กกต. ระบุ เผยแพร่เนื้อหาสร้างความสับสนเกี่ยวกับพรรคการเมืองและผู้สมัคร ผิดกฎหมายเลือกตั้งฯ

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เลือกอนุทิน-ภูมิใจไทย กาเบอร์ 46

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: หลังการจับสลากหมายเลขพรรคการเมืองสำหรับการเลือก สส.แบบบัญชีรายชื่อ หรือ “เบอร์พรรค” เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2568 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งได้เผยแพร่ภาพและข้อความในเชิงตลกขบขันและเสียดสีว่า ถ้าต้องการเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรี ในการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. 2569 ให้กาหมายเลข 46 ในบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ เช่น ผู้ใชเฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความว่า “ใครอยากให้อนุทินเป็นนายก กาเบอร์ 46” พร้อมด้วยภาพประกอบเป็นรูปเสื้อยืดสกรีนเป็นรูปเลข 46 แฝงอยู่ในชื่อ “อนุทิน” ขณะที่ ผู้ใช้ X  อีกรายโพสต์รูปเดียวกันนี้พร้อมข้อความว่า “อนุทิน 46 เท่านั้นค่ะ” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ตามประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หมายเลขของบัญชีรายชื่อหรือเบอร์พรรคของภูมิใจไทยคือ 37 ขณะที่หมายเลข 46 เป็นเบอร์ของพรรคประชาชน

การเผยแพร่เนื้อหาเท็จนี้ ผู้โพสต์อาจมีเจตนาเพื่อล้อเล่นให้ตลกขบขันหรือเสียดสีพรรคประชาชนที่โหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ แม้หลายโพสต์จะถูกลบไปแล้ว แต่ยังมีอีกหลายโพสต์ที่ยังคงเข้าถึงได้ในขณะนี้ทั้งในเฟซบุ๊ก ติ๊กตอกและ X  

ธัญเทพ ปาระมี ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย 1 สำนักกฎหมายและคดี สำนักงาน กกต. ซึ่งดูแลเกี่ยวกับการกระทำความผิดและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียง ให้สัมภาษณ์โคแฟคว่าการเผยแพร่เนื้อหาลักษณะนี้เข้าข่ายเป็นการหลอกลวง ใส่ร้ายหรือจูงใจให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับพรรคการเมืองหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 73 (5) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา 73 (5) ระบุว่าห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทําการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยวิธีการหลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง

ผอ.ฝ่ายกฎหมาย กกต. อธิบายเพิ่มเติมว่าผู้ที่พบเห็นการกระทำดังกล่าวสามารถแจ้งให้ กกต.ตรวจสอบและสั่งให้ลบหรือแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องได้ และหากผู้กระทำความผิดเป็นประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่ผู้สมัคร สส. หรือไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง กกต. ก็สามารถดำเนินคดีได้เพราะกฎหมายระบุว่า “ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใด” กระทำการดังกล่าว

วันที่ 7 ม.ค. ศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย แถลงข่าวว่าพรรคจะร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโลยี เพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลเท็จที่สร้างความสับสนให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และจะยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ กกต. ให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาชนเนื่องจากพรรคภูมิใจไทยเห็นว่าเป็นพรรคที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากการเผยแพร่เนื้อหาที่จูงใจเข้าใจผิด แต่กลับไม่ได้ระงับยับยั้งการกระทำดังกล่าวซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 132 ของ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส.

มาตรา 132 ระบุว่า กกต. มีอำนาจสั่งให้พรรคการเมืองที่ได้รับประโยชน์จากการกระทำที่ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต ระงับหรือดำเนินการเพื่อแก้ไขการกระทำนั้น หากไม่ดำเนินการตามคำสั่งของ กกต. โดยไม่มีเหตุอันควร ให้สันนิษฐานว่าพรรคการเมืองมีส่วนรู้เห็น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าพรรคไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทําดังกล่าว

ศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทยแสดงภาพจากบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กที่สร้างความสับสนเกี่ยวกับเบอร์พรรค (ภาพ: The Reporter)