จับ-ส่งกลับ‘นักเรียนกัมพูชา’แม่พาลอบเข้าเมืองตั้งแต่เล็ก : กฎหมายคุ้มครองสิทธิ..แต่น่าห่วงกระแสเกลียดชัง

By : Zhang Taehun

เป็นข่าวใหญ่ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 28 ส.ค. 2568 เมื่อสื่อหลายสำนักเสนอข่าว ครูโพสต์คลิปวิดีโอผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่านักเรียนชายวัย 13 ปี ชาวกัมพูชา ถูกจับกุมและจะถูกผลักดันออกนอกประเทศไทย เนื่องจากเป็นบุคคลเข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้ก่อให้เกิดข้อถกเถียงในสังคมไทย ระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนให้ผลักดันออกนอกประเด็นกับฝ่ายที่เรียกร้องให้หาวิธีทำให้เด็กคนดังกล่าวได้เรียนในไทยต่อตามหลักมนุษยธรรม ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดตามแนวชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ หลังเกิดการสู้รบเมื่อวันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 ที่ผ่านมา 

สถานการณ์ล่าสุด ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)ได้ประสานงานกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อขอรับเด็กและมารดาเข้ารับการสงเคราะห์และคุ้มครองสวัสดิภาพที่บ้านพักเด็กและครอบครัว (บพด.) จังหวัดสุรินทร์ เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้เป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วนงานที่เกี่ยวข้องที่จะดำเนินการขั้นต่อไปทั้งในเรื่องการพิสูจน์สัญชาติและให้สัญชาติ โดยทางพม.เน้นย้ำการคุ้มครองสิทธิและสวัดดิภาพของเด็ก ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) มาตรา 22 ด้วยการดูแลเด็กไม่ว่าจะสัญชาติหรือเชื้อชาติใด ถ้าอาศัยอยู่ในประเทศไทย จะต้องได้รับการคุ้มครอง ทั้งสิทธิและสวัสดิภาพ

– ลำดับเหตุการณ์

สถานีโทรทัศน์ช่อง 7HD รายงานโดยระบุว่า ครูที่โพสต์คลิปดังกล่าวเล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2568 หลังจากที่เคารพธงชาติเสร็จ ก็มีรถตำรวจมารับตัวนักเรียนรายนี้ไป เนื่องจากมีผู้ไปแจ้งความในข้อกล่าวหา เป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต นักเรียนกับแม่ มีสัญชาติกัมพูชา มีสามีเป็นคนไทยในอำเภอบัวเชด ได้นำลูกศิษย์ของครูเข้ามาตั้งแต่วัยทารก และไม่เคยกลับเข้าไปที่กัมพูชาอีกเลย แต่ในเวลาต่อมาครูท่านเดิมชี้แจงเพิ่มเติมว่า จากการตรวจสอบเอกสารตามใบเกิด (สูติบัตร) พบว่าชื่อพ่อของนักเรียนไม่ใช่คนไทย สิ่งที่ทำได้คือติดตามนักเรียนและหาวิธีการช่วยเหลือสนับสนุนแบบใกล้ชิด ซึ่งทุกอย่างดำเนินการตามขั้นตอนและกระบวนการตามกฎหมาย

สำนักข่าว Nation รายงานว่าได้สอบถาม นายศิริโชค เผ่าเพ็ญ ชายชาวไทยซึ่งเป็นพ่อเลี้ยงของเด็กชาวกัมพูชา ซึ่งเดินทางมาให้ปากคำที่ สภ.บัวเชด จ.สุรินทร์ โดยนายศิริโชค เล่าว่า ตนเองเลี้ยงเด็กชาวกัมพูชามาตั้งแต่อายุ 3 ขวบ และเข้าเรียนในโรงเรียนของประเทศไทยตั้งแต่เด็ก โดยตนรู้จักกับหญิงชาวกัมพูชา แม่ของเด็กคนนี้ตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อน เนื่องจากไปบวชอยู่ที่ประเทศกัมพูชา และหลังจากสึกมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ภรรยาก็ได้พาลูกวัย 3 ขวบมาอยู่ด้วย 

พ.ต.อ.สราวุธ  ศรีวิฑูรย์ศักดิ์  ผกก.สภ.บัวเชดชี้แจงว่า เมื่อวันที่ 27 ส.ค.2568 มีผู้แจ้งเบาะแสว่ามีชาวกัมพูชาในพื้นที่ อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ จึงส่งพนักงานสอบสวนลงพื้นที่ ซึ่งพบกับตัวของแม่เด็ก จึงนำตัวมาสอบสวน เตรียมจะผลักดันกลับประเทศ แต่ตัวของแม่บอกว่าลูกเรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียน ทำให้เจ้าหน้าที่กลับมาคิดว่าถ้าจะผลักดันแม่กลับไปคนเดียวแล้วลูกจะอยู่กับใคร จึงได้ให้ตำรวจไปเชิญตัวเด็กมาจากโรงเรียน ตามที่ปรากฏเป็นข่าว

จากการตรวจสอบพบหญิงชาวกัมพูชามีเอกสารติดตัวเพียงบัตรผ่านแดนชั่วคราว พบว่าผ่านเข้ามาทาง “ช่องสะงำ” จ.ศรีสะเกษ และมีตราประทับแค่ฝั่งของกัมพูชา แต่ไม่มีตราประทับของด่านตำรวจตรวจคนเข้าเมืองช่องสะงำ แสดงว่าไม่ได้ผ่าน ตม.ไทย อีกทั้งตามหลักแล้วบัตรผ่านแดนชั่วคราวจะอยู่ได้แค่ภายในจังหวัดนั้นๆ  คือ จ.ศรีสะเกษ ทำให้การเข้ามาไม่ถูกต้อง และยังพบอีกว่าบัตรผ่านแดนนั้นเข้ามาตั้งแต่ปี 2560 ส่วนเด็กชายไม่มีเอกสารบัตรผ่านแดนมีเพียงใบเกิด ที่ระบุว่าเกิดที่ไหนวันที่เท่าไหร่

ตลอดเวลาช่วงบ่าย มีรายงานที่ไม่ตรงกันจากสื่อต่างๆ ว่าเด็กและแม่ถูกผลักดันกลับประเทศกัมพูชาแล้วหรือไม่ กระทั่งเวลาประมาณ 16.00 น. เพจเฟซบุ๊ก กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์” เผยแพร่ข่าวระบุว่า นายวราวุธ  ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยว่า ได้ประสานไปยังศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) จังหวัดสุรินทร์ และทีม พม.หนึ่งเดียวจังหวัดสุรินทร์ โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) 

เจ้าหน้าที่จึงได้ลงพื้นที่และทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ โดยประสานงานกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อขอรับเด็กและมารดาเข้ารับการสงเคราะห์และคุ้มครองสวัสดิภาพที่บ้านพักเด็กและครอบครัว (บพด.) จังหวัดสุรินทร์ เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจากนี้ไป ต้องเป็นการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าจะมีการดำเนินการในลักษณะใด แต่ในมิติของกระทรวง พม. จะต้องส่งเสริมให้เด็กได้รับการศึกษาและจัดที่พักอาศัยให้ ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) มาตรา 22 ด้วยการดูแลเด็กไม่ว่าจะสัญชาติหรือเชื้อชาติใด ถ้าอาศัยอยู่ในประเทศไทย จะต้องได้รับการคุ้มครอง ทั้งสิทธิและสวัสดิภาพ นายวราวุธ กล่าว 

อย่างไรก็ตาม นายวราวุธ ย้ำว่า กระทรวง พม. ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการให้สัญชาติกับใคร กรณีการพิสูจน์สัญชาติ ว่ามารดามีการเข้าเมืองมาอย่างไร เด็กมีสัญชาติใด คงจะต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบ เนื่องจากกระทรวง พม. ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการที่จะเข้าไปตรวจสอบแต่ระหว่างอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบนั้นเด็กและมารดาจะอยู่ภายใต้การดูแลคุ้มครองสวัสดิภาพของกระทรวง พม.

ในช่วงเย็นของวันที่ 28 ส.ค. 2568 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์ เรื่อง เน้นย้ำหลักการประโยชน์สูงสุดของเด็ก กรณีตำรวจเข้าจับกุมนักเรียนรหัส เพื่อส่งกลับกัมพูชา โดยย้ำว่า อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม มีหลักการสำคัญระบุให้การดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ไม่ว่าจะกระทำโดยสถาบันทางสังคม หรือองค์กรใด ผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก และรัฐภาคีต้องยอมรับสิทธิของเด็กที่จะได้รับการศึกษาบนพื้นฐานของโอกาสที่เท่าเทียมกัน

กสม. เห็นว่า กรณีการจับกุมเด็กนักเรียนรายดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักสิทธิเด็กและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เนื่องด้วยเป็นการจับกุมที่ไม่มีหมายจับ ไม่มีเหตุแห่งการกระทำความผิดซึ่งหน้า เด็กมีสถานะเป็นเพียงผู้ติดตามมารดาเข้าเมืองมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กและไม่มีเจตนาหลบหนี อีกทั้งการเข้าไปจับกุมเด็กในพื้นที่โรงเรียนอาจสร้างบาดแผลทางจิตใจให้แก่เด็กได้ในระยะยาว ยิ่งไปกว่านั้น การส่งตัวกลับประเทศต้นทางในทันทีอาจทำให้เด็กนักเรียนรายดังกล่าวซึ่งไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาประเทศบ้านเกิดได้ เสียสิทธิ ขาดโอกาสและความต่อเนื่องในการได้รับการศึกษาโดยสิ้นเชิง แถลงการณ์ระบุ 

แถลงการณ์ กสม. ยังระบุด้วยว่า ขอให้การดำเนินการใดๆ ของทุกฝ่ายคำนึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นที่ตั้ง โดยไม่ควรมีกรณีการจับกุมเด็กต่างชาติในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก ทั้งนี้ ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ กสม. ขอให้สังคมร่วมกันยุติการสร้างความเกลียดชังด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติในทุกรูปแบบ เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมที่พึ่งพาอาศัยกันได้อย่างสันติ

– เด็กต่างด้าวกับการเข้าถึงการศึกษาในประเทศไทย เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายใดบ้าง?

ในระดับ กฎหมายระหว่างประเทศ ไทยมีพันธะต้องปฏิบัติตาม อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) เนื่องจากได้ร่วมลงนามร่วมเป็นภาคีไว้เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2535 อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก มีจำนวนทั้งสิ้น 54 ข้อ โดยในข้อ 1 ให้นิยามว่าเด็กคือมนุษย์ทุกคนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี เว้นแต่จะบรรลุนิติภาวะก่อนหน้านั้นตามกฎหมายที่ใช้บังคับแก่เด็กนั้น , ข้อ 2 ในส่วนข้อย่อย 2.1 รัฐภาคีจะเคารพและประกันสิทธิตามที่กำหนดไว้ในอนุสัญญานี้แก่เด็กแต่ละคนที่อยู่ในเขตอำนาจของตน โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติไม่ว่าชนิดใดๆ โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรือทางอื่น ต้นกำเนิดทางชาติ ชาติพันธุ์ หรือสังคม ทรัพย์สิน ความทุพพลภาพ การเกิดหรือสถานะอื่นๆ ของเด็ก หรือบิดา มารดา หรือผู้ปกครองตามกฎหมาย และ 2.2 รัฐภาคีจะดำเนินมาตรการที่เหมาะสมทั้งปวง เพื่อที่จะประกันว่าเด็กได้รับการคุ้มครองจากการเลือกปฏิบัติหรือการลงโทษในทุกรูปแบบ บนพื้นฐานของสถานภาพ กิจกรรมความคิดเห็นที่แสดงออก หรือความเชื่อของบิดา มารดา ผู้ปกครองตามกฎหมาย หรือสมาชิกในครอบครัวของเด็ก , 

ข้อ 22 ระบุว่า 22.1 รัฐภาคีจะดำเนินมาตรการที่เหมาะสมที่จะประกันว่า เด็กที่ร้องขอสถานะเป็นผู้ลี้ภัย หรือที่ได้รับการพิจารณาเป็นผู้ลี้ภัยตามกฎหมายหรือกระบวนการภายในหรือระหว่างประเทศที่ใช้บังคับ ไม่ว่าจะมีบิดามารดาของเด็กหรือบุคคลอื่นติดตามมาด้วยหรือไม่ก็ตามจะได้รับการคุม้ครองและความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมที่เหมาะสมในการได้รับสิทธิที่มีอยู่ ตามที่ระบุไว้ในอนุสัญญานี้ และในตราสารระหว่างประเทศอื่นๆ อันเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนหรือมนุษยธรรม ซึ่งรัฐดงักล่าวเป็นภาคี

22.2 เพื่อวัตถุประสงคนี้ รัฐภาคีจะให้ความร่วมมือตามที่พิจารณาว่าเหมาะสมแก่ความพยายามใดๆ ของทั้งองค์การสหประชาชาติและองค์การระดับรัฐบาล หรือองค์การที่มิใช่ระดับรัฐบาลอื่นที่มีอำนาจ ซึ่งร่วมมือกับองค์การสหประชาชาติในการคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กเช่นว่า และในการติดตามหาบิดามารดาหรือสมาชิกอื่นของครอบครัวของเด็กผู้ลี้ภัย เพื่อให้ได้รับข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นสำหรับการกลับไปอยู่ร่วมกันใหม่เป็นครอบครัวของเด็ก ในกรณีที่ไม่สามารถค้นพบบิดามารดาหรือสมาชิกอื่นๆ ของครอบครัว เด็กนั้นจะได้รับการคุม้ครองเช่นเดียวกับเด็กที่ถูกพรากจากสภาพครอบครัว ทั้งที่เป็นการถาวรหรือชั่วคราวไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ดังเช่นที่ได้ระบุไว้ในอนุสัญญานี้

ข้อ 28 ระบุว่า รัฐภาคียอมรับสิทธิของเด็กที่จะได้รับการศึกษา และเพื่อที่จะให้สิทธินี้บังเกิดผลตามลำดับและบนพื้นฐานของโอกาสที่เท่าเทียมกัน รัฐภาคีจะ 28.1 จัดการศึกษาระดับประถมเป็นภาคบังคับที่เด็กทุกคนสามารถเรียนได้โยไม่เสียค่าใช้จ่าย 28.2 สนับสนุนการพัฒนาของการศึกษาระดับมัธยมในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการศึกษาสายสามัญและสายอาชีพ จัดการศึกษาให้แพร่่หลายและเปิดกว้างแก่เด็กทุกคน และด าเนินมาตรการที่เหมาะสมเช่น การนำมาใช้ซึ่งการศึกษาแบบให้เปล่าและการเสนอให้ความช่วยเหลือทางการเงินในกรณีที่จา เป็น

28.3 ทำให้การศึกษาในระดับสูงเปิดกว้างแก่ทุกคนบนพื้นฐานของความสามารถ โดยทุกวิธีการที่เหมาะสม 28.4 ทำให้ข้อมูลข่าวสาร และการแนะแนวทางการศึกษาและอาชีพ เป็นที่แพร่หลายและเปิดกว้างแก่เด็กทุกคน และ 28.5 ดำเนินมาตรการเพื่อสนับสนุนการเขา้เรียนอย่างสม่ำเสมอ และลดอัตราการออกจากโรงเรียนกลางคัน

ขณะที่ กฎหมายในประเทศ เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 22 ระบุว่า การปฏิบัติต่อเด็กไม่ว่ากรณีใด ให้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญและไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม การกระทำใดเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก หรือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อเด็กหรือไม่ ให้พิจารณาตามแนวทางที่กำหนดในกฎกระทรวง , 

มติคณะรัฐมนตรี 5 ก.ค. 2548 นำไปสู่การออก ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานในการรับนักเรียน นักศึกษา เข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ. 2548 ซึ่งในข้อ 5 ระบุว่า ให้สถานศึกษาถือเป็นหน้าที่ในการที่จะรับเด็กที่อยู่ในวัยการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาภาคบังคับเข้าเรียนในสถานศึกษา กรณีเด็กย้ายที่อยู่ใหม่ สถานศึกษาต้องอำนวยความสะดวก และติดตามให้เด็กได้เข้าเรียนในสถานศึกษาที่ใกล้กับที่อยู่ใหม่ , 

ข้อ 6 ระบุว่า การรับนักเรียน นักศึกษาในกรณีที่ไม่เคยเข้าเรียนในสถานศึกษามาก่อน ให้สถานศึกษาเรียกหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งตามลำดับเพื่อนำมาลงหลักฐานทางการศึกษา ดังต่อไปนี้ (1) สูติบัตร (2) กรณีที่ไม่มีหลักฐานตาม (1) ให้เรียกหนังสือรับรองการเกิด บัตรประจำตัวประชาชนสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน หรือหลักฐานที่ทางราชการจัดทำขึ้นในลักษณะเดียวกัน (3) ในกรณีที่ไม่มีหลักฐานตาม (1) หรือ (2) ให้เรียกหลักฐานที่ทางราชการออกให้ หรือเอกสารตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้ใช้ได้

(4) ในกรณีที่ไม่มีหลักฐานตาม (1) (2) และ (3) ให้บิดามารดา ผู้ปกครอง หรือองค์กรเอกชน ทำบันทึกแจ้งประวัติบุคคลตามแบบแนบท้ายระเบียบนี้เป็นหลักฐานที่จะนำมาลงหลักฐานทางการศึกษา (5) ในกรณีที่ไม่มีบุคคล หรือองค์กรเอกชนตาม (4) ให้ซักถามประวัติบุคคลผู้มาสมัครเรียน หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำลงรายการบันทึกแจ้งประวัติบุคคลตามแบบแนบท้ายระเบียบนี้เป็นหลักฐานที่จะนำมาลงหลักฐานทางการศึกษา

ระเบียบดังกล่าวยังถูกย้ำอีกครั้งใน ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐาน ทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2562 ระบุในข้อ 3 ว่า ให้สถานศึกษารับเด็กหรือบุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย เข้าเรียนตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานในการรับนักเรียน นักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ.2548 และตรวจสอบเอกสาร หลักฐานทางทะเบียนราษฎรของเด็กหรือบุคคลที่สมัครเข้าเรียน 

หากมีเอกสารหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือเลขประจำตัว 13 หลัก ให้ดำเนินการตามขั้นตอนปกติของสถานศึกษา หากไม่มีเอกสารหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือเลขประจำตัว 13 หลัก ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนในการกำหนดรหัสประจำตัวผู้เรียนในระบบกำหนดรหัสประจำตัวผู้เรียนเพื่อเข้ารับบริการการศึกษาสำหรับผู้ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด ไปจนกว่าจะได้รับการจัดทำทะเบียนราษฎรและได้เลขประจำตัว 13 หลัก ตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร

นอกจากนั้น มติ ครม.วันที่ 5 ก.ค. 2548 ยังให้จัดสรรงบประมาณอุดหนุนเป็นค่าใช้จ่ายรายหัวให้แก่สถานศึกษาที่จัดการศึกษาให้แก่กลุ่มบุคคลที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนปลายในอัตราเดียวกับค่าใช้จ่ายรายหัวที่จัดสรรให้แก่เด็กไทย , ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาดำเนินการออกระเบียบให้สอดคล้องกับระเบียกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานในการรับนักเรียน นักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ. 2548 , ให้หน่วยงานฝึกอาชีพทุกส่วนราชการยอมรับหลักฐานทางการศึกษาที่ออกให้แก่เด็กตามระเบียบฯ เป็นต้น 

– พ.ร.บ.อุ้มหาย ห้ามผลักดันออกหากมีแนวโน้มว่าออกไปแล้วจะเป็นอันตราย : โคแฟคได้รับความเห็นเพิ่มเติมจาก นายวุฒิชัย พุ่มสงวน อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุดศูนย์อัยการคุ้มครองสิทธิเด็กเยาวชนและสถาบันครอบครัว ที่ระบุว่า พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 13 กำหนดห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐขับไล่ส่งกลับหรือส่งบุคคลเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังอีกรัฐหนึ่ง หากเห็นควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นจะตกอยู่ในอันตรายที่จะถูกกระทำทรมาน ถูกกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือถูกกระทำให้สูญหาย

ดังนั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐตามนิยามศัพท์ของกฎหมายฉบับนี้ เมื่อตามข้อเท็จจริงก็รับรู้กันอยู่ทั่วไปว่าปัจจุบันกัมพูชามีสถานการณ์ความไม่สงบ กับประเทศไทย ย่อมไม่มีความแน่ชัดว่าส่งเด็กคนนี้ข้ามกลับไปที่กัมพูชา อาจจะถูกมองว่าเป็นสายลับของคนไทย และอาจจะถูกกระทำที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมก็ได้ จึงเข้าข้อห้ามตามมาตรา 13 เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไม่สามารถส่งตัวเด็กคนดังกล่าวกลับไปได้ นายวุฒิชัย กล่าว 

นายวุฒิชัย ยังกล่าวอีกว่า นอกจากนั้น เด็กดังกล่าวมีอายุต่ำกว่า 18 ปีจึงเป็นเด็กตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก และอาจจะเป็นกรณีที่จำเป็นต้องได้รับการสงเคราะห์ หรือคุ้มครองสวัสดิภาพตามกฎหมาย ตามที่เจ้าพนักงานคุ้มครองเด็กจะไปสืบเสาะข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินการช่วยเหลือเด็กดังกล่าว ตามกฎหมาย ต่อไป

ทั้งหมดข้างต้นนี้เป็นเรื่องราวในมุมกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แต่ที่น่าห่วงกว่าคือ กระแสความเกลียดชังบนโลกออนไลน์ เพราะหากดูความเห็นตามเพจสำนักข่าว ความเห็นจำนวนมากเรียกร้องให้ผลักดันทั้งแม่และเด็กออกไป (แม้กระทั่งในเพจของกระทรวง พม. เองก็เกิดปรากฏการณ์ ทัวร์ลง มีผู้เข้ามาแสดงความเห็นเชิงตำหนิเป็นจำนวนมากในโพสต์ข่าวและคลิปที่รัฐมนตรีแถลงเว่า พม.ได้รับแม่และเด็กไปดูแล) นอกเหนือจากความไม่รู้ในข้อกฎหมายที่รัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐไทยต้องปฏิบัติตาม!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.ch7.com/sports/823755 (ครูน้ำตาร่วง นร. 13 ปี พ่อเป็นไทยแม่เป็น กพช. โดนแจ้งจับต่างด้าว : ช่อง 7HD 28 ส.ค. 2568)

https://www.ch7.com/sports/823762 (เคส 13 ปี ถูกจับต่างด้าว ครูชี้แจงตรวจสอบใบเกิด พ่อเด็กก็เป็น กพช. : ช่อง 7HD 28 ส.ค. 2568)

https://www.nationtv.tv/news/social-news/378966106 (เปิดใจพ่อเลี้ยง ด.ช.กัมพูชา หลังถูกตำรวจจับผลักดันกลับประเทศ : Nation 28 ส.ค. 2568)

https://web.facebook.com/share/p/1BUpo9F1ST/ (UPDATE: ตม.สุรินทร์ นำตัวเด็กและแม่กัมพูชา กลับมาที่ พม.สุรินทร์ เพื่อสอบสวนเพิ่มเติม ยังไม่ส่งกลับกัมพูชา : The Reporters 28 ส.ค. 2568)

https://tna.mcot.net/region-1577979 (เด็กชายวัย 13 ปี กลับกัมพูชาพร้อมแม่แล้ว : สำนักข่าวไทย อสมท. 28 ส.ค. 2568)

https://web.facebook.com/share/v/1AQrgbSmuN/(“วราวุธ” เผย พม. รับ ด.ช. 13 ปี-มารดา เข้าคุ้มครองสวัสดิภาพตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) มาตรา 22 : กระทรวง พม. 28 ส.ค.2568)

https://humanrights.mfa.go.th/human-rights-for-youth/convention-on-the-rights-of-the-child/ (อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก : กรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ)

https://law.m-society.go.th/law/view/33 (พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 : กองกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)

https://reapdd.moe.go.th/wp-content/uploads/2025/02/หนังสือ-A4-2024_คู่มือการจัดการเด็กไม่มีสัญชา_compressed.pdf (หนังสือ คู่มือและแนวปฏิบัติสำหรับการจัดการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย (ฉบับปรับปรุงใหม่ พ.ศ.2567) โดยกระทรวงศึกษาธิการ , หน้า 10 – 22)

https://resolution.soc.go.th/?prep_id=204015 (มติ ครม. เรื่อง ร่างระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐาน วัน เดือน ปีเกิด ในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ. …. (การจัดการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย) 5 ก.ค. 2548)