจทำให้เสียดินแดน : ศาลเห็นว่า การเสนอร่างคำแถลงการณ์ฯ เพื่อให้มีการลงนาม ไม่ได้เกิดจากการริเริ่มของจำเลย แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากการเจรจาร่วม 3 ฝ่ายคือไทย กัมพูชา และผู้ที่เกี่ยวข้องจากยูเนสโกในการขอขึ้นมรดกโลก ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส จากนั้นยูเนสโกได้เสนอร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ที่เห็นว่าปราสาทพระวิหาร ทรงคุณค่าและมีความโดดเด่นในการอนุรักษ์ แต่การขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก ต้องไม่กระทบปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชา ที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือศาลโลก เคยมีคำวินิจฉัยไว้
ซึ่งก่อนที่จะลงนามแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว จำเลยได้ปรึกษาหารือกับคณะทำงาน ซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศที่ไปด้วยกันอย่างรอบคอบ แสดงให้เห็นถึงการกระทำที่เปิดเผยเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ ส่วนที่ต้องเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาอนุมัติในวันที่ 18 มิ.ย. 2551 ก็เพื่อให้ทันก่อนการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกระหว่างวันที่ 2-8 ก.ค.2551
ศาลยังระบุด้วยว่า เมื่อกัมพูชาจะยื่นคำขอพร้อมแผนผังเพื่อขอขึ้นทะเบียน กระทรวงการต่างประเทศก็ได้ให้กรมแผนที่ทหารลงพื้นที่และใช้เทคโนโลยีตรวจสอบจุดเขตแดนว่ามีการรุกล้ำในพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. ที่อยู่ทางทิศเหนือและทิศตะวันตกของตัวปราสาทที่ไทยและกัมพูชามีข้อพิพาทกันหรือไม่ ซึ่งก็ไม่พบ อีกทั้งเมื่อศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาในคดีที่มีผู้ฟ้องเกี่ยวกับการสนับสนุนขึ้นทะเบียนมรดกโลกที่ศาลปกครองห้าม รมว.ต่างประเทศ นำแถลงการณ์ร่วมไปใช้ดำเนินการใดๆ แล้ว จำเลย ก็ได้สั่งให้หยุดดำเนินการไว้ทันที
และเสนอขอให้คณะกรรมการพิจารณาการขึ้นทะเบียนมรดกโลกเลื่อนการประชุมออกไปก่อน แต่ภายหลังที่มีการประชุมใหม่ก็สืบเนื่องจากที่ยูเนสโกพิจารณาว่าสามารถขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกได้โดยไม่กระทบปัญหาเขตแดน ดังนั้นการกระทำของจำเลย (นพดล ปัทมะ) จึงสมเหตุสมผลที่ข้าราชการต่างประเทศประเมินได้ ทั้งไม่กระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย
3.ประเด็นแถลงการณ์ร่วมฯ ต้องเข้าที่ประชุมรัฐสภา : ศาลเห็นว่า ได้ความจากอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ พยานระบุว่า ร่างแถลงการณ์ไม่ใช่หนังสือสัญญา จึงไม่ได้เสนอผ่านรัฐสภาให้ความเห็นชอบ โดยกรมสนธิสัญญาฯ มีหน้าที่เสมือนที่ปรึกษากฎหมาย โดยการจะพิจารณาเรื่องการขึ้นทะเบียนมรดกโลกและปัญหาเขตแดน จะมีกรมสนธิสัญญาฯ และกรมแผนที่ทหารช่วยในการตรวจสอบ จึงเห็นว่า การกระทำของจำเลยสมเหตุสมผลขณะนั้น ซึ่งฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาหลีกเลี่ยงไม่นำร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ให้รัฐสภาพิจารณาเห็นชอบ
และ 4.ประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนด้านทรัพยากรพลังงานในทะเล : มีการอ้างว่า อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร มีผลประโยชน์เรื่องการขุดเจาะน้ำมันในทะเล นำมาซึ่งการเร่งรีบยอมรับแถลงการณ์ร่วมไทย – กัมพูชา แต่เมื่อตรวจสอบพบว่า หลังลงนามแถลงการณ์ร่วมฯ ไม่มีบริษัทเอกชนที่อดีตนายกฯ ทักษิณ หรือนพดลซึ่งเป็น รมว.ต่างประเทศในขณะนั้นถือหุ้นอยู่ เข้าไปขุดเจาะน้ำมัน อีกทั้งคำให้การของพยานก็มาจากรายงานของสื่อแต่ไม่มีหลักฐานอื่นพอให้อนุมานได้ว่าทั้ง 2 จะได้รับผลประโยชน์ ทั้งหมดนี้ทำให้องค์คณะผู้พิพากษามีมติ 6 ต่อ 3 ให้ยกฟ้อง นพดล ปัทมะ พ้นข้อกล่าวหา
10 ปีผ่านไป ในเดือนสิงหาคม 2568 มีรายงานว่า นพดล ปัทมะ ซึ่งขณะนั้นเป็น สส. พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเปิดเผยว่า ตนจะดำเนินการทางกฎหมายกับผู้เผยแพร่ข้อมูลเท็จกรณีกล่าวหาว่าตนทำให้ประเทศไทยเสียดินแดนในคดีปราสาทพระวิหาร พร้อมกับว่าศาลตัดสินยกฟ้องตนในเรื่องนี้ไปตั้งแต่วันที่ 4 ก.ย. 2558 แล้ว
อย่างไรก็ตาม แม้คำตัดสินของศาลจะอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่ปรากฏในห้วงเวลาดังกล่าวว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกันระหว่างผลประโยชน์ทับซ้อนด้านพลังงานในทะเลกับเรื่องเส้นเขตแดนระหว่างตระกูลชินวัตร และตระกูลฮุน เรื่องนี้กลับถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทยนับตั้งแต่นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน มาจนถึง นางสาว แพรทองธาร ชินวัตร บุตรสาวของนายทักษิณ ได้บรรจุเรื่องการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย=กัมพูชา ให้เป็นหนึ่งในสิบนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลฯ แต่การเจรจายังไม่ทันได้เริ่ม เพราะเกิดปัญหากระทบกระทั่งตามแนวชาแดนทางบกเสียก่อน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญให้นางสาว แพรทองธารพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กรณี “คลิปเสียงคุยกับฮุน เซน”

ที่มา : BBC ไทย
– แพทองธาร ชินวัตร : มาถึงพรรครุ่นที่ 3 ต่อจากพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน อย่าง“พรรคเพื่อไทย” คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อกลางเดือน มิ.ย. 2568 เมื่อปรากฏคลิปเสียงสนทนาระหว่าง แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทยในขณะนั้น กับ ฮุน เซน ประธารวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา โดยมีคำพูดของแพทองธาร สร้างความไม่พอใจและไม่สบายใจกับสังคมไทย เช่น บอกกับฮุน เซน ว่าอยากได้อะไรก็ให้บอกมา หรือเอ่ยถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ของไทยในขณะนั้นว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามท่ามกลางสถานการณ์ของ 2 ประเทศที่ตึงเครียด หลังการปะทะกันของทหารทั้ง 2 ฝ่ายที่ช่องบก เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2568 และมีการปิดด่านชายแดน กระทั่งในวันที่ 29 ส.ค. 2568 ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย 2 ประเด็น ดังนี้
1.ข้อกล่าวหา “ไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์”ในส่วนนี้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า “ไม่เข้าข่าย”โดยให้เหตุผลว่า แม้จะมีการเจรจากันอย่างไม่เป็นทางการของแพทองธาร ชินวัตร กับฮุน เซน แต่ไม่ปรากฏว่า แพทองธารได้ทำตามข้อเสนอใดๆ ของอดีตนายกฯ กัมพูชา ไม่มีการก่อให้เกิดผลเปลี่ยนแปลงต่อสถานการณ์ดำรงตำแหน่งของแม่ทัพภาค 2 รวมทั้งไม่มีผลต่อการเปิดหรือปิดด่านตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ซึ่งในเวลานั้น ฮุน เซน เรียกร้องให้ฝ่ายไทยเปิดด่านชายแดน
“เมื่อผู้ถูกร้อง (แพทองธาร ชินวัตร) ยังคงมีเจตนายึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้งเพื่อปกป้องเพื่อป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงหรือเกิดเหตุการณ์ที่อาจกระทบกระเทือนต่อเอกราชอธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยและความมั่นคงบริเวณแนวชายแดนไทย -กัมพูชา มิได้ยอมรับข้อเสนออันเป็นการบ่อนทำลายผลประโยชน์ประเทศชาติ
การเจรจาของผู้ร้องดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงความไม่นิ่งเฉยถึงปัญหาและเป็นการพยายามดำเนินการเพื่อช่วยธำรงรักษาผลประโยชน์ของชาติและมีเจตนาที่จะรักษาความสงบสุขของประชาชนในประเทศ ซึ่งเป็นหน้าที่ประการหนึ่งของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีพึงกระทำ การกระทำของผู้ถูกร้องจึงยังไม่มีลักษณะเป็นผู้ไม่มีความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ประจักษ์” (คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ประเด็นข้อกล่าวหาไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์)
2.ข้อกล่าวหา “ฝ่าฝืนมาตรจริยธรรมอย่างร้ายแรง” ในส่วนนี้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า “เข้าข่าย”โดยให้เหตุผลว่า การกระทำของผู้ถูกร้อง (แพทองธาร) ที่มีวัตถุประสงค์เจรจาให้มีการเปิดด่านพร้อมกันกับกัมพูชาจึงเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ และความประสงค์ของฮุน เซน มากกว่าประโยชน์ของความมั่นคงของชาติ อันเนื่องมาจากการพยายามรักษาความสัมพันธ์ส่วนตัวของผู้ถูกร้องกับอดีตผู้นำกัมพูชา และเป็นไปเพื่อการลดการวิพากษ์วิจารณ์การจัดการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมุ่งหวังถึงแต่เพียงการจะทำให้คะแนนนิยมในประเทศดีขึ้น อันจะนำไปสู่การมีศักยภาพรัฐบาล ซึ่งเป็นประโยชน์ทางการเมืองของตน โดยไม่ได้คำนึงถึงสถานการณ์ด้านความมั่นคงในขณะนั้น อันเป็นผลประโยชน์ของชาติอันเป็นที่ตั้งแต่อย่างใด
“โดยเมื่อผู้ถูกร้องมีประโยชน์ส่วนตัว คือคะแนนนิยมและศักยภาพของรัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่ ผู้ถูกร้องกลับไม่คำนึงถึง หรือยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง การกระทำดังกล่าวเป็นการลดทอน หรือทำให้เสียหาย ซึ่งเกียรติภูมิ หรือเกียรติของนายกรัฐมนตรี และประเทศไทย เพราะความนิยม ซึ่งหมายความว่า เกียรติที่ได้รับการยกย่องจากสังคมหรือนานาชาติ หรือการน่าเชื่อถือของประเทศชาติ อันเป็นสิ่งที่ประชาชนควรภาคภูมิใจ ขาดความภาคภูมิใจ และความไว้วางใจในนายกรัฐมนตรี
ซึ่งเป็นผู้นำของประเทศอันมีลักษณะเป็นการไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิ และผลประโยชน์ของชาติ และถือเอาประโยชน์ส่วนตัวเหนือกว่าประโยชน์ของประเทศชาติ อันเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 หมวด 1 ข้อ 6 , 7 , 8 ซึ่งมาตรา 21 วรรคหนึ่ง ให้ถือว่า มีลักษณะร้ายแรง” (คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ประเด็นข้อกล่าวหาฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง)
โดยสรุปแล้ว คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ทำให้ แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อ้างอิงบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มาตรา 170 (4) เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 โดยมาตรา 160 (5) ระบุว่า รัฐมนตรีต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งกรณีนี้เป็นเรื่องของการทำให้ตำแหน่งนายกฯ เสื่อมเกียรติ ไม่น่าเชื่อถือ โดยนำผลประโยชน์ทางการเมืองส่วนตนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ แม้จะยังไม่ถึงขั้นกระทำการอันเป็นการบ่อนทำลายผลประโยชน์ของชาติ ยังไม่เข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) ที่ระบุว่ารัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ก็ตาม

ที่มา : คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
แม้คำตัดสินในของศาลคดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับขั้วการเมืองตระกูลชินวัตรตั้งแต่พรรคไทยรักไทยจนถึงพรรคเพื่อไทย จะไม่ใช่ความผิดที่เข้าข่ายขายชาติในแง่กฎหมาย แต่ข้อกล่าวหานี้ยังคงถูกพูดถึงเสมอโดยเฉพาะในหมู่ผู้ที่อยู่ในฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ซึ่ง ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์ภาควิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า “การปักป้ายว่าขายชาติมันได้ทำงานของมันแล้ว” เรื่องนี้คือเรื่องการเชื่อและการถูกทำให้เชื่อ หากมีคนเชื่อก็ไม่ต้องพิสูจน์ถูกผิด ไม่ว่าอย่างไรก็มีคนเชื่อ
“ถึงแม้ข้อเท็จจริงในเวลาต่อมาจะไม่จริงอย่างไร มันก็ไม่ได้ไปลบล้างสิ่งที่ถูกทำให้เชื่อไปแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงถูกหยิบยกมาใช้เป็นประเด็นโจมตีการเมืองเสมอ แล้วที่ยังใช้ได้ เพราะมีคนเชื่อ จริงๆ เขาก็พยายามลบล้างสิ่งเหล่านี้อยู่ตลอด โดยก็นำเสนอว่าไม่จริง แต่เรื่องนี้มันกลับไปที่จุดเริ่มต้นว่ามันเป็นเรื่องการเชื่อและถูกทำให้เชื่อ เมื่อมีคนเชื่อไปแล้วแสดงว่าการปักป้ายแบบนี้ยังขายได้” อาจารย์ปุรวิชญ์ กล่าว
ส่วนคำถามที่ว่า ในมุมของสื่อ ทั้งที่เป็นสื่อมวลชนกระแสหลักและสื่อสังคมออนไลน์ ตลอดจน ประชาชนในฐานะผู้รับสาร เรื่องนี้ให้บทเรียนหรือแง่คิดอะไรได้บ้าง อาจารย์ปุรวิชญ์ กล่าวว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปรากฏการณ์ที่เห็นมาตลอดหลายสิบปี ทั้งทุกขั้วทุกฝ่าย” ต่างฝ่ายต่างถูกปักป้าย แล้วฝ่ายตรงข้ามก็พร้อมจะเชื่อ ซึ่งเป็นความน่ากังวลเพราะจะทำให้ “การเมืองและสังคมแบ่งขั้วกันสูงมากขึ้นเรื่อยๆ” ไม่มีตรงกลาง
ก่อนจะจบบทความนี้ ผู้เขียนต้องขอบอกกล่าวมา ณ ทีนี้ด้วยว่าโดยส่วนตัวแล้วไม่ใช่ “นายแบก” หรือแฟนคลับของพรรคเพื่อไทยหรืออดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร แต่ที่หยิบยกเรื่องนี้มาเขียนก็เพื่อทำให้เห็นว่าข้อกล่าวหาที่พูดกันเรื่องขายชาตินั้นข้อเท็จจริงที่ผ่านกระบวนการยุติธรรมไปแล้วเป็นอย่างไร ซึ่งก็เป็นจุดยืนที่ทางโคแฟคย้ำเสมอมาว่า “แม้เราจะเห็นต่างกันได้ในความชอบหรือไม่ชอบ..แต่ขอให้ความเห็นนั้นตั้งอยู่บนฐานของข้อเท็จจริง (Fact Base)” โดยเฉพาะในเรื่องการเมืองที่การตัดสินใจของประชาชนมีผลต่อการเลือกตัวแทนเข้าไปใช้อำนาจบริหารประเทศ!!!
-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-
อ้างอิง
https://dictionary.orst.go.th/ (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.2554) ได้ปรึกษาหารือกับคณะทำงาน ซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศที่ไปด้วยกันอย่างรอบคอบ แสดงให้เห็นถึงการกระทำที่เปิดเผยเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติhttps://www.thaipbs.or.th/news/content/356333 (เปิดคำสั่งศาลฯ “ฉบับเต็ม” บังคับโทษ “ทักษิณ” คดีชั้น 14 ให้นำตัวกลับเข้าเรือนจำ : ThaiPBS 9 ก.ย. 2568)
https://www.bangkokbiznews.com/politics/1198048 (ย้อนตำนาน 3 คดีฉาว ชนวนบังคับโทษจำคุก 1 ปี ส่ง ‘ทักษิณ’ เข้าเรือนจำ : กรุงเทพธุรกิจ 9 ก.ย. 2568)
https://www.thaipost.net/one-newspaper/537034/ (ทักษิณชิลนั่งรับแดด ออกรพ.ใส่เฝือกคอ-แขน ทวีชี้หมดหน้าที่ราชทัณฑ์ : ไทยโพสต์ 19 ก.พ. 2567)
https://www.isranews.org/main-issue/75872-report04_75872.html (ย้อนผลสอบคตส.-หนังสือ ‘สุรเกียรติ์’ มัดทักษิณสั่งปล่อยกู้ Exim Bank – ก่อนโดนคุก 3 ปี : สำนักข่าวอิศรา 23 เม.ย. 2562)
https://www.thaipost.net/main/detail/10374 (เอ็กซิมแบงก์เผยพม่าเคลียร์หนี้เงินกู้ยุคทักษิณหมดแล้ว : ไทยโพสต์ 31 พ.ค. 2561)
https://www.matichon.co.th/weekly/hot-news/article_330952 (ศาลฎีกานักการเมือง สั่งจำคุก “ทักษิณ” คดีชินคอร์ป อีก 5 ปี! รวมโทษคดีเก่า 10 ปี : มติชนสุดสัปดาห์ 30 ก.ค. 2563)
https://www.naewna.com/politic/418209 (ศาลฎีกาฯสั่งคุก 2 ปี’ทักษิณ’ไม่รอลงอาญา ปมออกหวยบนดิน : แนวหน้า 6 มิ.ย. 2562)
https://www.bbc.com/thai/thailand-48541023 (หวยบนดิน : คดีล่าสุด สั่งจำคุก 2 ปี ทักษิณ ชินวัตร “เร่งรัด” ทำ แม้รู้ว่า “ขัดต่อกฎหมาย” , BBCไทย 6 มิ.ย. 2562)
https://web.facebook.com/photo/?fbid=1263619229127866&set=a.365200502303081 (หลายคนสงสัย “ทักษิณ ชินวัตร” ถูกจำคุกเพราะอะไร ? : Thai PBS News , 10 ก.ย. 2568)
https://mgronline.com/crime/detail/9580000100486 (ศาลฎีกาฯ มีมติ 6-3 ยกฟ้อง “นพดล ปัทมะ” ลงนามปราสาทพระวิหารไม่ผ่านสภา : ผู้จัดการ 4 ก.ย. 2558)
https://www.isranews.org/content-page/item/41119-news02_41119_02.html (“นพดล”รอด! มติศาลฎีกาฯ 6:3 ยกฟ้องคดีเขาพระวิหาร-ปฏิบัติสมเหตุผล : สำนักข่าวอิศรา 4 ก.ย. 2558)
https://tpchannel.org/radio/news/30839 (สส.นพดล พรรคเพื่อไทย เตรียมฟ้องกลับผู้บิดเบือน ปมใส่ร้ายเท็จเรื่องเขาพระวิหาร ชี้ศาลยกฟ้องแล้ว : สถานีวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา 21 ส.ค. 2568)
https://www.isranews.org/article/isranews-news/126299-PM-Thailand-Energy-Executive-Forum-news-new.html (‘เศรษฐา’ยันเดินหน้าถก‘กัมพูชา’ ขุด‘ขุมทรัพย์พลังงาน’ 20 ล้านล. ในพื้นที่ทับซ้อนฯโดยเร็ว : สำนักข่าวอิศรา 14 ก.พ. 2567)
https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1148688 (เดิมพันขุมทรัพย์พลังงาน ‘ไทย-กัมพูชา’ เปิดชื่อผู้รับสัมปทานเดิม ‘เชฟรอน’ 5 แปลง : กรุงเทพธุรกิจ 11 ต.ค. 2567)
https://www.bbc.com/thai/articles/cyvn9r857ego(ย้อนข้อต่อสู้-ลำดับความเป็นมา “คดีคลิปเสียง” วัน แพทองธาร ขึ้นไต่สวนกลางศาลรัฐธรรมนูญ : BBCไทย 21 ส.ค. 2568)
https://www.naewna.com/politic/910665 (เปิดคำวินิจฉัยฉบับเต็ม! ฟัน‘อิ๊งค์’ผิดจริยธรรมร้ายแรง-ทำเสื่อมเสียเกียรติภูมิ : แนวหน้า 29 ส.ค. 2568)
https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/86663.pdf (คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 17/2568 วันที่ 29 ส.ค. 2568)
