พิพาท‘ไทย-กัมพูชา’ : เข้าใจบทบาท‘ล็อบบี้ยิสต์’ตัวแปรสำคัญในวัฒนธรรมการเมืองสหรัฐฯ
By : บัญชา จันทร์สมบูรณ์

ที่มา : ชมรมSTRONGต้านทุจริตประเทศไทย
ย้อนไปในการปะทะกันทางทหารรอบ 2 ระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่เริ่มมาตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 7 ธ.ค. 2568 ก่อนที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะตกลงหยุดยิงในวันที่ 27 ธ.ค. 2568 นอกจากแนวรบในพื้นที่ชายแดนแล้ว “สงครามข่าวสาร” ก็ดุเดือดไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เมื่อทั้งไทยและกัมพูชาต้องแสวงหาความชอบธรรมให้กับฝ่ายตนในเวทีโลก ซึ่งหนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือ มีการไปพบเอกสารที่ระบุว่า กัมพูชาใช้ “ล็อบบี้ยิสต์” เดินเกมโน้มน้าวหวังให้ สหรัฐอเมริกา เข้าข้าง โดยเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “ชมรมSTRONGต้านทุจริตประเทศไทย” ได้นำเสนอเรื่องนี้ขึ้นมา
เพจดังกล่าวอ้างว่าได้เอกสารมาจากเว็บไซต์ efile.fara.gov ซึ่งเป็นเอกสารที่ขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย FARA (Foreign Agents Registration Act) หรือกฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนตัวแทนต่างชาติของสหรัฐฯ โดยเนื้อหาระบุว่า รัฐบาลกัมพูชาได้ว่าจ้างให้บริษัท National Consulting Services, Inc. เป็นตัวแทนสื่อสารมุมมองของกัมพูชาเรื่องความขัดแย้งกับไทยต่อสหรัฐฯ ขณะที่ความเคลื่อนไหวของกองทัพไทย วันที่ 16 ธ.ค. 2568 พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหมยืนยันว่าฝ่ายกัมพูชามีการใช้ล็อบบี้ยิสต์ โดยอ้างถึงการปรากฏตัวของชาวต่างชาติจากตะวันตก ที่ออกมาเรียกร้องผ่านภาพและวิดีโอในพื้นที่ต่างๆ ของกัมพูชา
ในวันเดียวกัน เพจเฟซบุ๊ก “กองทัพเรือ Royal Thai Navy” ของกองทัพเรือ ได้ออกมายืนยันว่าเอกสารนี้เป็นของจริง แต่ก็ย้ำด้วยว่าเป็นการสื่อสารของผู้ว่าจ้าง (กัมพูชา) ไม่ใช่คำตัดสินของศาลโลกหรือสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯ รับรอง เช่นเดียวกับวันที่ 23 ธ.ค. 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมายอมรับว่า ในเวทีระหว่างประเทศไทยเสียเปรียบ เนื่องจากกัมพูชาใช้ล็อบบี้ยิสต์และนักวิจารณ์โจมตีไทยว่าเป็นประเทศใหญ่รังแกประเทศเล็ก ทำให้หลายชาติแสดงท่าทีเป็นกลางแต่เอนเอียงไปทางกัมพูชา
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตและอยากหยิบยกมานำเสนอผ่านช่องทางของ Cofact คือ “ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของผู้รับสารชาวไทย” เพราะแม้โพสต์ต้นทางจากเพจเฟซบุ๊ก “ชมรมSTRONGต้านทุจริตประเทศไทย” จะระบุว่า “เอกสารนี้ไม่ใช่การรับรองจากสหรัฐฯ แต่คือการเปิดเผยว่าใครกำลังทำสงครามข้อมูลกับใคร” โดย “National Consulting Services, Inc. เป็นผู้จัดทำและเผยแพร่ข้อมูลในฐานะตัวแทนรัฐบาลกัมพูชา”แต่เมื่อเรื่องนี้ถูกแชร์ออกไปโดยสำนักข่าวต่างๆ ของไทย พบการแสดงความคิดเห็นที่เข้าใจว่าสหรัฐฯ ช่วยแหลือกัมพูชาในการสู้รบกับไทย

– “ล็อบบี้ยิสต์” ตัวแปรสำคัญในวัฒนธรรมการเมืองสหรัฐอเมริกา : พจนานุกรมของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกกษ (Cambridge Dictionary) ให้นิยาม “ล็อบบี้ยิสต์ (Lobbyist)” ว่าหมายถึง ‘บุคคลที่พยายามโน้มน้าวนักการเมืองหรือองค์กรของทางการให้ทำบางสิ่งบางอย่าง (someone who tries to persuade a politician or official group to do something)” พร้อมยกตัวอย่าง เช่น กลุ่มล็อบบี้ยิสต์ของอุตสาหกรรมยาสูบแสดงความกังวลเกี่ยวกับมาตรการจำกัดการสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ (Lobbyists for the tobacco industry have expressed concerns about the restriction of smoking in public places.) เป็นต้น
พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติอเมริกัน(National Museum of American History) หรือพิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียน บอกเล่าในบทความ “Lobbying” ว่า การล็อบบี้ (Lobby) เกี่ยวข้องกับการกระทำโดยตรงที่มุ่งหวังจะมีอิทธิพลต่อนโยบายของรัฐบาล นับตั้งแต่สมัยที่นักการเมืองมักเผชิญหน้ากันในโถงของโรงแรมในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ ซึ่งการล็อบบี้ได้กลายเป็นวิธีการสำคัญที่คนบางกลุ่มใช้เพื่อมีอิทธิพลและมีส่วนร่วมในรัฐบาล
บทความนี้ยกตัวอย่างทศวรรษที่ 1890 (ปี 2433 –2442) ซึ่งเป็นยุคที่สังคมอเมริกันกำลังมีประเด็นเรียกร้องสิทธิสตรี โดยบรรยายว่า ‘ห้องหินอ่อนในปีกวุฒิสภาของอาคารรัฐสภาที่วอชิงตัน เป็นสถานที่ที่บรรดาสตรีซึ่งเป็นนักล็อบบี้มืออาชีพ (Professional Female Lobbyists) มักมารวมตัวกัน พวกเธอมีความสามารถรอบด้าน บุคลิกดูดีมีสง่า ดังนั้นเหล่าสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ยังอ่อนประสบการณ์จึงตกเป็นเหยื่อได้ง่ายๆ จากคำพูดอันหวานหู’ หรือตัวอย่างสมัยใหม่คือ แจ็ค อบรามอฟฟ์ (Jack Abramoff) ชายผู้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ในฐานะล็อบบี้ยิสต์ที่ถูกดำเนินคดีฐานฉ้อโกงและเลี่ยงภาษี เขาเคยโด่งดังถึงขั้นขึ้นปกนิตยสาร Time Magazine ฉบับวางแผงวันที่ 16 ม.ค. 2549
“การล็อบบี้ได้ดำเนินการทั้งโดยบุคคลหรือกลุ่มที่ไม่เป็นทางการเพื่อสนับสนุนเป้าหมายของตน และโดยมืออาชีพที่มีเงินทุนสนับสนุนอย่างดีซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทขนาดใหญ่และองค์กรที่จัดตั้งขึ้นซึ่งมีเงินจำนวนมากอยู่ในมือ และในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนนี้ เมื่อเงินและอำนาจมาบรรจบกัน ก็ย่อมมีความเป็นไปได้เสมอว่าไม่ใช่ทุกคนจะได้รับการรับฟังอย่างเท่าเทียมกัน” บทความของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติอเมริกัน ระบุ
โรงเรียนกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard Law School) กล่าวถึงอาชีพล็อบบี้ยิสต์ไว้ว่า เป็นผู้ได้รับค่าจ้างจากองค์กรเพื่อส่งเสริมจุดยืนขององค์กรนั้นๆ ต่อสภานิติบัญญัติของรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น และในบางครั้งก็รวมถึงหน่วยงานบริหารด้วย นอกจากนั้น ล็อบบี้ยิสต์อาจทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นของประชาชนผ่านแคมเปญโฆษณาหรือโดยการมีอิทธิพลต่อผู้นำทางความคิดหรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงที่ต้องการ
“ล็อบบี้ยิสต์หลายคนเป็นทนายความที่เคยทำงานในรัฐบาลกลางหรือรัฐบาลท้องถิ่น (โดยปกติในบทบาทด้านนิติบัญญัติ) เนื่องจากพวกเขาต้องอาศัยสายสัมพันธ์ส่วนตัวกับสมาชิกสภานิติบัญญัติทีมงานของสมาชิกสภาฯ เหล่านั้น ตลอดจนเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐ ประสบการณ์ในภาครัฐจึงมักเป็นข้อกำหนดเบื้องต้นสำหรับงานประเภทนี้”บทความ “Lobbying” ของ Harvard Law School กล่าวถึงคุณสมบัติของคนเป็นล็อบบี้ยิสต์

ที่มา : พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติอเมริกัน
ถึงกระนั้นก็ต้องบอกว่า “ล็อบบี้ยิสต์เป็นอาชีพที่ถูกกฎหมายในสหรัฐอเมริกา” มีกฎหมายกำกับดูแลเป็นการเฉพาะของรัฐบาลกลางคือ “Lobbying Disclosure Act 1995” หรือกฎหมายเปิดเผยกจิกรรมการล็อบบี้ ออกมาในปี 2538 สาระสำคัญ เช่นล็อบบี้ยิสต์ทำกิจกรรมเกี่ยวข้องกับฝ่ายนิติบัญญัติต้องลงทะเบียนกับสำนักงานเสมียนสภาผู้แทนราษฎรและสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ภายใน 45 วัน นับตั้งแต่เริ่มกิจกรรมล็อบบี้ครั้งแรกหรือได้รับการว่าจ้างให้ดำเนินการล็อบบี้ และรายงานการดำเนินกิจกรรมทุกๆ ครึ่งปี ภายใน 45 วัน โดยนับจากวันที่ 1 มกราคม และวันที่ 1 กรกฎาคม
ต่อมาในปี 2550 ยังมีการออกกฎหมายเพิ่มเติมคือ “Honest Leadership and Open Government Act 2007” หรือกฎหมายว่าด้วยความเป็นผู้นำที่ซื่อสัตย์และรัฐบาลที่เปิดเผย เพื่อควบคุมกิจกรรมการล็อบบี้ที่หมิ่นเหม่กับการทุจริตหรือประเด็นความมั่นคง เช่น ห้ามล็อบบี้ยิสต์ให้ของขวัญหรือสนับสนุนค่าเดินทางกับสมาชิกรัฐสภาหรือเจ้าหน้าที่รัฐสภา , มีระบบจัดเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์และฐานข้อมูลสาธารณะสำหรับล็อบบี้ยิสต์ที่รับงานจากรัฐบาลต่างประเทศ การยื่นรายงานการเปิดเผยข้อมูลการล็อบบี้ทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
ส่วนกฎหมาย FARA (Foreign Agents Registration Act) หรือกฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนตัวแทนต่างชาติของสหรัฐฯ เป็นกฎหมายเก่าแก่ตั้งแต่ปี 1938 (หรือ 2481) กำหนดให้ผู้ทำหน้าที่ตัวแทนของต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมืองหรือกิจกรรมอื่นๆ ที่ระบุไว้ในกฎหมาย ต้องเปิดเผยความสัมพันธ์กับต่างชาติผู้ว่าจ้าง ตลอดจนกิจกรรม รวมถึงรายรับ – รายจ่ายที่สนับสนุนกิจกรรมเหล่านั้นต่อสาธารณะเป็นระยะๆ
– National Consulting Services, Inc. คือใคร? : จากข้อมูลในเอกสารที่เปิดเผยตามกฎหมาย FARA พบว่า National Consulting Services, Inc.หรือ NCS เป็นบริษัทที่ก่อตั้งโดย ดอน เบนตัน (Don Benton) อดีต สว. ของมลรัฐวอชิงตัน ซึ่งบริษัทอ้างว่ามีทีมงานที่พร้อมทั้งประสบการณ์และความสัมพันธ์ด้านภาครัฐรวมกันกว่า 45 ปี ทรัพยากรเหล่านี้จะช่วยให้กัมพูชามีเครื่องมือที่จำเป็นในการสร้างความตระหนักรู้และการแนะนำตัวในเชิงบวกภายในฝ่ายนิติบัญญัติ (รัฐสภา) และฝ่ายบริหาร (รัฐบาลลาง) ของสหรัฐฯ ได้สำเร็จ
“เราจะช่วยในการพัฒนาและดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ ซึ่งรวมถึงการสร้างความตระหนักรู้ การวางตำแหน่ง และโอกาสต่างๆ เพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐตระหนักถึงความท้าทายที่กัมพูชาเผชิญอยู่ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และภูมิศาสตร์ แผนนี้จะรวมถึงการเข้าถึงผู้มีอิทธิพลและผู้มีอำนาจตัดสินใจหลักภายในคณะกรรมการกิจการต่างประเทศและพาณิชย์ในรัฐสภา ทีมงานของเราพร้อมที่จะเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของกัมพูชา โดยใช้ความสัมพันธ์ ความรู้ และอิทธิพลของเราเพื่อให้มั่นใจได้ถึงความสำเร็จ” เอกสารดังกล่าวระบุ
เว็บไซต์ Politico.com สำนักข่าวออนไลน์ในสหรัฐฯ ที่เน้นเสนอข่าวเฉพาะทางในด้านการเมือง เสนอรายงานเรื่อง “Who lobbies for each side of the conflict between Cambodia and Thailand” เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2568 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการสู้รบทางทหารเป็นเวลา 5 วันระหว่างไทยกับกัมพูชารอบแรก (24 – 28 ก.ค. 2568) ระบุว่า ตามเอกสารที่แผยแพร่โดยกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ สถานทูตกัมพูชาประจำสหรัฐฯ ได้ลงนามเมื่อเดือน มี.ค. 2568 ว่าจ้างบริษัท NCS ของดอน เบนตัน เป็นเวลา 15 เดือน นอกจากนั้นยังมีชื่อของ แมทท์ คีเลน (Matt Keelen) จาก Vogel Group บริษัทที่ปรึกษาและดำเนินงานด้านกิจการรัฐบาลระหว่างประเทศ เข้ามาเป็นผู้รับงานอิสระ ทำงานร่วมกับเบนตันด้วยอีกคนหนึ่ง
– รัฐบาลหรือหน่วยงานภาครัฐของไทยใช้บริการล็อบบี้ยิสต์ในสหรัฐฯ บ้างหรือไม่? : ตามรายงานเดียวกันของ Politico.com ระบุว่า ไทยใช้บริการล็อบบี้ยิสต์เช่นกัน แต่น้อยกว่าที่กัมพูชาใช้ โดยบรรยายว่า จำนวนล็อบบี้ยิสต์ที่ทำงานให้กับรัฐบาลกัมพูชาในวอชิงตันนั้นมากกว่าตัวแทนของรัฐบาลไทยในสหรัฐฯ อย่างมาก ประเทศไทยมีสำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวในนิวยอร์กและลอสแอนเจลิส ขณะที่สำนักงานการบินพลเรือนของไทยได้จดทะเบียนล็อบบี้ยิสต์สองคนเมื่อต้นปี 2568 เพื่อประสานงานกับสหรัฐฯ ในประเด็นต่างๆ เช่น การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในปี 2577
อย่างไรก็ตาม ในเดือน มิ.ย. 2568 มีการเปิดเผยจาก พิชัย ชุณหวชิร (Pichai Chunhavajira) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทย (ในขณะนั้น) ว่ารัฐบาลไทยได้จ้างล็อบบี้ยิสต์ในสหรัฐฯ เพื่อช่วยให้คำแนะนำแก่ประเทศไทยในการเจรจาการค้า ถึงกระนั้น ในช่วงเวลาดังกล่าวทีมงานของ Politico.com ยังไม่พบรายงานการลงทะเบียนกิจกรรมของล็อบบี้ยิสต์ และสถานทูตไทยในสหรัฐฯ ก็ไม่ได้ตอบสนองต่อการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
เรื่องนี้สอดคล้องกับรายงานข่าวในประเทศไทยของ นสพ.กรุงเทพธุรกิจ เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2568 โดย พิชัย ชุณหวชิร รมว.คลัง (ในขณะนั้น) ออกมายอมรับว่า มีการจ้างบริษัทที่ปรึกษา หรือลอบบี้ยิสต์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเจรจาประเด็นภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) กับสหรัฐอเมริกาจริง โดยยืนยันถึงความจำเป็น ความโปร่งใส และความคุ้มค่า เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางการค้า และการส่งออกของประเทศไทย
พิชัย ชี้แจงว่า โดยปกติอัตราการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาหรือลอบบี้ยิสต์ในสหรัฐ อยู่ที่ประมาณ 20,000 – 300,000 เหรียญสหรัฐต่อเดือนสำหรับการให้บริการทั่วไป อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์พิเศษเกี่ยวกับ Reciprocal Tariff บริษัทที่ปรึกษาที่มีความสามารถเฉพาะทางสูง และมีความสัมพันธ์เชิงนโยบายกับผู้มีอำนาจในรัฐบาลสหรัฐฯ สามารถเรียกราคาที่สูงขึ้นกว่าปกติได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นงานที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน แข่งขันกับประเทศอื่น และเกี่ยวพันกับมูลค่าการค้า และการส่งออกของไทยนับแสนล้านบาทต่อปี ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้
“ผมก็ขอยืนยันความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพราะอเมริกามีกฎหมายการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาดังกล่าว ซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมาย FARA (Foreign Agents Registration Act) ซึ่งกำหนดให้สัญญาว่าจ้างที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศทั้งหมดจะต้องมีการเปิดเผยรายละเอียดบนเว็บไซต์ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ (U.S. Department of Justice) อย่างชัดเจน ถ้าเราไม่มีตัวช่วยที่ดี ไม่มีทีมที่เข้าใจสหรัฐฯไม่มีเครื่องมือที่แข็งแรง ประเทศไทยอาจต้องสูญเสียตลาด ส่งออกสะดุด เกษตรกร-ผู้ประกอบการเจ็บหนัก” พิชัย กล่าว
รายงานของกรุงเทพธุรกิจ ยังกล่าวด้วยว่า การออกมาชี้แจงของพิชัย สืบเนื่องจากก่อนหน้านั้น ศิริกัญญา ตันสกุล ซึ่งขณะนั้นเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน ได้ตั้งข้อสังเกตกรณีเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบกลางให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นค่าใช้จ่ายโครงการเจรจาภาษีต่างตอบแทนกับสหรัฐฯ จำนวน 97.06 ล้านบาท
โดย สศค. ได้แจ้งรายละเอียดว่า แบ่งเป็นค่าเดินทางไปต่างประเทศ 9.6 ล้านบาท และค่าจ้างบริษัทเอกชนให้บริการสนับสนุนโน้มน้าวการเจรจา และการสื่อสารเชิงกลยุทธ์อย่างครบวงจร 87.4 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าเป็นการจ้างลอบบี้ยิสต์ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากงบประมาณ 87.4 ล้านบาท และสมมติว่าเป็นสัญญา 12 เดือน จะตกอยู่ที่ประมาณ 200,000 เหรียญสหรัฐต่อเดือน การจ้างล็อบบี้ยิสต์ครั้งนี้จะสูงกว่าอัตราปกติที่ควรจ่าย
– ดร.ฐิตินันท์แจง กรณีกัมพูชาใช้ล็อบบี้ยีสต์ในสหรัฐสร้างภาพเป็นเรื่องปกติ แนะไทยก็ใช้ได้ แต่โจทย์ต้องชัด

ที่มา : คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายเกี่ยวกับการจ้างล็อบบี้ยิสต์เพื่อเคลื่อนไหวประเด็นต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา ว่า ที่สหรัฐฯ การจ้างล็อบบี้ยิสต์ถือเป็นเรื่องธรรมดา หมายถึงเป็นกระบวนการนโยบายหรือกิจการระหว่างประเทศ แต่การเป็นล็อบบี้ยิสต์ต้องลงทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยคนทำงานเป็นล็อบบี้ยิสต์มีตั้งแต่อดีตข้าราชการอาวุโส อดีตนักการเมือง รวมไปถึงทนายความและนักวิชาการ
“คำว่าล็อบบี้ยิสต์ โดยปริยายโดยอัตโนมัติมันต้องเป็นคนที่มีอิทธิพลทางนโยบาย หมายความว่าต้องมีความคล่องแคล่วช่ำชองในเรื่องนโยบายเศรษฐกิจการเมือง ในการจะมาให้คำแนะนำในการจะมาช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์ของลูกค้าต่างๆ ไม่ใช่ใครก็ได้ ไม่ใช่คนทั่วไป” ศ.ดร.ฐิตินันท์ กล่าว
ศ.ดร.ฐิตินันท์ กล่าวต่อไปว่า ในประเทศอื่นๆ ก็มีเช่นกันไม่มากก็น้อยที่จะมีอดีตเจ้าหน้าที่มาให้คำแนะนำปรึกษา หากใช้ภาษาไทยคือคำว่า “วิ่งเต้น”แต่การดำเนินการในประเทศไทยไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ไม่มีบทลงโทษและการบังคับใช้กฏหมายเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ต่างจากในสหรัฐฯ ที่ใครจะรับเป็นตัวแทนให้กับต่างชาติต้องลงทะเบียน หากไม่ลงจะถือว่าผิดกฎหมาย เมื่อบวกกับกฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์เพราะสามารถบังคับใช้ได้จริงจนเคยมีคนติดคุกมาแล้ว คนจึงกลัวและไม่กล้าฝ่าฝืน
ดังนั้นการใช้ล็อบบี้ยิสต์จึงไม่ใช่สิ่งเหนือความคาดหมาย แต่เป็นเรื่องปกติธรรมดาในนิเวศทางนโยบายการเมืองของสหรัฐอเมริกา ประเด็นคือล็อบบี้ยิสต์ของฝ่ายใดจะเก่งกว่ากัน โดยวัดจากการเข้าถึงกระบวนการทางนโยบาย ซึ่งการวิ่งเต้นแบบสหรัฐฯ ไม่เหมือนแบบไทย กล่าวคือ ไม่ใช่เรื่องสินบนใต้โต๊ะ แต่เป็นการต่อสายเข้าถึงบุคคลที่มีอิทธิพลต่อนโยบายและเป็นไปตามครรลองของกฎหมาย
ส่วนเรื่องไทยกับกัมพูชา จริงๆ ทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็จ้างล็อบบี้ยิสต์ แต่โดยส่วนตัวมองว่าสิ่งที่กัมพูชาคล่องกว่าไทยไม่ใช่เฉพาะเรื่องล็อบบี้ยิสต์ แต่รวมถึงสายสัมพันธ์ของผู้นำด้วย อย่าง ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของกัมพูชา ก็เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนนายร้อยเวสต์พอยต์ของสหรัฐฯ ย่อมต้องมีพรรคพวกเพื่อนฝูงที่เมื่อเวลาผ่านไปก็เข้าไปเติบโตในภาคส่วนต่างๆ ของระบบราชการสหรัฐฯ ทำให้กัมพูชาในยุคของ ฮุน มาเนต กว้างขวางกว่ายุคของ ฮุน เซน อดีตนายกฯ ผู้เป็นบิดา
ทั้งนี้ เหตุความขัดแย้งไทย – กัมพูชา มาเกี่ยวกับเรื่องล็อบบี้ยิสต์ เนื่องจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พยายามยื่นมือเข้ามาไกล่เกลี่ยเพราะอยากมีผลงานในฐานะผู้สร้างสันติภาพ บวกกับแวดวงการเมืองสหรัฐฯ ก็ถือว่าล็อบบี้ยิสต์เป็นอาชีพหนึ่งและเป็นการเข้าหากระบวนการนโยบายแบบเปิดและโปร่งใสภายใต้กฎหมายบังคับ แต่หากเป็นประเทศอื่นๆ เช่น จีน ออสเตรเลีย ฯลฯ การเดินสายติดต่อก็จะเป็นรูปแบบอื่น
“ถามว่าเวลาเราขัดแย้งกับกัมพูชาต้องมีล็อบบี้ยิสต์ไหม? วัตถุประสงค์โจทย์คือคุณจะทำอย่างไรให้ทรัมป์เขาเข้าข้างคุณ หรือคุณจะทำอย่างไร?อย่างน้อยๆ นะไม่ให้คุณเสียเปรียบ ไทยจะทำอย่างไรไม่ให้ตัวเองเสียเปรียบ ถ้าให้ดีคือไทยจะทำอย่างไรให้ตัวเองได้เปรียบ ดังนั้นคุณก็ต้องไปสร้างอิทธิพลหรือไปเดินสายกับกระบวนการนโยบายและหาพรรคพวกในฝั่งทรัมป์เขา ถ้าเกิดเขามาไกล่เกลี่ยเราก็ต้องไปชี้แจง บางครั้งการมีล็อบบี้ยิสต์มันไม่ได้อะไรมาก เราไมได้ไปกำหนด ไม่ได้ไปบังคับ แต่บางครั้งมันคือการชี้แจงให้รู้ข้อมูลเราให้ครบถ้วน ไปให้ข้อมูลเขาให้รู้จักมุมมองเราให้เต็มที่ เวลาเขาจะไปตัดสินใจอะไรเขาจะได้แฟร์กับเรา” ศ.ดร.ฐิตินันท์ ระบุ
ส่วนประเด็นที่ประชาชนชาวไทยเห็นข่าวกัมพูชาใช้ล็อบบี้ยิสต์สร้างภาพลักษณ์ในสหรัฐฯ แล้วเกิดความไม่พอใจสหรัฐฯ ศ.ดร.ฐิตินันท์ กล่าวว่า เรื่องนี้อาจเป็นความเข้าใจว่าสหรัฐฯ ไม่เป็นธรรมกับไทย หรือไม่ก็คิดได้เช่นกันว่าไทยเรายังชี้แจงไม่เพียงพอหรือไม่ซึ่งก็อาจเกี่ยวกับล็อบบี้ยิสต์ส่วนหนึ่ง แต่อีกมุมหนึ่งตนมองว่าอารมณ์ของคนไทยเวลานี้แรงและมีความชาตินิยมสูงจากความพยายามยั่วยุของฝ่ายกัมพูชา กระทั่งถึงจุดหนึ่งเมื่อฝ่ายไทยทนไม่ไหวจึงลงมือจัดการ แต่การมอบหมายให้ทหารนำหน้าในการจัดการเขาก็ต้องลงมือหนัก ถล่มเต็มที่ ด้านหนึ่งไทยเราอาจสะใจแต่ในเวทีโลกเราเสียคะแนน เนื่องจากชาวโลกไม่ได้ดูรายละเอียดมาก เห็นแต่เครื่องบิน F16 ไปถล่มกัมพูชา
ซึ่งจริงๆ แล้วควรให้รัฐบาลพลเรือนมีบทบาทนำและดำเนินการอื่นๆ ควบคู่ไปกับปฏิบัติการทางทหาร เช่นตอบโต้โจมตีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยแต่สมน้ำสมเนื้อ เดินสายพบปะผู้นำประเทศเพือนบ้าน เน้นย้ำผลกระทบของสแกมเมอร์ในกัมพูชาที่คนทั่วโลกล้วนตกเป็นเหยื่อ ตลอดจนสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์ถึงชาวกัมพูชา ชี้ให้เห็นว่ากว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของเศรษฐกิจเขา มาจากอุตสาหกรรมสแกมเมอร์และไปเข้ากระเป๋าชนชั้นนำ ซึ่งมีรายงานเผยแพร่ออกมามากมายอยู่แล้ว
หรือชวนตั้งคำถามว่าเหตุใดกัมพูชาไม่มีกองทัพอากาศเพื่อป้องกันประเทศ ไม่มีงานการให้ชาวกัมพูชาทำจนต้องมาหางานทำในไทย กำจัดฝ่ายค้านและสื่ออิสระจนหมดและทำตัวเป็นเผด็จการตระกูลเดียวที่ไม่ดูแลประชาชนตัวเอง กระชับพื้นที่ระดับภูมิภาคและสร้างแรงกดดันต่อสถานการณ์ภายในประเทศเขาจนทำให้ตระกูลฮุนอยู่ลำบากขึ้นเรื่อยๆ เป็นต้น!!!
-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-
อ้างอิง
https://web.facebook.com/share/p/17iDPFrHDR/(เปิดเอกสารจริง : กลไก “ทุน–รัฐ–ล็อบบี้” ในสงครามข้อมูลข่าวสาร กรณีบริษัทอเมริกัน รับจ้างรัฐบาลกัมพูชา เมื่อ “ล็อบบี้ต่างชาติ” ถูกใช้เป็นอาวุธโจมตีประเทศไทย , ชมรมSTRONGต้านทุจริตประเทศไทย 14 ธ.ค. 2568)
https://efile.fara.gov/docs/7551-Exhibit-AB-20250228-2.pdf (Received by NSD/FARA Registration Unit 02/28/2025 6:24:30 PM , เอกสารการดำเนินการของ NCS ในฐานะตัวแทนรัฐบาลกัมพูชา , หน้า 10))
https://www.thairath.co.th/news/politic/2902219 (“กลาโหม” ย้ำจุดยืน “ไทย” แฉ กัมพูชา จ้างล็อบบี้ยิสต์ต่างชาติ : ไทยรัฐ 16 ธ.ค. 2568)
https://web.facebook.com/share/p/1CPQSMsi7H/ (สรุปจบที่เดียว! กัมพูชาจ้างล็อบบี้ยิสต์สหรัฐฯ : กองทัพเรือ 16 ธ.ค. 2568)
https://thestandard.co/thai-defense-evidence-cambodia-landmines/ (กลาโหมกางหลักฐานกัมพูชาผลิตทุ่นระเบิด-ใช้โล่มนุษย์ ย้ำไทยตอบโต้เพื่อป้องกันตัวตามกฎบัตร UN : The Standard 23 ธ.ค. 2568)
https://web.facebook.com/photo/?fbid=1411352944367742&set=a.646092957560415 (เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 68 “ชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย” ได้เปิดเผยเอกสารกรณีบริษัทอเมริกันแห่งหนึ่งรับจ้างจากรัฐบาลกัมพูชาในการช่วยทำสงครามข้อมูลข่าวสาร หรือ “ล็อบบี้” ให้ต่างชาติเชื่อถือรัฐบาลกัมพูชามากกว่า : PPTV HD36 , 15 ธ.ค. 2568)
https://web.facebook.com/photo/?fbid=1312518717576011&set=a.352652053562687 (เปิดหลักฐาน! กัมพูชาจ้างบริษัท “ล็อบบี้ยิสต์” ระดับโลก ทำสงครามข่าวสารสู้ไทย : Spring News 16 ธ.ค. 2568)
https://web.facebook.com/photo/?fbid=1367783415387998&set=a.360119619487721 (รู้จัก “ล็อบบี้ยิสต์สหรัฐฯ” ระดับหัวแถว ช่วยกัมพูชาสื่อสารชิงความได้เปรียบ ฝีมือ “ดอน เบนตัน” ที่ปรึกษาระดับสูง และผอ.หน่วยงานรัฐบาลกลางยุคทรัมป์ 1.0 : ไทยรัฐ 16 ธ.ค. 2568)
https://dictionary.cambridge.org/dictionary/english/lobbyist (lobbyist , Cambridge Dictionary)
https://americanhistory.si.edu/explore/exhibitions/american-democracy/online/beyond-ballot/lobbying (Lobbying : National Museum of American History)
https://hls.harvard.edu/bernard-koteen-office-of-public-interest-advising/about-opia/what-is-public-interest-law/public-interest-work-types/lobbying/ (Lobbying , Harvard Law School)
https://lobbyingdisclosure.house.gov/lda.html (Lobbying Disclosure Act , สำนักงานเสมียนสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา)
https://disclosures-clerk.house.gov/public_disc/PLAW-110publ81.txt (Honest Leadership and Open Government Act of 2007 , สำนักงานเสมียนสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา)
https://www.justice.gov/nsd-fara (Foreign Agents Registration Act , กระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา)
https://www.politico.com/newsletters/politico-influence/2025/07/28/who-lobbies-for-each-side-of-the-conflict-between-cambodia-and-thailand-00480701 (Who lobbies for each side of the conflict between Cambodia and Thailand : Politico 28 ก.ค. 2568)
https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1186996 (‘พิชัย’ ยอมรับไทยใช้ ‘ลอบบี้ยิสต์’ ช่วยเจรจาสหรัฐ ยันใช้งบโปร่งใส : กรุงเทพธุรกิจ 27 มิ.ย. 2568)
